“ปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้! ถ้าเจ้ายังดื้อรั้นเช่นนี้ เราทุกคนจะไม่มีใครรอด!”
เสียงตะคอกของเซเรนดังก้องท่ามกลางความเงียบงันของตรอกแคบๆ หลังเขตพระราชวัง กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นไอเวทมนตร์ที่กำลังสลายตัวในอากาศยังคงอบอวลชวนอาเจียน ร่างโปร่งบางของอดีตอัจฉริยะเวทมนตร์พยายามสะบัดข้อมือออกจากกอบกุมอันแข็งแกร่งของคาลอส แต่ดูเหมือนว่าแรงมหาศาลของจอมทัพปีศาจผู้นี้จะเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ไม่มีวันตัดขาด
คาลอสไม่ตอบโต้ด้วยวาจา นัยน์ตาสีเพลิงของเขาหรี่ลง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบด้านด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่กำลังไล่ล่าและถูกล่าในคราวเดียวกัน เขากระชับผ้าคลุมสีดำสนิทที่โอบอุ้มร่างของเซเรนไว้จนมิดชิด ก่อนจะผลักร่างนั้นเข้าไปในมุมมืดของอาคารหินเก่าๆ ที่พังทลายลงมาบางส่วน
“เจ้าตายไปหนึ่งครั้งแล้ว เซเรน” เสียงทุ้มต่ำของคาลอสสั่นเครือด้วยอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ “ในโลกที่ทรยศเจ้าด้วยการกระชากทุกอย่างไปจากมือเจ้า ข้าขออนุญาตที่จะเป็นคนเดียวที่ไม่มีวันปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระจากความห่วงใยของข้า แม้ว่าความห่วงใยนั้นจะทำให้เจ้าเกลียดชังข้าจนเข้ากระดูกดำก็ตาม”
“ความห่วงใยหรือการจองจำกันแน่?” เซเรนแค่นหัวเราะ หยาดเหงื่อเย็นๆ ผุดพรายบนขมับ เขาพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวพลังเวทที่เหลืออยู่เพื่อสร้างม่านพรางตา แต่ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศในคราวก่อนยังคงรุมเร้าเหมือนเข็มแหลมพันเล่มทิ่มแทงในอก
ด้านนอกตรอก เสียงฝีเท้าของทหารราชองครักษ์นับสิบดังใกล้เข้ามาพร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงเวทมนตร์ที่สาดส่องทำลายความมืดมิด คาลอสขยับเข้ามาประชิดตัวร่างบาง ลมหายใจอุ่นๆ รดรินที่ข้างใบหู มือหนาข้างหนึ่งเชยคางเซเรนขึ้น สบตากับดวงตาที่วูบไหวด้วยความสับสนและอ่อนล้า
“จำไว้เซเรน… ในวินาทีที่เจ้าตัดสินใจก้าวขาออกจากเมืองนี้พร้อมกับข้า ชีวิตของเจ้าไม่ใช่ของเจ้าอีกต่อไป แต่มันคือลมหายใจของข้า หากเจ้าหยุดหายใจ ข้าก็จะเผาผลาญอาณาจักรนี้ให้กลายเป็นเถ้าถ่านก่อนที่ศพของเจ้าจะเย็นลง”
คำพูดนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนคำขู่ แต่มันคือคำปฏิญาณที่น่าขนลุก เซเรนรับรู้ได้ถึงไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวคาลอส มันรุนแรงและป่าเถื่อนเสียจนทหารที่เดินผ่านหน้าตรอกไปถึงกับชะงักฝีเท้าเหมือนสัมผัสได้ถึงภัยพิบัติที่กำลังคืบคลาน
“นั่นอะไร?!” เสียงทหารคนหนึ่งตะโกนขึ้นเมื่อเห็นเงาตะคคุ่มที่มุมมืด
คาลอสไม่รอช้า เขาคว้าตัวเซเรนขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโจนขึ้นสู่หลังคาอาคารด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ แรงปะทะจากเวทมนตร์เคลื่อนที่ทำให้เกิดเสียงระเบิดเบาๆ ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของทหารที่พยายามยิงธนูเวทตามมา
การหลบหนีเป็นไปอย่างทุลักทุเล เซเรนซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างของจอมทัพปีศาจที่กำลังเต้นเร่าด้วยจังหวะบ้าคลั่ง เขารู้สึกถึงความร้อนจากร่างของคาลอสที่ส่งผ่านเนื้อผ้ามาถึงตัวเขา ชายผู้เคยเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กำลังแลกเลือดเนื้อของตนเองเพื่อปกป้องเขาทุกวิถีทาง ท่ามกลางห่าฝนเวทมนตร์ที่โปรยปรายลงมาดั่งห่ากระสุน
“ไปที่ประตูทิศใต้!” เซเรนตะโกนผ่านเสียงลมที่กรีดร้อง “ที่นั่นมีช่องโหว่ของผนึกเขตแดน ข้าทำเครื่องหมายไว้ตอนที่ข้ายังรับใช้กษัตริย์คนนั้น!”
