"แกกำลังหนีอะไรอยู่กันแน่, ตะวัน... หนีเสียงวิจารณ์ของคนอื่น หรือหนีความจริงที่ว่าแกยังรักงานสถาปัตยกรรมอยู่เต็มหัวใจ?"
น้ำเสียงของมีนเจือทั้งความห่วงใยและความระอาใจในคราวเดียวกัน บนโต๊ะไม้สักตัวเล็กในร้านกาแฟชุมชน เอกสารกระดาษปึกหนาที่ถูกดึงออกจากซองสีน้ำตาลถูกกางแผ่หลา ข้อมูลตัวเลข โครงสร้างผังอาคาร และภาพร่างสามมิติของโปรเจกต์คอมเพล็กซ์ใจกลางกรุงเทพฯ วางเด่นเป็นสง่า ตัดกับบรรยากาศเรียบง่ายของอำเภอเล็กๆ แห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
ตะวันเม้มริมฝีปากแน่น นิ้วเรียวที่ถือแก้วชาร้อนเผลอกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตากลมโตหลบสายตาเพื่อนสนิท มองลวดลายควันสีขาวกรุ่นที่ลอยวนขึ้นมาจากผิวน้ำชา ราวกับต้องการใช้มันเป็นเครื่องบังตาจากความจริงอันหนักอึ้งที่กำลังโถมทับเข้ามา
ความสงบสุขที่เขาอุตส่าห์ดั้นด้นมาตามหา หลังผ่านพ้นมรสุมความล้มเหลวและคำประณามหยามเหยียดจากโปรเจกต์เก่า กำลังถูกพายุลูกใหญ่ที่ชื่อว่า 'โอกาสครั้งที่สอง' พัดถล่มเข้าใส่เสียแล้ว
"มันไม่ใช่การหนีนะมีน..." ตะวันเอ่ยเสียงแผ่วเบา แทบจะกลืนหายไปกับเสียงเครื่องชงกาแฟในร้าน "ฉันแค่... รู้สึกว่าตรงนี้มันพอดีแล้ว ความสุขแบบนี้แหละที่ฉันตามหา ตื่นมาเจอไอหมอก จิบชาอุ่นๆ แล้วก็... ได้พัก"
"แล้วเสียงหัวใจเวลาแกได้เห็นเส้นสายโครงสร้างตึกสวยๆ ล่ะ มันตายด้านไปแล้วจริงๆ เหรอ?" มีนย้อนถามด้วยแววตาสั่นระริก เพื่อนรักคนนี้รู้จักตะวันดีกว่าใคร ย่อมรู้ว่าไฟในตัวของสถาปนิกหนุ่มคนนี้ไม่ได้มอดดับลง แต่มันถูกซุกซ่อนไว้ใต้เถ้าถ่านแห่งความหวาดกลัวต่างหาก "ทางบริษัทใหญ่เขาเจาะจงชื่อแกโดยตรง เขารู้ประวัติผลงานเก่าแกตั้งแต่ก่อนจะเกิดเรื่องบ้าๆ นั่นด้วยซ้ำ พวกเขายอมรับฝีมือแก ตะวัน... แกจะทิ้งความฝันที่ไขว่คว้ามาทั้งชีวิตเพราะคำพูดของคนใจร้ายไม่กี่คนจริงๆ น่ะหรือ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวระทึกในอกของคนฟัง
ตะวันหลับตาลงช้าๆ ภาพความทรงจำสีเทาหม่นในห้องทำงานเก่าที่กรุงเทพฯ ผุดขึ้นมาหลอนหลอน เสียงหัวเราะเยาะ ความกดดันจากนายทุน และความผิดพลาดที่เขาไม่ได้ตั้ง ล้วนเป็นแผลเป็นที่ยังไม่หายสนิท แต่ในขณะเดียวกัน ภาพของรอยยิ้มอบอุ่นจากคณิน ดวงตาคู่คมที่มักจะมองมาพร้อมกับความเข้าใจ และความร่มรื่นของ 'เรือนไผ่' แห่งนี้ ก็สว่างวาบขึ้นมาในห้วงคำนึงเช่นกัน
ที่นี่... มีความสุขที่เรียบง่าย มีอ้อมกอดที่ปลอดภัย และมีใครบางคนคอยเติมเต็มช่องว่างในใจที่เคยเว้าแหว่ง
ถ้าเขาเลือกกลับไปกรุงเทพฯ เพื่อรับโปรเจกต์ใหญ่ตามคำชวนของมีน... สิ่งที่เขาสร้างมากับคณินตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาล่ะ? มันจะพังทลายลงเหมือนภาพฝายทรายโดนกระแสน้ำซัดหรือไม่?
"ฉัน... ยังให้คำตอบตอนนี้ไม่ได้หรอกมีน" ตะวันลืมตาขึ้น ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ความลังเลฉายชัดเจนจนปิดไม่มิด "มันไม่ใช่แค่เรื่องของฉันคนเดียวแล้วนะ..."
