“หากเจ้ายังขยับนิ้วอีกเพียงมิลลิเมตรเดียว ข้าจะตัดสิ่งที่เจ้าใช้เหนี่ยวไกทิ้งเสีย”
เสียงทุ้มต่ำดั่งเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในเงามืดดังขึ้นเบื้องหลังร่างของชายชุดดำที่กำลังซุ่มอยู่ในมุมมืดของระเบียงชั้นบน คาลอสไม่ได้เพียงแค่ขู่ มือหนาที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งของเขากำลังบีบขยี้ลำคอของมือสังหารคนนั้นจนใบหน้าของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
มือสังหารผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา มันเป็นนักฆ่าฝีมือฉกาจที่ใช้เวทลบกลิ่นอายจนมิดชิด แต่มันลืมไปอย่างหนึ่ง... กลิ่นอายความหวงแหนและจิตสังหารของจอมทัพปีศาจนั้นกว้างไกลและรุนแรงยิ่งกว่าพายุทะเลคลั่ง เซเรนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่างอีกห้องหนึ่งไม่ได้ระแคะระคายเลยว่า ณ เวลานี้ กำลังมีเงาดำนับสิบชีวิตกระจายตัวอยู่รอบที่พักของเขา
“ใครส่งเจ้ามา” คาลอสถามซ้ำ เสียงนั้นนิ่งเรียบจนน่าขนลุก
“ข้า... ข้าไม่บอก...”
เพล้ง!
ไม่ทันขาดคำ คาลอสก็เหวี่ยงร่างของมันกระแทกเข้ากับเสาหินจนร้าว แรงกระแทกนั้นทำให้หน้ากากเหล็กที่ปกปิดใบหน้าของมือสังหารหลุดออก เผยให้เห็นรอยสักรูปงูเลื้อยผ่านดวงตาข้างหนึ่ง... รอยสักที่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘ตระกูลเวนดิกซ์’ ตระกูลที่เคยประกาศตัดขาดกับเซเรนและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเนรเทศเขาในอดีต
คาลอสมองรอยสักนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ดวงตาสีโลหิตของเขาวูบไหวราวกับเปลวไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างให้เป็นจุณ เขาไม่ได้รังเกียจที่พวกมันหมายหัวเขา แต่เขารังเกียจที่พวกมัน ‘กล้า’ เหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตที่มีค่าที่สุดของเขา
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องนอนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร เซเรนขมวดคิ้ว เขาละสายตาจากตำราเวทโบราณ ความรู้สึกบางอย่างที่เย็นเฉียบเกาะกุมที่หัวใจ เขารู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาจากทุกทิศทาง มันเป็นความรู้สึกเดิมที่เขาเคยสัมผัสในวันที่ถูกหักหลังโดยคนที่เขาไว้ใจที่สุด
“เซเรน...” เสียงเรียกที่อ่อนโยนดังขึ้นหน้าประตู
เซเรนเงยหน้าขึ้น คาลอสยืนอยู่ตรงนั้น เสื้อคลุมสีเข้มของเขายังมีเศษฝุ่นละอองติดอยู่เล็กน้อย มือหนาที่เปื้อนเลือดแห้งกรังถูกซ่อนไว้ข้างหลังอย่างแนบเนียน เขายิ้มให้คนรักอย่างที่มักจะทำเสมอ แต่เซเรนกลับมองทะลุผ่านรอยยิ้มนั้นไปเห็นความวุ่นวายในใจ
“เจ้าไปไหนมา คาลอส” เซเรนถาม พลางลุกขึ้นเดินเข้าไปหา “แล้วกลิ่นเลือดนี่... มันมาจากไหน”
คาลอสชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปประชิดตัว ใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวบางของเซเรนไว้แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะสลายกลายเป็นไอหมอก เขากดจูบเบาๆ ที่ขมับของเซเรน ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างหู
“แค่สุนัขจรจัดที่หลงเข้ามาในอาณาเขตของเราน่ะครับ ไม่มีอะไรต้องกังวล” คาลอสกระซิบ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนจนน่ากลัว “อย่ากังวลเรื่องข้างนอกเลย สนใจแค่ข้า... และช่วงเวลาของเราในตอนนี้ก็พอ”
เซเรนเงียบไป เขาซบหน้าลงกับอกแกร่ง กลิ่นอายปีศาจที่ปกคลุมรอบตัวคาลอสทำให้เขารู้สึกปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นกรงทองที่ขังเขาไว้ไม่ให้เห็นความจริง เซเรนแอบกำชายเสื้อของคาลอสแน่นจนมือสั่น เขารู้ดีว่าศัตรูเก่าของเขายังไม่ตาย และพวกมันกำลังเตรียมการครั้งใหญ่
“เจ้าปิดบังอะไรข้าอยู่หรือเปล่า” เซเรนถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
คาลอสผละออกเล็กน้อย ดวงตาสีโลหิตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเซเรน “ข้าปิดบังเจ้าได้งั้นหรือ? ในเมื่อหัวใจของข้าทั้งหมดอยู่ในมือเจ้า หากวันหนึ่งข้าต้องทำลายโลกเพื่อปกป้องเจ้า... เจ้าจะยังมองข้าด้วยสายตาแบบนี้ไหม?”
