"มือของเจ้า...เย็นเกินไปแล้ว"
คาลอสเอ่ยขึ้นเบาๆ ในความมืดสลัวของตรอกแคบๆ เขาไม่ได้ละสายตาจากแผ่นหลังของเซเรน แต่กลับขยับกายเข้าไปชิดจนแผ่นหลังของคนตัวเล็กกว่าแนบสนิทกับอกแกร่ง กลิ่นอายไอเวทจางๆ ของคาลอสที่ตั้งใจสะกดกลั้นถูกปลดปล่อยออกมาเพียงชั่วครู่เพื่อสร้างเกราะกำบังทางสายตา ล้อมกรอบเซเรนเอาไว้ไม่ให้ใครในเมืองหลวงแห่งนี้เข้าถึงตัวเขาได้
"เพราะข้ากำลังประหม่า คาลอส... เจ้าก็รู้ว่าการย่างกรายกลับเข้ามาใน 'ใจกลาง' ของพวกมัน หมายความว่าอย่างไร" เซเรนตอบกลับ เสียงของเขาเบาหวิวแต่แฝงความเด็ดเดี่ยว เขาพยายามดึงผ้าคลุมสีมอซอขึ้นปิดบังใบหน้าให้มิดชิดที่สุด
คาลอสไม่ตอบด้วยคำพูด แต่เขาใช้มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบมาตลอดชีวิต เอื้อมไปกุมมือที่เย็นเฉียบของเซเรนไว้แน่น ก่อนจะสอดนิ้วประสานกันอย่างถือสิทธิ์ ความร้อนจากร่างกายของจอมทัพปีศาจถ่ายทอดผ่านถึงกัน ปลุกเร้าจังหวะหัวใจของเซเรนให้เต้นผิดจังหวะท่ามกลางความกดดันของเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยทหารเวทมนตร์ลาดตระเวน
"ประหม่าได้ แต่อย่าสั่น" คาลอสโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจมืดที่ชวนให้ลุ่มหลง "จงจำไว้ว่าไม่ว่าเจ้าจะเดินไปที่ไหน ในเมืองที่เคยหักหลังเจ้าแห่งนี้... ข้าจะอยู่ตรงนี้เสมอ หากใครกล้าชี้ดาบมาที่เจ้า ข้าจะทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นธุลีทรายเสียก่อนจะทันได้สัมผัสปลายผมเจ้า"
เซเรนเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ดของอีกฝ่าย แววตาของคาลอสในยามนี้ไม่ได้มีความขี้เล่นหรือความอ่อนหวานที่เขามักจะได้รับในเวลาปกติ แต่มันคือแววตาของนักล่าที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อปกป้องของรักเพียงหนึ่งเดียว
"เราต้องไปต่อ" เซเรนฝืนยิ้ม ก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดที่อบอุ่นจนเกินไปนั้น
ทั้งสองก้าวออกจากตรอกแคบๆ เข้าสู่ถนนสายหลักของเมืองหลวง 'เอเธเรีย' ภาพเบื้องหน้าคือแสงสีของโคมเวทมนตร์ที่ส่องสว่างราวกับเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ ทั้งพ่อค้า ชาวบ้าน และทหารยศสูงที่เดินตรวจตราด้วยความเย่อหยิ่ง ทุกย่างก้าวสำหรับเซเรนเปรียบเสมือนการเดินบนคมมีด เขารู้ดีว่าหากถูกจับได้ ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่มันคือการถูกทรมานด้วยพันธนาการเวทมนตร์ที่เขาเคยเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง
"ดูนั่นสิ" คาลอสชี้มือไปยังอาคารสูงตระหง่านใจกลางเมือง สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น 'หอคอยแห่งการพิพากษา' สถานที่ที่เซเรนเคยถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ
"พวกมันยังคงใช้ตราประทับของข้า..." เซเรนพึมพำ เมื่อเห็นสัญลักษณ์เวทมนตร์เรืองแสงเหนือยอดหอคอย รอยแค้นในอกเริ่มคุกรุ่น แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร มือของคาลอสก็บีบไหล่เขาไว้แน่น
"อย่ามองมันด้วยสายตาแบบนั้น" คาลอสเตือนด้วยความห่วงใย "ความเกลียดชังจะทำให้เจ้าเสียการควบคุม และถ้าเจ้าเสียการควบคุม... พลังเวทของเจ้าจะเปิดเผยตัวตนในทันที"
ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะเดินผ่านกลุ่มทหารองครักษ์ ทันใดนั้น หัวหน้าทหารคนหนึ่งก็หยุดกึก เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงหันขวับมาทางที่เซเรนและคาลอสยืนอยู่ ดวงตาดุร้ายของมันกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะเพ่งเล็งมาที่ชายหนุ่มในชุดคลุมมอซอทั้งสองคน
