"ทิ้งมันไปเสีย เซเรน... อย่าแตะต้องสิ่งที่มลทินของพวกมันกัดกินลงไปในจิตวิญญาณของเจ้า!"
น้ำเสียงของคาลอสสั่นเครือด้วยความเกรี้ยวกราด ทว่ามือแกร่งที่โอบประคองแผ่นหลังของเซเรนกลับสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ แววตาคมกริบดุจดาบสังหารของจอมทัพปีศาจจับจ้องไปยังเศษเสี้ยวผนึกวิญญาณที่ส่องแสงสีม่วงหม่นอยู่ในอุ้งมือของคนในอ้อมกอด
เซเรนหอบหายใจถี่ เขาไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายจากมัน... ตรงกันข้าม ความรู้สึกประหลาดกลับแล่นปราดผ่านกระแสเลือด ราวกับเข็มทิศที่ตามหาทิศเหนือเจอ มันเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจของเขา
"ข้าปล่อยมันไม่ได้ คาลอส..." เซเรนกระซิบ เสียงของเขาเรียบเรื่อยทว่าเด็ดขาด "ท่านไม่ได้สัมผัสถึงมันหรอกหรือ? มันไม่ใช่สิ่งของ... แต่มันคือส่วนหนึ่งของข้าที่หายไป"
คาลอสผละออกเล็กน้อย มือข้างหนึ่งของเขายกขึ้นแตะข้างแก้มของเซเรนอย่างทะนุถนอมจนเกือบจะเปราะบาง แววตาที่เคยเย็นชาต่อโลกหล้า กลับอ่อนแสงลงเมื่อมองสบตาคนตรงหน้า "ข้าไม่สนว่ามันคือส่วนไหนของเจ้า หากมันจะพรากเจ้าไปจากข้า... ข้าจะทำลายผนึกนั่นพร้อมกับโลกทั้งใบที่บังอาจส่งมันมาให้เจ้า"
เซเรนยิ้มบาง—รอยยิ้มที่ทำให้คาลอสแทบหยุดหายใจ "ท่านเป็นจอมทัพผู้โหดเหี้ยม แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับความกลัวเล็กน้อยของข้าเนี่ยนะ?"
"ข้ากลัวที่จะเสียเจ้า... นั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือปณิธานของข้า" คาลอสกล่าวสั้นๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้า ภายในถ้ำโบราณที่ลึกสุดหยั่งราก ผนังถ้ำสั่นสะเทือนตามแรงอารมณ์ของเขา จนผลึกเวทมนตร์รอบด้านส่องแสงวูบวาบราวกับจะตอบรับพลังอำนาจที่เอ่อล้นออกมา
ทั้งสองก้าวเข้าสู่ใจกลางถ้ำ พื้นดินที่นี่มิได้โรยด้วยหินธรรมดา แต่มันคืออักขระโบราณที่จมอยู่ใต้ชั้นฝุ่นหนา เซเรนยกมือขึ้น แสงจากผนึกวิญญาณในมือทำปฏิกิริยากับอักขระเหล่านั้น ก่อให้เกิดสายธารแสงสีทองไหลวนไปตามผนังถ้ำ เผยให้เห็นจารึกมหาศาลที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเลือดและอาคมแห่งบรรพกาล
"นี่คือ... พงศาวดารแห่งผู้ถูกเนรเทศ" เซเรนพึมพำ ไล่นิ้วผ่านรอยสลักที่เย็นเยียบ
"เจ้ามองเห็นอะไร?" คาลอสขยับเข้ามายืนซ้อนหลัง มือหนาวางบนเอวสอบของเซเรนแน่น หวงแหนราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะสลายกลายเป็นไอหมอกไปต่อหน้าต่อตา
"มันบอกว่า... พลังแห่งบรรพกาลไม่ใช่สิ่งที่จะครอบครองได้ด้วยความโลภ แต่ต้องใช้ 'ความศรัทธาของหัวใจที่ยอมสละได้ทุกอย่าง' เพื่อเปิดประตูมิติแห่งจุดจบ" เซเรนอ่านจารึกพลางนิ่งอึ้ง "คาลอส... คนที่จารึกสิ่งนี้เอาไว้ คือคนที่ยอมถูกเนรเทศเพื่อปกป้องคนที่ตนรักจากหายนะ... เช่นเดียวกับท่าน"
คาลอสชะงักไปครู่หนึ่ง กลิ่นอายของความแค้นในตัวเขามลายหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่าที่หนักอึ้ง "นั่นไม่ใช่ความรัก... นั่นคือคำสาป"
"แล้วท่านจะเปลี่ยนคำสาปนั้นเป็นคำอวยพรไหมล่ะ?" เซเรนหันกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่แนบชิดทำให้เขาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย
คาลอสโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันอย่างจงใจ "หากการรอดชีวิตของเจ้าต้องแลกด้วยการที่ข้าต้องเป็นคนบาปไปตลอดกาล... ข้าก็ยินดีรับมันไว้โดยไม่ลังเล"
ทันใดนั้น ผนึกวิญญาณในมือของเซเรนก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง แสงสีม่วงหม่นพุ่งทะลุเพดานถ้ำ กลายเป็นเสาแสงที่ฉีกกระชากมิติเบื้องบนให้แยกออกจากกัน เสียงกรีดร้องของวิญญาณนับพันดังระงมไปทั่วโถงถ้ำ เศษหินร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน
ทว่า ในความโกลาหลนั้น เงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติ—บุรุษผู้สวมชุดเกราะสีขาวบริสุทธิ์ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ เขาถือหอกที่ปลดปล่อยกลิ่นอายเดียวกับผนึกวิญญาณ และเป้าหมายของคมหอกนั้น มิใช่คาลอส... แต่คือหัวใจของเซเรน
"ในที่สุด... ชิ้นส่วนที่ขาดหายก็มาพบกันครบเสียที" เสียงของคนปริศนาดังก้อง กังวานดุจเสียงจากความว่างเปล่า "เซเรน เจ้าต้องตายที่นี่ เพื่อให้จักรวาลนี้เริ่มต้นใหม่"
คาลอสคำรามลั่นในลำคอ ปีกปีศาจสีดำสนิทสยายออกจนเต็มโถงถ้ำ ท้องฟ้าเหนือถ้ำโบราณถูกย้อมด้วยเลือด และในวินาทีที่คมหอกพุ่งเข้าหาเซเรน คาลอสก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่แม้แต่ทวยเทพยังต้องสั่นสะท้าน... เขาใช้ร่างตัวเองรับคมหอกนั้นแทนเซเรน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดที่ความรักต้องแลกด้วยทุกสรรพสิ่งครับ
ไฟเยอร์บลัด
พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 11
การสำรวจถ้ำโบราณ
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!