เซเรนไม่ทันได้ตอบคำถามนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นจากบริเวณสวนชั้นล่าง แรงสั่นสะเทือนทำให้แจกันแก้วบนโต๊ะร่วงลงมาแตกกระจาย คาลอสพุ่งตัวไปขวางหน้าเซเรนทันที เวทอาคมสีดำทะมึนก่อตัวเป็นโล่กำบังรอบตัวพวกเขา
ไม่ใช่แค่มือสังหารคนเดียว... แต่เป็นกองทัพนับร้อยที่สวมชุดคลุมปิดบังใบหน้า พวกมันยืนเรียงรายอยู่กลางสวน ทุกตัวตนถือดาบอาบยาพิษที่ทำจากกระดูกมังกร ซึ่งเป็นอาวุธชนิดเดียวที่สามารถสังหารจอมทัพปีศาจได้
ท่ามกลางกลุ่มมือสังหารเหล่านั้น ชายในชุดคลุมสีเงินคนหนึ่งก้าวออกมา เขาถอดฮู้ดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่เซเรนคุ้นเคยดี ใบหน้าที่เขาเคยเรียกว่า ‘พี่ชาย’
“ท่านพี่...” เซเรนครางชื่อนั้นออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ไม่ได้พบกันนานนะ เซเรน” ชายคนนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ “และดูเหมือนว่าสัตว์เลี้ยงของเจ้าจะคอยปกป้องเจ้าได้ดีเกินไป... แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อคุยกับเจ้าหรอกนะ”
เขายกมือขึ้น เวทมนตร์สายฟ้าสีม่วงที่รุนแรงปะทุขึ้นในอากาศ ก่อนจะพุ่งตรงมายังตำแหน่งที่คาลอสและเซเรนยืนอยู่ แรงระเบิดมหาศาลทำให้ระเบียงพังทลาย คาลอสคว้าตัวเซเรนกระโดดถอยหลัง แต่ทว่า...
มีดสั้นอาบยาพิษเล่มหนึ่งพุ่งทะลุกลุ่มควันผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาลอสจะปัดป้องได้ทัน
มันไม่ได้พุ่งไปที่คาลอส... แต่มันพุ่งเป้าไปที่เซเรนโดยตรง
เซเรนเบิกตากว้าง เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบของคมมีดที่กำลังจะเจาะทะลุร่าง ในวินาทีที่ความตายอยู่เพียงแค่ปลายจมูก คาลอสตัดสินใจทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน เขาพลิกตัวเอาแผ่นหลังรับมีดเล่มนั้นเข้าเต็มแรง พิษจากกระดูกมังกรเริ่มกัดกินเนื้อหนังของจอมทัพปีศาจจนเป็นไอสีดำพุ่งออกมา
คาลอสทรุดลงกับพื้น ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด แต่เขายังคงยิ้มให้เซเรน มือที่เปื้อนเลือดคว้ามือของเซเรนมากุมไว้แน่น
“เซเรน... วิ่งไป...” คาลอสเค้นเสียงพูดด้วยความยากลำบาก ขณะที่กลุ่มมือสังหารเริ่มล้อมเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ “อย่าหันกลับมา... แม้ว่าข้าจะตาย... เจ้าก็ต้องอยู่ต่อไป...”
เซเรนมองภาพตรงหน้าด้วยความใจสลาย เขาไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มที่ถูกทอดทิ้งอีกต่อไป ในจังหวะที่มือสังหารเงื้อดาบขึ้นเตรียมปลิดชีพคาลอส แววตาของเซเรนก็เปลี่ยนไป จากความอ่อนโยนกลายเป็นความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยพลังเวทมหาศาลที่ถูกกดทับมานาน
พลังเวทสีเงินบริสุทธิ์ระเบิดออกรอบตัวเซเรน พัดพาร่างของเหล่ามือสังหารกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง ชายชุดคลุมสีเงินชะงักค้างด้วยความตกตะลึง
“ใครที่แตะต้องเขา...” เซเรนเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าอำนาจเวทที่ปล่อยออกมาทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน “ข้าจะทำให้พวกมันไม่ได้แม้แต่จะลืมตาเกิดใหม่ในนรก”
เซเรนเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาไม่ได้มองไปที่พี่ชาย แต่เขามองไปที่ความมืดมิดเบื้องหลังกองทัพสังหารนั้น... ที่นั่นมีเงาของใครบางคนยืนอยู่ เงามืดที่ไม่ใช่ของตระกูลเวนดิกซ์ แต่เป็นเงาที่เขาหวาดกลัวที่สุดในชีวิต
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของเซเรนและคาลอสนะครับ หวังว่าบทนี้จะทำให้ท่านรู้สึกถึงความเข้มข้นที่ผมตั้งใจบรรจงเขียนให้ทุกท่านได้อ่านครับ ไว้พบกันใหม่ตอนหน้าครับผม
ไฟเยอร์บลัด
พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 14
คนทรยศปรากฏกาย
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!