"หยุดก่อน!" เสียงตะโกนก้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันของกองกำลังที่ล้อมเข้ามา "พวกเจ้าสองคนน่ะ... เป็นใคร ทำไมข้าไม่เคยเห็นหน้าในเขตชั้นในนี้"
คาลอสชะงักฝีเท้า เขาไม่ได้ดูตกใจแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากลับพ่นลมหายใจอย่างดูแคลน ร่างกายของเขาสูงใหญ่ขึ้นเล็กน้อย พลังเวทสีนิลเริ่มหมุนวนอยู่ใต้ชั้นผิวหนังอย่างเงียบเชียบ เซเรนใจหายวาบ เขาพยายามดึงชายเสื้อคาลอสไว้ แต่จอมทัพหนุ่มกลับก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว บังร่างเซเรนไว้จนมิด
"เราเป็นเพียงนักเดินทางที่ผ่านมา" คาลอสตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แฝงด้วยความเย่อหยิ่งที่ทำให้ทหารองครักษ์ชะงักไปครู่หนึ่ง "และเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเราเป็นใคร... ถ้าเจ้ายังอยากรักษาศีรษะไว้บนบ่า"
สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด ทหารองครักษ์ชักดาบเวทมนตร์ออกมาทันที ประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบไปทั่วบริเวณ ผู้คนรอบข้างต่างแตกตื่นและวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง เซเรนรู้ว่าหากปล่อยให้เกิดการปะทะ แผนการทั้งหมดจะพังทลายลง แต่ทว่า... ในวินาทีที่หัวหน้าทหารกำลังจะเงื้อดาบฟันลงมานั้นเอง เขาก็ชะงักค้างไปเหมือนถูกสาป
ทหารคนนั้นไม่ได้ล้มลง แต่เขากลับค่อยๆ ลดดาบลงช้าๆ นัยน์ตาที่เคยแข็งกร้าวกลับกลายเป็นว่างเปล่าและไร้แวว ก่อนจะหันกลับไปสั่งทหารคนอื่นๆ ว่า "ไม่มีอะไร... แค่พวกพเนจร ไปตรวจที่อื่นต่อซะ"
เซเรนเบิกตากว้าง เขาหันไปมองคาลอสที่ยืนนิ่งสงบข้างๆ อีกฝ่ายเพียงแค่ขยับนิ้วในถุงมือหนังอย่างแผ่วเบา
"เจ้าทำอะไรลงไป..." เซเรนกระซิบถามด้วยความตื่นตระหนก
"เพียงแค่สะกดจิตใจอ่อนๆ ของมนุษย์ชั้นต่ำ" คาลอสตอบโดยไม่หันมามอง "ไปกันเถอะ ก่อนที่มดปลวกพวกนี้จะเริ่มรู้สึกตัวว่าถูกแทรกแซง"
ทว่าในจังหวะที่พวกเขากำลังจะก้าวผ่านประตูเมืองชั้นในเข้าไป แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็เกิดขึ้นจากพื้นดินเบื้องล่าง ตามมาด้วยเสียงระฆังดังสนั่นไปทั่วทั้งอาณาจักร เสียงที่ไม่ได้ดังขึ้นมานานนับร้อยปี... เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของการบุกรุก
ประตูยักษ์ที่ทำจากเหล็กกล้าไหล่หนาค่อยๆ ปิดลงเองโดยอัตโนมัติ และจากระเบียงเหนือซุ้มประตูนั้น ร่างของชายผู้หนึ่งในชุดเกราะสีทองอร่ามก็ปรากฏตัวขึ้น เขาคือ 'ผู้คุมกฎสูงสุด' อดีตอาจารย์ที่เคยทรยศเซเรนอย่างเลือดเย็น
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกศิษย์ผู้ทรยศของข้า" ชายคนนั้นแสยะยิ้ม มองตรงลงมาที่จุดที่เซเรนและคาลอสยืนอยู่ ราวกับรู้ตั้งแต่แรกว่าพวกเขาจะมาปรากฏตัวที่นี่ "ข้าเฝ้ารอเวลานี้มานาน... วันที่พันธะคลั่งรักของเจ้าจะกลายเป็นพันธนาการที่นำเจ้าไปสู่ความตายด้วยน้ำมือของข้าเอง"
คาลอสกระชับมือที่กุมเซเรนไว้แน่นจนนิ้วแทบจมลงในผิวหนัง ก่อนจะหันมามองเซเรนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นและการตัดสินใจบางอย่าง
"เซเรน... ดูเหมือนเราจะไม่ได้มาเพื่อ 'แฝงตัว' แล้วล่ะ" คาลอสเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เซเรนเคยเห็นมา "เพราะดูท่าว่าวันนี้ ข้าคงต้องสังหารมันต่อหน้าเจ้า... ไม่ว่าใครหน้าไหนที่บังอาจเรียกเจ้าว่าลูกศิษย์"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษาสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างผมในทุกย่างก้าวของตัวละครนะครับ - ไฟเยอร์บลัด
พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 26
ก้าวแรกสู่ใจกลางอาณาจักร
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!