ระบบสืบคดีทวงแค้น: อย่าเผลอไผลไปรักคนตาย•ตอนที่ 19

คำเตือนจากอนาคต

ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษโบราณและคราบเขม่าธูปหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมริมคลองผดุงกรุงเกษมยังติดปลายจมูก ทว่าเสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานที่ดังกระหน่ำอยู่ในโสตประสาทของรินทร์กลับแหลมคมเสียยิ่งกว่าเสียงระฆังวัดใดในพระนคร หน้าจอโฮโลแกรมใสแจ๋วที่เชื่อมต่อกับ ‘ระบบสืบคดีทวงแค้น’ สั่นสะท้อนเป็นระลอกคลื่นความร้อนแรง ตัวอักษรสีเลือดขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางห้วงความคิดจนเธอต้องกะพริบตาถี่เพื่อขับไล่ภาพซ้อนเหล่านั้นออกไป *[แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับวิกฤต: ตรวจพบความผิดปกติของสนามพลังหยิน-หยาง ณ พิกัดใจกลางเมืองหลวง]* *[คำเตือนจากอนาคต: อีก 72 ชั่วโมงข้างหน้า จะเกิดเหตุการณ์มหาภัยพิบัติทางไสยเวท—‘พิธีกรรมหมื่นศพคืนชีพ’ ณ สถานีรถไฟใต้ดินสายประวัติศาสตร์]* *[ผลกระทบ: ประชาชนผู้บริสุทธิ์กว่าสี่แสนชีวิตจะตกเป็นเครื่องเซ่นสังเวย หากล้มเหลวในการขัดขวาง ระบบจะทำการรีเซ็ตความทรงจำและลงทัณฑ์ผู้ใช้ด้วยความตายทันที]* “สี่แสนชีวิต...” รินทร์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวที่ถือปากกาหมึกซึมด้ามโปรดสั่นเทาจนเกือบทำสมุดบันทึกคดีตกพื้น ดวงตาคู่คมกวาดมองตัวเลขถอยหลังที่กำลังวิ่งกระชั้นชิดบนหน้าต่างระบบอย่างไม่ละสายตา มันไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรมลึกลับทั่วไปที่เธอเคยรับมือมาในอดีต แต่นี่คือภัยพิบัติระดับล้างบางที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอาคมโบราณอันดำมืด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้รากฐานความเจริญของมหาสกรีนแห่งนี้ ก๊อกๆ! เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าของห้องทำงานสำนักงานนักสืบเอกชนดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่ร่างสูงโปรดในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มจะผลักเข้ามาอย่างถือวิสาสะ สารวัตรปราบก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายความเคร่งเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาไม่แพ้กัน ชายหนุ่มปัดหยาดน้ำค้างยามค่ำคืนออกจากไหล่เสื้อ ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสามคดีล่าสุดลงบนโต๊ะทำงานของเธอเสียงดังปึง “ผมเพิ่งได้รายงานผลชันสูตรศพเหยื่อรายล่าสุดมาจากนิติเวช...” สารวัตรปราบเปิดประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาทักทาย ดวงตาคมกริบใต้กรอบคิ้วหนาจ้องมองรินทร์ด้วยความกังวล “สภาพศพแห้งกรือดุจมัมมี่ เลือดในกายถูกสูบออกจนหมดเกลี้ยงโดยไม่1ทิ้งร่องรอยบาดแผลภายนอก... รินทร์ คุณบอกผมได้ไหมว่ามันคือฝีมือของฆาตกรโรคจิตคนเดิม หรือไสยเวทบ้าบอที่คุณเคยเตือนผมไว้กันแน่” รินทร์เงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม แววตาของเธอเต็มไปด้วยความซับซ้อน เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะเลื่อนหน้าจอโฮโลแกรมที่คนอื่นมองไม่เห็นให้เบี่ยงเบนไปทางอื่น ปราบคือตำรวจน้ำดีผู้ยึดมั่นในหลักวิทยาศาสตร์และกฎหมายมาตลอดชีวิต การจะบอกเขาว่าเมืองที่เรากำลังยืนอยู่กำลังจะกลายเป็นสุสานไร้ญาติในอีกสามวันข้างหน้าด้วยน้ำมือของหมอผีเถื่อน เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะอธิบายด้วยเหตุผลทางโลก “สารวัตรเคยได้ยินเรื่อง ‘อาคมถักทอโลหิต’ ไหมคะ” รินทร์เอ่ยเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปที่กระดานไวท์บอร์ดซึ่งเต็มไปด้วยแผนผังโยงใยของคดีต่างๆ ที่เธอและเขาช่วยกันสืบสวนมาตลอดเดือน “เหยื่อสามคนที่ผ่านมาไม่ใช่การฆาตกรรมสุ่ม แต่เป็นการ ‘ปักหมุด’ อาคมเพื่อสร้างเสาเข็มวิญญาณ... พวกมันกำลังเตรียมพื้นที่สำหรับพิธีกรรมขนาดใหญ่ใต้ดิน” ปราบขมวดคิ้วแน่น เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ด้วยความหงุดหงิด เดินวนไปรอบห้องแคบๆ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้เสียจนรินทร์ได้กลิ่นอายบุหรี่อ่อนๆ ที่ติดตัวเขามา “คุณกำลังบอกผมว่า คดีฆาตกรรมเหล่านี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ว่างั้น?” ปราบเค้นเสียงถาม น้ำเสียงของเขามีทั้งความไม่เชื่อและแววตาที่เจือความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด “รินทร์... ผมเป็นตำรวจ ผมจัดการคนร้ายตามหมายจับได้ แต่ผมไม่รู้เรื่องไสยศาสตร์หรือวิญญาณพวกนี้ ถ้ามันอันตรายเกินไป เราต้องส่งเรื่องให้หน่วยพิเศษของกองปราบปรามเข้ามารับไม้ต่อ ไม่ใช่แบกรับมันไว้คนเดียวแบบนี้!” “กองปราบปรามเหรอคะ?” รินทร์แค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นที่มุมปาก “พวกเขาก็แค่เหยื่อรายต่อไปในแผนการของมัน สารวัตรก็เห็นแล้วนี่คะว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ช่วยอะไรไม่ได้เลยในคดีนี้... เพราะฆาตกรที่แท้จริงไม่ใช่คน แต่เป็น ‘พลัง’ ที่เหนือกว่าที่เราจะจินตนาการได้” บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาแขวนผนังที่เดินติ๊กต็อกราวกับกำลังเร่งเร้าเวลาชีวิตของคนทั้งเมืองให้หมดไปทีละวินาที ระบบในหัวของรินทร์ยังคงส่งเสียงเตือนระรัว ตัวเลขถอยหลังลดลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย *71 ชั่วโมง 45 นาที...* รินทร์สูดหายใจเข้าลึก ตัดสินใจแน่วแน่ เธอหยิบเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำคู่ใจขึ้นมาสวมทับ พร้อมกับคว้ากริชโบราณสลักอักขระที่ซ่อนไว้ในลิ้นชักลับมาเหน็บไว้ที่เอว ก่อนจะหันไปสบตากับสารวัตรหนุ่มด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวที่ทำให้เขาต้องชะงัก “ถ้าสารวัตรไม่เชื่อ... ก็ลองตามฉันมาดูด้วยตาตัวเองค่ะ” รินทร์กล่าวเสียงเฉียบขาด “คืนนี้ เราจะลงไปสำรวจอุโมงค์ก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายใหม่ จุดที่สามที่ศพสุดท้ายถูกพบ... แล้วสารวัตรจะรู้เองว่าคำเตือนที่ฉันได้รับมา มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น” ปราบมองหน้าหญิงสาวเนิ่นนาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความถูกต้องตามระเบียบราชการกับความเชื่อใจที่มีต่อผู้หญิงคนนี้ สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หยิบปืนพกประจำกายขึ้นมาตรวจเช็กกระสุนแล้วเก็บเข้าซองพกอย่างคล่องแคล่ว “ให้ตายเถอะ... ผมนี่มันบ้าจริงๆ ที่ยอมเอาอนาคตมาร่วมหัวจมท้ายกับหมอดูสติเฟื่องอย่างคุณ” ปราบพ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความยอมจำนน แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างฝืนไม่ได้ “นำทางไปสิครับ ท่านนักสืบ... อยากรู้นักว่าใต้ดินมันจะมีอะไรน่ากลัวไปกว่าความดื้อรั้นของคุณ” รถยนต์กระบะสีดำของสารวัตรปราบพุ่งทะยานผ่านความมืดของท้องถนนยามวิกาล