ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 14

ความเงียบงันในสวนชา

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
เสียงวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าสีเขียวขี้ม้าส่งเสียงซ่าแตกพร่า ก่อนจะถูกกดตัดด้วยปลายนิ้วหนาที่สั่นเทาเล็กน้อย—เป็นภาพที่หาได้ยากยิ่งสำหรับคณิน ชายหนุ่มผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวและมักจะยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับต้นไผ่ใหญ่กลางพายุ ไม่ว่ายามเผชิญวิกฤตใดในไร่ชาแห่งนี้ สายฝนที่กระหน่ำซัดสาดใส่หลังคาสังกะสีของเรือนพักคนงานดังสนั่นจนกลบเสียงรอบตัวจนหมดสิ้น ทว่าความอึกทึกเหล่านั้นไม่น่ากลัวเท่าความเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับรตวัน ณ มุมห้องครัวเล็กๆ ที่มีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างเรืองรอง “เส้นทางสายหลักถูกตัดขาดแล้ว... ดินสไลด์ลงมาปิดทับช่วงหลักกิโลเมตรที่สิบสอง เจ้าหน้าที่ทางหลวงแจ้งว่าต้องรอจนกว่าพายุจะสงบและเคลียร์พื้นที่ได้อย่างเร็วคือมะรืนนี้” คณินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนเกินไป ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนานั้นไม่ได้มองหน้าคู่สนทนาโดยตรง หากแต่ทอดมองไปยังแก้วชาเซรามิกอุ่นกรุ่นในมือของรตวัน รตวันนิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบ ภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ค้างข้อความจาก ‘มีน’ เพื่อนสนิท ยิ่งตอกย้ำความจริงที่เพิ่งได้รับรู้เมื่อครู่—ข้อความยาวเหยียดที่ส่งผ่านสัญญาณดาวเทียมทุลักทุเล ใจความระบุชัดเจนว่ามีนได้จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ และห้องพักรับรองสำหรับการเริ่มต้นงานออกแบบโปรเจกต์ใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ดังก้องอยู่ในหัวของคนตัวบางมาตลอดสิบนาทีเต็ม *“แกอยู่ที่นั่นนานเกินไปแล้วนะตะวัน กลับมาเผชิญหน้ากับความจริงที่นี่เถอะ หรือว่า... แกติดใจบรรยากาศในสวนชาจนไม่อยากกลับมาเป็นสถาปนิกแถวหน้าแล้วล่ะ?”* “มีน... เขาคงเป็นห่วงน่ะค่ะ” รตวันเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตหลุบต่ำลงมองผิวน้ำชาที่ไหวระริกตามแรงสั่นของมือ “ผมบอกเขาไปแล้วว่ากำลังจะตัดสินใจ... แต่ดูเหมือนพายุลูกนี้จะตัดสินใจแทนเราเสียก่อน” รอยยิ้มจางๆ ที่มักปรากฏบนริมฝีปากของรตวันยามพยายามกลบเกลื่อนความเหนื่อยล้า หายวับไปในความมืดสลัวของห้อง คณินวางแก้วแกร่งลงบนโต๊ะไม้เสียงดังทึบเบาๆ ก่อนก้าวเข้าประชิดร่างโปร่งอย่างเงียบเชียบ กลิ่นอายความชื้นของฝนผสมผสานกับกลิ่นชาคั่วอุ่นๆ เฉพาะตัวของผู้ชายคนนี้โอบล้อมรตวันไว้ในระยะประชิด “หืม... อยากกลับไปมากสินะครับ” คณินเอ่ยถาม น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เจือความกดดันประหลาดที่ทำให้รตวันต้องเงยหน้าขึ้นสบตา แววตาของเจ้าของสวนชา "เรือนไผ่" ในยามนี้ไม่ได้ดุดัน ทว่าลึกซึ้งและว่างเปล่าในเวลาเดียวกัน เป็นความว่างเปล่าที่ซ่อนความกังวลระลอกใหญ่ไว้เบื้องหลัง เหมือนผิวน้ำนิ่งสงบก่อนพายุหมุนจะพัดถล่ม “ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อยครับคุณคิน...” รตวันรีบปฏิเสธ หัวใจเต้นรำด้วยจังหวะผิดปรกติเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของอีกฝ่ายเอื้อมมาแตะเบาๆ ที่พวงแก้มเนียน ไล้ผ่านปอยผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยจากละอองฝนที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง “ตะวันแค่... แค่คิดว่าตัวเองควรกลับไปรับผิดชอบชีวิตข้างนอกเสียที การหนีมาอยู่ที่นี่มันเป็นแค่การพักผ่อนชั่วคราว...” “การพักผ่อนเหรอครับ?” คณินทวนคำ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่รตวันจะทันสังเกตทัน “สำหรับผม... การที่คุณก้าวเข้ามาในเรือนไผ่ ไม่เคยเป็นเรื่องชั่วคราวเลยสักนิด” ประโยคสั้นๆ แต่หนักแน่นราวกับก้อนหินที่ถูกทิ้งลงกลางบึงน้ำใจ ทำให้รตวันพูดไม่ออก ลมหายใจสะดุดกึก เขารู้ดีว่าคณินไม่ใช่คนพูดจาหวานเลี่ยนหรือเอ่ยคำพร่ำเพรื่อ ความนิ่งขรึมของชายหนุ่มคือเกราะป้องกันตัวชั้นดี แต่ทุกการกระทำ ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา—ไม่ว่าจะเป็นการชงชาร้อนๆ ให้ดื่มยามดึก การนั่งเงียบๆ เป็นเพื่อนเวลาร่างโปร่งร่างแบบแปลนจนดึกดื่น หรือแม้กระทั่งสายตาที่คอยปกป้องจากสายตาคนในหมู่บ้าน—ล้วนส่งเสียงดังกว่าคำพูดนับร้อยพัน “แต่มีนบอกว่า... โอกาสแบบนั้นอาจจะไม่รอผมอีกแล้ว” รตวันพยายามหาข้ออ้าง แม้เสียงของตัวเองจะเริ่มสั่นพร่าเมื่อปลายนิ้วอุ่นของคณินเลื่อนลงมาสัมผัสที่ปลายคาง บังคับให้เขาต้องเงยหน้าสบตาอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ถ้าผมปล่อยโปรเจกต์นี้หลุดมือไป ชื่อเสียงที่สะสมมา... โอกาสที่บริษัทใหญ่เสนอให้...” “แล้วความรู้สึกของตัวเองล่ะครับ รตวันเคยฟังมันบ้างไหม?” คณินแทรกขึ้น น้ำเสียงจริงจังจนน่าใจหาย ดวงตาคมเข้มคู่นั้นสะท้อนเงาของรตวันเพียงคนเดียว ท่ามกลางเสียงฟ้าคำรามที่ดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ภายนอก “คุณบอกว่าที่นี่คือที่พักใจ แต่ทุกครั้งที่คุณยิ้มให้ผม คุณรู้ไหมว่ามันฝืนแค่ไหน... คุณกลัวการกลับไปเจอความกดดัน หรือคุณกลัวว่าถ้ากลับไปแล้ว... คุณจะต้องลืมว่าเคยมีความสุขอยู่ที่นี่กันแน่?” ราวกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ แทงเข้าที่กลางใจ รตวันนิ่งอึ้ง สมองขาวโพลน คำพูดที่เตรียมไว้เพื่อโต้แย้งละลายหายไปสิ้นเมื่อสบเข้ากับความห่วงใยที่เอ่อล้นออกมาจากแววตาของชายร่างสูง คณินขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างคนทั้งคู่ ไออุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มแผ่ซ่านเข้ามาปะทะความหนาบองสายฝนข้างนอก ร่างกายของรตวันสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของอากาศยามพายุเข้า แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดมหาศาลจากหัวใจอีกดวงที่กำลังโอบอุ้มความเปราะบางของเขาไว้ทั้งหมด “ผมบังคับคุณไม่ได้หรอกครับ...” คณินกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าเลือนแข่งกับเสียงสายฝน “ต่อให้เส้นทางนี้จะถูกตัดขาด หรือพายุจะโหมกระหน่ำแค่ไหน... ถ้าใจของคุณอยากจะไปจริงๆ ผมก็ไม่มีสิทธิ์รั้งคุณไว้” “คุณคิน...” “แต่จำเอาไว้...” คณินผละออกห่างเล็กน้อยเพื่อมองตา ร่อรอยความกังวลถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว “ไม่ว่าคุณจะเลือกกลับไปเผชิญหน้ากับอะไรที่กรุงเทพฯ หรือเลือกจะอยู่ที่นี่ต่อ... ประตูเรือนไผ่หลังนี้ และคนๆ นี้... จะรอต้อนรับคุณเสมอ” บรรยากาศในห้องครัวเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาด รตวันเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพองโตจนแทบจะระเบิดออกมากับคำสัญญาที่อบอุ่นยิ่งกว่าเตาผิงไฟดวงใดในโลก ทว่า ในวินาทีที่รตวันกำลังจะเอื้อnเอ่ยคำตอบบางอย่างที่ติดอยู่ริมฝีปาก— *ปัง! ปัง! เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว กลบเสียงพายุจนมิด พร้อมกับเสียงตะโกนแหบพร่าของลุงปกรณ์ที่ดังลั่นทะลุสายฝนเข้ามา* “คุณคิน! แย่แล้วคุณคิน! รีบออกมาดูเร้ว... ทางตอนเหนือของไร่ ฝายกั้นน้ำดินพังถล่มลงมาทับเส้นทางคนงานแล้ว!” คณินหน้าเปลี่ยนสีทันที สัญชาตญาณความเป็นผู้นำและผู้ปกป้องตื่นตัวขึ้นในเสี้ยววินาที เขาหันขวับกลับไปมองประตู ก่อนจะหันกลับมามองรตวันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลังเลระหว่างหน้าที่และความห่วงใย “รอผมอยู่ในนี้นะครับ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด” คณินเอ่ยเสียงเข้ม คว้าเสื้อกันฝนสีเข้มขึ้นมาสวมอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่ร่างสูงจะก้าวพ้นธรณีประตู รตวันกลับเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อกันฝนนั้นไว้แน่น ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามา “ผมไม่หลบอยู่ข้างหลังเฉยๆ แน่ครับ... พาผมไปด้วย” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งไออุ่นให้กันผ่านตัวอักษรของหมอกไม้ไผ่เสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%