“เจ้ายังดูไร้เดียงสาเหมือนวันนั้นไม่มีผิด... เซเรน”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูประหนึ่งรอยร้าวบนแก้วคริสตัลดังก้องขึ้นในโถงทางเดินหินอ่อนที่เย็นเยียบ เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นจากมุมมืดของเสาต้นมหึมา เผยให้เห็นชายหนุ่มผู้มีใบหน้าสะอาดสะอ้าน ดวงตาสีอำพันคมกริบคู่นั้นซ่อนความเหยียดหยามเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร
เซเรนหยุดฝีเท้าลงทันที ร่างกายของเขาสั่นสะท้านชั่วครู่ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะคลื่นความเจ็บปวดในอดีตที่โถมซัดเข้ามาประหนึ่งพายุหมุน มือบางกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือจนเลือดซิบ ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะสูดเข้าลึกเพื่อเรียกสติ
“ ‘เอลริค’...” ชื่อนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากของเซเรนราวกับคำสาปแช่ง “ข้านึกว่าวิญญาณโสโครกของเจ้าจะถูกผนึกไว้ในขุมนรกนั่นเสียอีก”
เอลริคหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาเยื้องกรายเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นจนน่าอึดอัด “นรกหรือ? เจ้าก็รู้ดีว่าที่ไหนคือสวรรค์สำหรับคนอย่างเรา... คนที่รู้จักใช้ประโยชน์จากมิตรภาพเพื่อสร้างหนทางสู่บัลลังก์ไงล่ะ”
เซเรนแค่นยิ้มเยือกเย็น “มิตรภาพที่เจ้าว่า... คือการแทงข้างหลังข้าในคืนที่ข้าสูญเสียพลังเวทมนตร์ไปเกือบหมดสิ้นน่ะหรือ?”
“นั่นคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ข้ามอบให้เจ้าต่างหาก เซเรน” เอลริคหยุดลงตรงหน้าเขาเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นอายของเวทมนตร์ธาตุดินที่แสนคุ้นเคยแผ่ออกมา แต่บัดนี้มันกลับเจือปนด้วยกลิ่นคาวเลือดที่น่าสะอิดสะเอียน “เจ้ามัวแต่เป็นคนดี เห็นใจผู้อื่น จนลืมมองไปว่าในโลกที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บแบบนี้ ใครที่อ่อนแอที่สุด... คือคนที่ถูกกินก่อนเสมอ”
ทว่าก่อนที่เอลริคจะได้ขยับตัวเข้ามาใกล้มากกว่านั้น แรงกดดันมหาศาลก็ถาโถมลงมาจนอากาศรอบข้างดูเหมือนจะหนักอึ้งและแตกสลาย แสงสีแดงฉานดุจโลหิตปรากฏขึ้นเป็นม่านพลังเบื้องหน้าเซเรน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของ ‘คาลอส’ จะก้าวออกมาขวางกั้นไว้เหมือนกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย
ดวงตาสีแดงฉานของจอมทัพปีศาจวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งความพิโรธที่ยากจะดับมอด เขาส่งสายตาที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็งขั้วโลกไปที่เอลริค มือแกร่งคว้าหมับเข้าที่ต้นคอของอดีตเพื่อนรักเซเรนอย่างรวดเร็วเกินกว่ามนุษย์จะมองทัน
“เจ้ากล้าดียังไง... ถึงได้ริอาจเอามือสกปรกของเจ้ามาป้วนเปี้ยนใกล้คนของข้า” น้ำเสียงของคาลอสเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยกระแสสังหารที่ทำเอาผนังหินรอบข้างถึงกับปริร้าว
เอลริคพยายามจะเปล่งเสียง แต่แรงบีบที่คอทำให้เขาทำได้เพียงหายใจรวยริน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่เพิ่งเคยพานพบ “เจ้า... เจ้าคือราชาปีศาจคาลอส... ข้าไม่คิดว่าข่าวลือเรื่องที่เจ้ากลายเป็นสุนัขรับใช้ให้มนุษย์คนหนึ่งจะเป็นเรื่องจริง!”