คาลอสพยักหน้าโดยไม่ลังเล เขาเบี่ยงวิถีการเคลื่อนที่หลบผ่านหอคอยเวทมนตร์ที่กำลังปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อตเข้าใส่ทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว แม้จะถูกสายฟ้าเวทเฉี่ยวเข้าที่ไหล่จนชุดเกราะหนังฉีกขาด แต่คาลอสกลับไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเซเรนจะสลายกลายเป็นไอหมอกไปต่อหน้าต่อตา
เมื่อถึงกำแพงเมืองชั้นนอก ทั้งคู่ถูกขวางโดยแม่ทัพผู้คุมกฎที่มีพลังเวทระดับสูง เขาคือเพื่อนเก่าที่เคยดื่มสุราด้วยกันกับเซเรนในอดีต
“เซเรน… เจ้าเลือกที่จะไปกับปีศาจตนนี้งั้นหรือ?” แม่ทัพหนุ่มถาม สายตาจับจ้องไปที่คาลอสด้วยความเกลียดชัง “เขาเป็นคนทำลายเกียรติยศของเจ้า เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าคนตระกูลขุนนางมองเจ้าอย่างไรหลังจากเกิดเรื่องนั้น”
เซเรนเงียบไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับคาลอสที่กำลังจะชักดาบสีเลือดออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนที่เซเรนจะวางมือลงบนหลังมือของอีกฝ่ายเพื่อห้ามไว้
“ข้าไม่เคยลืมหรอก” เซเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาด “แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์จอมปลอมข้าเพิ่งเรียนรู้ว่า ความรักที่บ้าคลั่งของปีศาจตนหนึ่ง ยังมีค่ามากกว่าคำสรรเสริญจากสุนัขรับใช้ที่จ้องจะแทงข้างหลังข้าทุกเมื่อ”
คาลอสชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะยกยิ้มอย่างพึงพอใจและดุร้ายในคราวเดียวกัน “ได้ยินแล้วใช่ไหม? เจ้าไม่มีค่าพอที่จะมาขวางทางเราอีกต่อไป”
ทันใดนั้น คาลอสไม่ได้ใช้เพียงแค่ดาบ แต่เขาปลดปล่อยไอพลังปีศาจมหาศาลที่สะสมไว้ทั้งหมดออกมาจนม่านพลังของแม่ทัพแตกกระจายราวกับแก้วที่ถูกค้อนทุบ แรงกระแทกส่งให้ทหารรอบข้างกระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง คาลอสพุ่งทะยานออกไปผ่านช่องโหว่ของกำแพงเมืองเข้าสู่ป่ามืดมิดเบื้องหน้า ทิ้งไว้เพียงเสียงระเบิดของอาคมที่ไล่ตามหลังมาจนแผ่นดินสะเทือน
ท่ามกลางความมืดมิดของป่าต้องห้ามที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ คาลอสวางเซเรนลงกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้น ร่างของเขาเริ่มอ่อนแรงลงจากพิษบาดแผลเวทมนตร์ที่ไหล่ เลือดสีเข้มหยดลงบนพื้นหญ้าเป็นจุดๆ
“เจ้า… บาดเจ็บ” เซเรนรีบเข้าไปประคองร่างที่ใหญ่โตกว่า แต่คาลอสกลับคว้าข้อมือเขาไว้แล้วดึงเข้าไปหาจนหน้าอกแนบชิดกันอีกครั้ง
“ข้าไม่เป็นไร” คาลอสกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความปรารถนาที่ยากจะควบคุม “แต่เซเรน… เจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหม? ว่าถ้าข้ามพ้นพรมแดนนี้ไปแล้ว เจ้าจะไม่มีวันหันหลังกลับไปมองอาณาจักรที่ทอดทิ้งเจ้าอีก”
เซเรนเงยหน้าขึ้นสบตาชายผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อเขา เขาตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นนรกหรือสวรรค์ เขาก็จะไม่มีวันปล่อยมือปีศาจตนนี้
ทว่า ในวินาทีที่เซเรนกำลังจะเอ่ยตอบ เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากเงามืดหลังต้นไม้ใหญ่ ชายในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่เซเรนจำได้ดีว่าเป็นของ 'สภาเวทมนตร์สูงสุด' ก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเซเรนหยุดเต้น
“ช่างเป็นฉากรักที่น่าประทับใจจริงๆ… แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือเซเรน ว่าเจ้าไม่ได้หนีออกมาเพียงลำพัง… เจ้าพา 'สิ่งนั้น' ติดตัวออกมาด้วย”
คาลอสชะงักกึก สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากกระเป๋าคาดเอวของเซเรน สิ่งที่เป็นความลับสุดยอดซึ่งสภาเวทมนตร์ตามหามาตลอดสามปี!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดของพันธะนี้ไปกับผมนะครับ - ไฟเยอร์บลัด
พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 31
หนีการไล่ล่า
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!