มีนถอนหายใจยาวเหยียด ยอมผ่อนปรนน้ำเสียงลงเมื่อเห็นสภาพจิตใจของเพื่อนรักที่กำลังสั่นคลอน "ฉันเข้าใจว่าแกผูกพันกับที่นี่ และ... กับผู้ชายคนนั้นที่ชื่อคณิน แต่โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ตะวัน ลองคิดดูให้ดีเถอะ แกมีเวลาตัดสินใจถึงสิ้นสัปดาห์นี้ ก่อนที่ฉันจะต้องบินกลับไปเคลียร์เอกสารที่บริษัท"
เมื่อบทสนทนาจบลง ความเงียบงันก็เข้ามาทำหน้าที่แทน ตะวันนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใส มองเห็นทิวไผ่พลิ้วไหวตามแรงลม สายลมที่ครั้งหนึ่งเคยพัดพาความเย็นสบายมาให้ บัดนี้กลับรู้สึกหนบหนับในอกราวกับพายุกำลังก่อตัว
ช่วงบ่ายแก่ๆ ตะวันเดินกลับเข้ามาในเขตสวนชา 'เรือนไผ่' ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง กลิ่นหอมจางๆ ของใบชาคั่วบวกกับกลิ่นดินหลังฝนตกช่วยให้ประสาทสัมผัสที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่ความกังวลในใจกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย
ร่างสูงใหญ่ของคณินยืนอยู่หน้าเรือนพัก มือหนากำลังง่วนอยู่กับการคัดแยกใบชาคุณภาพดี ร่างหนาในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อสมชายชาตรีที่เต็มไปด้วยพลังและความอบอุ่น ราวกับเสาหลักที่มั่นคง ซึ่งพร้อมจะต้านทานพายุทุกรูปแบบให้กับคนตัวเล็กเสมอ
ทันทีที่สัมผัสได้ถึงการมาถึง คณินเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากถูกส่งมาให้ทันทีตามความเคยชิน แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที รอยยิ้มนั้นก็ชะงักค้าง เมื่อดวงตาคมกริบสังเกตเห็นความผิดปกติ สีหน้าที่ซีดเซียว และแววตาที่เต็มไปด้วยความลังเลสับสนของคนรัก
"เหนื่อยมากไหมวันนี้?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน วางมือจากใบชาแล้วก้าวเท้าเข้ามาหาช้าๆ ฝ่ามืออุ่นจัดเอื้อมขึ้นสัมผัสแก้มเนียนของตะวันแผ่วเบา ราวกับจะสำรวจร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ "ทำไมหน้าซีดอย่างนั้นล่ะ หืม? มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า"
สัมผัสที่คุ้นเคยและความห่วงใยที่จริงใจ ทำให้น้ำตาที่กลั้นไว้เกือบจะไหลทะลักออกมา ตะวันเงยหน้าสบตากับคณิน หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาในลำคอ เมื่อนึกถึงกระดาษโปรเจกต์บนโต๊ะที่กรุงเทพฯ และคำชวนที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล
"คุณคิน..." ตะวันเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงสั่นเครือ มือเรียวเอื้อมไปกุมมือหนาที่แนบอยู่ข้างแก้มไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างตรงนี้จะหายวับไปกับตา
คณินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล มืออีกข้างรวบเอวบางเข้ามาประคองไว้แนบอกอย่างปกป้อง "มีอะไรก็บอกพี่ได้นะตะวัน ไม่ว่าจะเรื่องอะไร... พี่อยู่ตรงนี้เสมอ"
ตะวันสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยประโยคที่ทำลายความเงียบ และอาจพังทลายความสงบสุขทั้งหมดลงในพริบตา
"มีนเอาโปรเจกต์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ มาให้ผม... เขาอยากให้ผมกลับไปรับงานสถาปนิกอีกครั้ง"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งลงทันที คณินชะงักไป ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับมานิ่งสนิท ทว่าแรงกระชับที่เอวบางกลับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ทว่า... ในวินาทีที่คณินกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างเพื่อตอบรับสถานการณ์นั้นเอง เสียงรถกระบะเก่าๆ คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดสนิทที่หน้าลานเรือนไผ่ พร้อมกับร่างของลุงปกรณ์ที่ก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าตื่นตระหนก และถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของทั้งคู่ร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"คุณคิน! ตะวัน! แย่แล้ว... ทางการประกาศเตือนภัยพายุโซนร้อน กำลังเคลื่อนตัวตรงมาที่อำเภอเราโดยตรง และเส้นทางลงเขาตอนนี้... ถูกดินถล่มตัดขาดแล้ว!"
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอบอุ่นหัวใจไปกับ "ไออุ่นในเรือนไผ่" ด้วยกันเสมอนะคะ
ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 13
คำชวนที่ต้องคิด
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!