ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 12

แขกที่ไม่คาดคิด

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
“ไงล่ะ ตะวัน... หนีมาซะไกลเลยนะ คิดว่าจะซ่อนตัวพ้นหรือไง?” เสียงห้าวเจือความหอบนิดๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของระเบียงไม้เรือนไผ่ รตวันสะดุ้งสุดตัว แก้วชาเซรามิกในมือเกือบหลุดร่วง หากไม่ใช่เพราะมือหนาของคณินที่เอื้อมมาประคองข้อมือของเขาไว้เสียก่อน น้ำชาอุ่นๆ จึงไม่หกเลอะเทอะลงบนตัก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนไม่เชื่อสายตา ร่างโปร่งหันขวับกลับไปมองผู้มาเยือนที่ยืนหอบหายใจอยู่ตรงบันไดทางขึ้น แสงแดดช่วงสายส่องกระทบใบหน้าคมคายที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี—มีน เพื่อนสนิทผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย สภาพของเพื่อนรักในตอนนี้ดูไม่เรียบร้อยนัก เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่และกระเป๋าเป้ใบโตที่สะพายอยู่ข้างเดียวบ่งบอกว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านการเดินทางอันยาวนานและเร่งรีบมาหมาดๆ “มีน...” ตะวันครางชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบจากความฝัน คณินขยับตัวยืนขึ้นเต็มความสูง บังร่างโปร่งของตะวันไว้เล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้มาใหม่ด้วยความประเมินและระแวดระวัง แต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความร้อนรนและเป็นห่วงเป็นใยของอีกฝ่าย ความตึงเครียดบนใบหน้าของเจ้าของสวนชาก็ผ่อนคลายลงช้าๆ เขารู้จักชื่อนี้... ตะวันเคยพึมพำถึงเพื่อนสนิทคนนี้บ่อยครั้งในยามที่เหม่อลอย “ตกใจมากสิ หึ... ปล่อยให้ฉันเป็นห่วงอยู่คนเดียวตั้งหลายเดือน นายใจร้ายมากนะตะวัน” มีนก้าวฉับๆ เข้ามาใกล้ ทว่าสายตาไม่ได้มองที่คณิน กลับพุ่งเป้ามาที่เพื่อนรักสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับจะตรวจเช็กว่ารตวันยังอยู่ครบสามสิบสองดีหรือไม่ “นาย... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ตะวันถามเสียงสั่น ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมาในอกผสมปนเปกับความหวาดหวั่นแปลกประหลาด เขาก้าวเท้าถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จนแผ่นหลังชนเข้ากับอกแกร่งของคณินที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังพอดี สัมผัสอุ่นจัดจากคนตัวโตกว่าทำให้ตะวันสงบลงได้บ้าง คณินยกมือขึ้นแตะไหล่บางเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลตามมารยาท “เชิญนั่งพักก่อนเถอะครับ คุณคงเดินทางมาไกล เดี๋ยวผมไปรินชามาให้เพิ่ม” มีนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เจ้าของเรือนไผ่ แววตาของเพื่อนสนิทฉายแววประเมินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความโล่งอกอย่างปิดไม่มิด เจ้าตัวทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หวายฝั่งตรงข้าม ถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับยกภูเขาออกจากอก “ขอบคุณครับ... ผมชื่อมีน เป็นเพื่อนสนิทของตะวันครับ” มีนแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง พร้อมส่งยิ้มแห้งๆ ให้ “ต้องขอโทษด้วยที่โผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง พอดีผมมีเรื่องด่วนจริงๆ ที่ต้องคุยกับหมอนี่” ตะวันรับชาจากมือของคณินที่เดินกลับมาพร้อมแก้วใบใหม่ ไออุ่นจากถ้วยชาช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บในใจได้บ้าง แต่มือที่ประคองกลับยังคงสั่นน้อยๆ เขารู้จักนิสัยของมีนดี เพื่อนคนนี้ไม่ใช่คนที่จะเดินทางข้ามจังหวัดมาหาใครกะทันหันหากไม่มีเรื่องใหญ่โตจริงๆ ยิ่งคำว่า ‘ข่าวคราวจากเมืองกรุง’ ที่ค้างคาอยู่ในใจ ยิ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆ มาถ่วงดิ่งอยู่ในท้อง “มีเรื่องอะไรเหรอมีน... เกิดอะไรขึ้นที่กรุงเทพฯ หรือเปล่า” ตะวันเอ่ยถามเสียงเบา หันไปสบตากลมโตของเพื่อนรักที่กำลังมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน ทั้งโกรธ ทั้งห่วง และลังเล มีนเม้มริมฝีปากแน่น นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะไม้ เป็นจังหวะที่บอกถึงความกระวนกระวายใจ ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนไผ่ที่รายล้อมด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบ สูดหายใจเข้าลึกๆ เหมือนรวบรวมความกล้าที่จะพูดประโยคที่อาจจะพังทลายความสงบสุขทั้งหมดนี้ลง “โปรเจกต์ของบริษัท... และเรื่องของ ‘คุณกรณ์’” มีนเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “ตะวัน นายจำวันที่นายตัดสินใจเดินออกมาไม่ได้เหรอ นายคิดว่าการทิ้งทุกอย่างแล้วหนีมาหลบอยู่กลางสวนชาแบบนี้ จะทำให้ปัญหาทุกอย่างมันหายไปเองจริงๆ เหรอวะ” ชื่อของบุคคลที่สามลอยละลิ่วเข้ามากระทบโสตประสาท ทำให้ลมหายใจของรตวันสะดุดกึก ภาพความกดดัน กลิ่นอายของห้องทำงานสถาปนิกที่อบอวลด้วยความเครียด และสายตาเย็นชาคู่นั้นย้อนกลับมาทับซ้อนในหัวจนเวียนหัว คณินที่ยืนอยู่ข้างกายสังเกตเห็นความผิดปกติทันที มือหนาที่วางอยู่บนพนักพิงเก้าอี้เลื่อนลงมาโอบรอบหัวไหล่ของตะวันไว้อย่างมั่นคง แรงบีบเบาๆ นั้นส่งผ่านความหนักแน่นและอบอุ่นมาให้ ราวกับจะบอกว่า *‘ไม่ต้องกลัว ฉันอยู่ตรงนี้’* ตะวันเงยหน้าขึ้นมองคณิน แววตาคู่สวยไหวระริกด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งซาบซึ้งและหวาดกลัว เขากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเพื่อนสนิท “ฉันไม่ได้หนีมีน... ฉันแค่อยากพัก” เสียงของตะวันแหบพร่า “แล้ว... คุณกรณ์เขาทำไม ถึงมีข่าวอะไรเกี่ยวกับฉันงั้นเหรอ” มีนถอนหายใจยาวเหยียด สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม “เขาไม่ได้ตามหานายเพื่อจะเคลียร์เรื่องงานหรอกตะวัน... แต่เขากำลังจะแต่งงานเดือนหน้า และคนที่เขาต้องการให้ไปออกแบบเรือนหอ... คือสถาปนิกเก่าของบริษัทอย่างนาย” เพล้ง! เสียงกิ่งไม้หักดังลั่นมาจากทางแปลงชาเบื้องล่าง หรืออาจจะเป็นเสียงก้องในหัวของตะวัน เขาก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้ว โลกทั้งใบคล้ายจะหมุนควายเคว้งคว้าง ร่างกายชาวาบไปหมดจนไร้เรี่ยวแรง ทว่า ในวินาทีที่ความมืดดำกำลังจะกลืนกินสติของตะวันนั่นเอง เสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวลแต่มั่นคงของคณินก็ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับอ้อมแขนกว้างที่ดึงร่างของเขาเข้าไปโอบกอดไว้แนบอก ป้องกันไม่ให้เขาร่วงหล่นลงไป “ตะวัน... มองฉัน” คินเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง “จำไว้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร... เรื่องอื่น ไม่สำคัญเท่าลมหายใจของเธอตอนนี้หรอกนะ” มีนมองภาพนั้นด้วยความอึ้งงันเล็กน้อย ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นเมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนดังขึ้นจากทางด้านล่างของบันไดเรือนไผ่ ขัดจังหวะบรรยากาศตึงเครียดขึ้นไปอีกขั้น “คุณคินครับ! แย่แล้วครับ! มีแขกอีกกลุ่มนึงกำลังบุกเข้ามาที่สวนชา บอกว่าจะมาลากตัวคุณตะวันกลับกรุงเทพฯ ให้ได้ครับ!” ตะวันสะดุ้งสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจเต้นรัวระทึกจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เมื่อตระหนักได้ว่า... ความสงบสุขที่เขาอุตส่าห์ดั้นด้นมาตามหา กำลังถูกพายุลูกใหญ่พัดถล่มเข้าใส่เสียแล้ว -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและโอบกอดความอบอุ่นในเรือนไผ่ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%