กลิ่นอับชื้นของศาลารabร้างผสมผสานกับกลิ่นธูปเก่าคร่ำคร่าจนแสบจมูก รินทร์ป้องปลายนิ้วเข้าหากันในท่ามุทราลับ ลมหายใจเข้าออกถูกปรับให้สอดรับกับจังหวะการหมุนวนของพลังงานธาตุในห้วงจิตใต้สำนึก เบื้องหน้าของเธอไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นโครงข่ายอาคมสีนิลที่กำลังสั่นกระพือราวกับใยแมงมุมยามต้องลมพายุ
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างกรายเข้ามาหยุดลงตรงธรณีประตูพอดี สารวัตรปราบกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจรอบบริเวณ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นเล็กน้อยยามเมื่อปะทะเข้ากับบรรยากาศชวนขนหัวลุกนี้ เขาไม่ได้เอ่ยปากบ่นเรื่องความงมงายอย่างที่เคยทำในอดีต เพราะบทเรียนราคาแพงจากคดีที่ผ่านมาสอนให้เขารู้ซึ้งแล้วว่า โลกใบนี้มีเรื่องราวเกินกว่าที่สามัญสำนึกทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายได้
"ข้างนอกถูกปิดตายด้วยค่ายกลสะกดวิญญาณระดับสามแล้ว" สารวัตรหนุ่มกระซิบเสียงต่ำ มือหนากระชับปืนพกในซองหนังใต้เสื้อสูทโดยสัญชาตญาณ "พวกมันกำลังเคลื่อนย้าย ‘ชิ้นส่วน’ ของเป้าหมายไปยังจุดศูนย์กลาง ถ้าเรายังช้ากว่านี้ เกรงว่าร่างทรงที่ใช้เชื่อมโยงกับระบบจะถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่จิตวิญญาณ"
รินทร์ไม่ตอบทันที ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสสะท้อนประกายแสงสีฟ้าจางๆ จากหน้าต่างอินเทอร์เฟซของระบบที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ข้อมูลตัวเลขและสถิติการไหลเวียนของพลังงานไสยเวทไหลผ่านจอเรตินาอย่างรวดเร็ว เธอเหลือบมองแถบพลังชีวิตและระดับความเสถียรของระบบที่ลดฮวบลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย
*“เจอตัวแล้ว... เจ้าของร่างผู้ถือครองระบบสืบคดีทวงแค้น”* คำพูดทิ้งปมจากปริศนาเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงของศัตรู แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่ยืนอยู่เหนือกระดานหมากนี้มาโดยตลอด
"ฉันรู้ว่าเราต้องทำอะไร" รินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยว เธอยกมือขึ้นแตะที่ขมับเบาๆ เพื่อเรียกใช้ทักษะการพยากรณ์ขั้นสูง ดวงตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นสีนิลสนิทชั่วขณะ ภาพนิมิตอันเลือนรางเริ่มปะติดปะต่อเป็นรูปเป็นร่าง เผยให้เห็นเส้นทางลับใต้พื้นปูนที่เชื่อมต่อไปยังห้องใต้ดินของตึกเก่าฝั่งตรงข้าม
ทว่า ก่อนที่ก้าวเท้าแรกจะขยับ อุณหภูมิรอบกายก็ดิ่งฮวบลงอย่างฉับพลันจนเกิดควันสีขาวออกจากริมฝีปาก แสงไฟจากหลอดนีออนกะพริบถี่รัวก่อนจะดับสนิท ความมืดมิดเข้าโอบล้อมทั้งสองไว้ในพริบตา บรรยากาศกดดันจนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนบ่า
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงกลองเพลโบราณดังขึ้นจากความว่างเปล่า สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ ร่างเงาสีดำทะมึนร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวทะลุออกมาจากเสาปูนผุกร่อน ร่างนั้นสูงใหญ่ กำยำ และสวมชุดไทยโบราณที่เปรอะเปื้อนคราบดินโคลน ดวงตาแดงก่ำเปล่งประกายด้วยความโกรธเกรี้ยวและอำนาจเก่าแก่ที่สั่งสมมานับร้อยปี
"บังอาจนัก... กล้าดีอย่างไรมารบกวนเขตอาคมของข้า!" เสียงคำรามก้องกังวานดั่งฟ้าผ่า แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจนสารวัตรปราบต้องก้าวเข้ามาขวางรินทร์ไว้ด้านหลังโดยสัญชาตญาณ แม้จะมองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของวิญญาณเจ้าที่ตนนี้ แต่สัญชาตญาณนักสือของเขารับรู้ได้ถึงอันตรายถึงชีวิต
รินทร์แตะแขนแกร่งของสารวัตรเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม เธอก้าวออกมาเผชิญหน้ากับเจ้าที่เจ้าทางตนนั้นด้วยท่าทีสงب ไม่มีความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าหวานแม้แต่น้อย มือเรียวประสานเข้าหากันแล้วย่อตัวลงทำความเคารพตามธรรมเนียมโบราณอย่างแม่นยำ