มุ่งหน้าสู่เขตก่อสร้างสถานีรถไฟใต้ดินใจกลางเมืองที่ถูกปิดตายชั่วคราว บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบผิดปกติ ราวกับเมืองทั้งเมืองถูกดูดกลืนความมีชีวิตชีวาออกไปจนหมดสิ้น ทว่าทันทีที่รถแล่นมาจอดสนิทหน้าประตูรั้วสังกะสีขึ้นสนิม รินทร์ก็สัมผัสได้ถึงกระแสลมเย็นยะเยือกที่พัดสวนออกมาจากอุโมงค์มืดมิดเบื้องหน้า—กระแสลมที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอับของดินชื้นและกลิ่นคาวเลือดที่จางเสียจนเกือบสัมผัสไม่ได้ ทั้งคู่ก้าวลงจากรถ ย่างก้าวผ่านประตูรั้วที่ถูกงัดจนพังเสียหายเข้าไปด้านในอย่างเงียบเชียบ รินทร์เปิดไฟฉายแรงสูงส่องนำทาง แสงไฟสีขาวนวลกวาดผ่านเสาคอนกรีตขนาดใหญ่และกองวัสดุก่อสร้างที่ทิ้งระเกะระกะ ทว่ายิ่งเดินลึกลงไปในอุโมงค์ใต้ดินมากเท่าisไหร่ อุณหภูมิรอบตัวก็ยิ่งดิ่งฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว “ระวังตัวด้วยนะคะ สารวัตร...” รินทร์กระซิบเตือนเบาๆ เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงโถงพักคอยใต้ดินขนาดใหญ่ จุดที่ระบบระบุว่าเป็น “ศูนย์กลางของวงจรอคม” ปราบพยักหน้ารับมือขวาจับด้ามปืนแน่น สายตาสอดส่องไปทั่วความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟฉายนำทาง พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามแนวรางรถไฟที่ยังสร้างไม่เสร็จ จนกระทั่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเสาคอนกรีตต้นใหญ่ตรงกลางโถง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของสารวัตรปราบสะดุดกึก— ที่โคนเสาคอนกรีตนั้น มีร่างของมนุษย์นับสิบนอนเรียงรายซ้อนทับกันอย่างเป็นระเบียบ ร่างกายของพวกเขาทwรผอมแห้งจนเห็นโครงกระดูก ผิวหนังซีดเซียวและมีรอยสักอักขระโบราณสีดำสนิทเลื้อยพันอยู่ทั่วร่างราวกับมีชีวิต ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของรินทร์หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่สภาพศพที่น่าสยดสยองเหล่านั้น... แต่เป็นดวงตาทุกคู่ของศพไร้วิญญาณเหล่านั้น ที่จู่ๆ ก็เบิกโพรงขึ้นพร้อมกัน ทั่วทั้งเบ้าตาไม่มีตาดำ มีเพียงความว่างเปล่าสีดำสนิท และน้ำตาสีดําที่ไหลรินอาบแก้ม *ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!* เสียงสัญญาณแจ้งเตือนจากระบบในหัวของรินทร์ดังระเบิดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง หน้าจอโฮโลแกรมดีดเด้งขึ้นมาเองโดยไม่ต้องสั่งการ ตัวหนังสือสีแดงฉานเปลี่ยนเป็นข้อความใหม่ที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ *[คำเตือนระดับ SSS: กับดักถูก kích hoạt (กระตุ้น) ก่อนเวลาอันควร!]* *[ตรวจพบเป้าหมายระดับบอส: ‘เงาอาคมแห่งปฐพี’ ตื่นจากการหลับใหลล่วงหน้า 48 ชั่วโมง]* *[คำสั่งระบบฉุกเฉิน: จงวิ่งหนี หรือไม่ก็... เตรียมรับความตาย]* ในวินาทีที่แสงไฟฉายกะพริบไหวและดับวูบลง ความมืดมิดสนิทก็เข้าโอบล้อมรอบตัวพวกเขาทั้งสองคน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าอันน่าขนลุกที่ดังสะท้อนก้องมาจากผนังอุโมงค์รอบด้าน—*เสียงนั้นไม่ได้มาจากคนตาย... แต่มันกำลังพูดคุยกับรินทร์โดยตรง* “เจอตัวแล้ว... เจ้าของร่างผู้ถือครองระบบสืบคดีทวงแค้น” ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 19 และลุ้นระทึกไปกับรินทร์และสารวัตรปราบด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบสืบคดีทวงแค้น: อย่าเผลอไผลไปรักคนตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%