“สุนัขรับใช้?” คาลอสเลิกคิ้วขึ้น มุมปากยกยิ้มเหี้ยมเกรียมขณะที่เขาบีบมือแน่นขึ้นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น “ข้าไม่ได้เป็นสุนัขรับใช้... ข้าคือผู้ที่สยบแทบเท้าเขา และข้าคนนี้แหละที่จะเป็นคนกระชากวิญญาณเจ้าออกมาให้แหลกคามือ หากเจ้ายังกล้าใช้ดวงตาสกปรกนั่นมองเซเรนอีกแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว”
เซเรนเอื้อมมือไปแตะที่หัวไหล่ของคาลอสแผ่วเบาเพื่อปราม แม้ในใจเขาจะเต็มไปด้วยความแค้นต่อเอลริค แต่เขารู้ดีว่าหากคาลอสลงมือฆ่าเอลริคที่นี่โดยไร้การไตร่ตรอง เรื่องราวมันจะบานปลายเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือไหว
“ปล่อยเขาก่อน คาลอส” เซเรนกระซิบ เสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าหนักแน่น “ข้ามีบัญชีที่ต้องสะสางกับเขาด้วยตัวเอง... ในแบบของข้า”
คาลอสชะงักไปเล็กน้อย ความห่วงหาอาทรแฝงอยู่ในแววตาที่เขามองเซเรน เขาค่อยๆ คลายมือออกอย่างจำใจ แต่ยังคงปล่อยจิตสังหารกดทับเอลริคไว้อย่างไม่ลดละ
เอลริคทรุดลงกับพื้น สำลักอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองเซเรนด้วยแววตาที่สั่นไหวและโกรธแค้นในคราวเดียวกัน “เจ้าคิดว่าเจ้าเปลี่ยนไปแล้วงั้นหรือ? เจ้าก็ยังเป็นแค่เซเรนคนอ่อนแอที่พึ่งพาพลังของปีศาจเพื่อความอยู่รอด!”
เซเรนก้าวเข้าไปหาช้าๆ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเศร้าสร้อยเป็นความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว “เอลริค... เจ้าจำได้ไหมว่าเจ้าเคยถามข้าว่าทำไมข้าถึงเป็นอัจฉริยะที่เหนือกว่าใครในหมู่มิตรสหาย”
เอลริคเงียบไป ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขาขยับถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น
“เพราะข้าไม่เคยทิ้งความแค้นไงล่ะ” เซเรนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าเพียงแค่ฝังมันไว้ รอเวลาที่เหมาะสมจะขุดมันขึ้นมา... และตอนนี้ เวลาของเจ้าก็หมดลงแล้ว”
จู่ๆ อักขระเวทโบราณสีทองอร่ามก็ปรากฏขึ้นรอบโถงทางเดิน มันส่องสว่างวาบจนแสบตา และในวินาทีที่เอลริคจะคว้าอาวุธขึ้นมาตอบโต้ พื้นดินใต้เท้าเขากลับแยกออกเป็นเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
ร่างของเอลริคร่วงหล่นลงไป ทว่าก่อนที่เขาจะหายลับไปในความมืด เขากลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “สายไปแล้ว เซเรน! ข้าไม่ได้มาคนเดียว... และสิ่งที่ข้าทำลงไปในคืนนั้น มันไม่ใช่แค่การทรยศธรรมดา แต่มันคือการผนึก ‘สิ่งนั้น’ ไว้ในเลือดของเจ้า! วันนี้เจ้าจะไม่ได้ฆ่าข้า... แต่เจ้าจะเห็นตัวเองทำลายทุกอย่างที่เจ้าหวงแหนไปพร้อมกับข้า!”
ทันใดนั้น ร่างกายของเซเรนก็เกิดอาการกระตุกอย่างรุนแรง เลือดสีดำสนิทหยดลงจากปลายนิ้วของเขา ผิวหนังเริ่มมีรอยสักแปลกประหลาดสีเข้มปรากฏขึ้นราวกับถูกเขียนด้วยเปลวเพลิงที่กัดกินเนื้อหนัง คาลอสรีบโผเข้ามารับร่างของเซเรนไว้แน่น แต่สิ่งที่เขาพบกลับไม่ใช่ความอบอุ่นของคนรัก หากแต่เป็นพลังงานเวทมืดที่พุ่งพล่านออกมาจากร่างของเซเรนจนเกราะปีศาจของเขาร้าวราน
“เซเรน! เจ้าเป็นอะไรไป!” คาลอสตะโกนลั่น ความตื่นตระหนกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนฉายชัดบนใบหน้าขณะที่พยายามถ่ายทอดพลังเวทเข้าไปยับยั้งการกัดกินนั้น
เซเรนพยายามเงยหน้าขึ้นมองคาลอส ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีน้ำตาลอ่อนเป็นสีม่วงเข้มลึกล้ำราวกับห้วงอเวจี เขากัดฟันแน่นจนเลือดไหลซิบที่มุมปาก “คาลอส... ออกไป... อย่าเข้าใกล้ข้า... มัน... มันกำลังจะตื่น!”
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เสียงหัวเราะของเอลริคที่ดังแว่วมาจากก้นบึ้งของเหวก็หยุดลง พร้อมกับเงาดำมืดที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากรอยสักบนร่างของเซเรน มันไม่ใช่เวทมนตร์ของเอลริค แต่มันคือ ‘พันธะ’ เลือดที่สาปแช่งให้เซเรนต้องกลายเป็นอาวุธสังหารที่แม้แต่คนรักที่เขารักที่สุด ก็อาจต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเขาเอง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษาสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างผมในทุกย่างก้าวของตัวละครนะครับ - ไฟเยอร์บลัด
พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 27
การเผชิญหน้ากับศัตรูเก่า
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!