"ท่านเจ้าที่โปรดระงับโทสะ" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน นุ่มนวลแต่หนักแน่น "พวกเราไม่ได้มาเพื่อลบหลู่หรือทำลายสถานที่แห่งนี้ แต่เรามาเพื่อหยุดยั้ง ‘มัน’... สิ่งแปลกปลอมที่กำลังใช้ผืนแผ่นดินนี้เป็นเครื่องมือทำลายล้างวิญญาณบริสุทธิ์นับร้อยดวง"
วิญญาณเจ้าที่ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสดสีเลือดหรี่ลงมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ออร่าพลังงานรอบตัวรินทร์ที่ขับเน้นออกมาจากระบบทำให้เขารับรู้ได้ถึงสายสัมพันธ์อันลึกล้ำกับอดีตชาติและกฎแห่งกรรม
"เจ้าเด็กมนุษย์... เจ้าคิดว่าคำพูดลอยๆ จะหลอกลวงข้าได้หรือ?" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเงาดำที่พุ่งเข้าประชิดตัวรินทร์ในเสี้ยววินาที
รินทร์ไม่หลบหนี เธอสะบัดมือเรียกยันต์อักขระโบราณที่ถูกเก็บไว้ในช่องเก็บของของระบบออกมาสามแผ่น นิ้วเรียวตวัดวาดกลางอากาศอย่างคล่องแคล่ว แสงสีทองสว่างวาบขึ้นขับไล่ความมืดมิด ยันต์ทั้งสามพุ่งเข้าตรึงร่างเงาของเจ้าที่ไว้กับพื้น ทว่ามันไม่ใช่การจู่โจมเพื่อทำร้าย แต่เป็นพันธสัญญาทางจิตวิญญาณที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อความทรงจำ
ภาพเหตุการณ์เมื่ออดีตไหลทะลักเข้าสู่ห้วงนิมิตของวิญญาณเจ้าที่ ภาพของความอยุติธรรม การถูกทรยศหักหลัง และการตายอย่างไร้ความเป็นธรรมในสถานที่แห่งนี้ถูกฉายซ้ำ รินทร์ใช้พลังของระบบในการปลอบประโลมและเยียวยาจิตวิญญาณที่เจ็บปวดมานานแสนนาน น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงข้างแก้มของเจ้าที่ตนนั้น ความโกรธเกรี้ยวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ
วิญญาณเจ้าที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แรงกดดันมหาศาลมลายหายไปในพริบตา ร่างสูงใหญ่คุกเข่าลงข้างหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรินทร์ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"เจ้า... มีสายเลือดของคนผู้นั้นจริงๆ สินะ" เจ้าที่เอ่ยเสียงอ่อนลง "หากเป้าหมายของเจ้าคือการกระชากหน้ากากพวกมัน ข้า... ในฐานะผู้ปกป้องผืนแผ่นดินนี้ จะเปิดทางให้"
สารวัตรปราบยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่ง แม้จะคุ้นชินกับการกระทำแปลกๆ ของรินทร์ แต่การเจรจากับวิญญาณระดับเจ้าที่จนยอมสยบได้ในเวลาไม่กี่นาที ก็ยังคงเป็นเรื่องเกินความคาดหมายของเขาอยู่ดี
[ติ๊ง! เงื่อนไขลับสำเร็จ: ได้รับการยอมรับจาก 'เทพารักษ์/เจ้าที่ประจำเขต' พลังงานความเข้า 100%]
[ปลดล็อกทักษะพิเศษ: 'เขตอาคมพิทักษ์ทับซ้อน' - เพิ่มประสิทธิภาพการต่อต้านไสยเวท 200% ชั่วคราว]
[แจ้งเตือนด่วนจากระบบ: ตรวจพบการใช้งานระบบสืบคดีทวงแค้นจากบุคคลที่สาม พิกัด... ใกล้เข้ามาทุกที]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวของรินทร์ พร้อมกับหน้าจออินเทอร์เฟซที่เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานกระพริบเตือนภัยระดับสูงสุด พื้นห้องใต้ดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินไหว ประตูเหล็กบานใหญ่ที่เคยปิดตายค่อยๆ ถูกกระชากเปิดออกด้วยพลังงานมืดมิดที่ทรงพลังเกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการได้
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นขอบประตูนอกห้องนั้น ใบหน้าของบุคคลปริศนาภายใต้ฮู้ดสีดำค่อยๆ เงยขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งตรงมายังรินทร์ และเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยทักทายราวกับรอคอยเวลานี้มานานแสนนาน...
"ในที่สุด เราก็ได้พบกันเสียที... ผู้ดูแลระบบตัวจริง"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและก้าวผ่านความมืดมิดไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ระบบสืบคดีทวงแค้น: อย่าเผลอไผลไปรักคนตาย•ตอนที่ 20
พันธมิตรที่ไม่คาดคิด
ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบสืบคดีทวงแค้น: อย่าเผลอไผลไปรักคนตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!