"ถ้านั่งเหม่อมองใบชาแล้วมันจะงอกเงยเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาได้ ผมคงปล่อยให้คุณนั่งมองมันจนถึงเที่ยงคืนแล้วล่ะครับ... แต่ความจริงคือมันไม่ได้เป็นแบบนั้น รตวัน"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความระibrเอือมระอาเล็กน้อยดังขึ้นเหนือศีรษะ ดึงสติของรตวันให้หลุดออกจากภวังค์ความว่างเปล่าที่เขากำลังจ่อมจมอยู่บนระเบียงไม้ ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย เผลอสูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดเพื่อเรียกวิญญาณที่ล่องลอยไปไกลให้กลับคืนเข้าร่าง ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ ก่อนจะเงยขึ้นสบกับดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาของคณิน ชายหนุ่มเจ้าของสวนชาผู้มีเรือนร่างสูงใหญ่จนทำให้ระเบียงไม้ไผ่แคบลงไปถนัดตา
ในมือของคณินมีแก้วเซรามิกเคลือบสีหม่นส่งควันกรุ่นสีขาวลอยอ่อยอิงขึ้นสู่บรรยากาศยามบ่ายแก่ๆ กลิ่นหอมละมุนของชาอู่หลงคั่วใหม่เตะเข้าจมูกทันทีที่อีกฝ่ายทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเตี้ยฝั่งตรงข้าม รตวันเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างเผลอตัว ความอับอายเล็กๆ แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาวจัดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองปล่อยให้เวลาผ่านไปนับชั่วโมงโดยที่ยังไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลยตั้งแต่รถกระบะสีเขียวเข้มของคณินพาเขามาถึงสถานที่แห่งนี้
"ผม... แค่กำลังคิดอะไรเพลินๆ น่ะครับ คุณคณิน" รตวันหลบสายตา เลื่อนปลายนิ้วเรียวของตนเองไปสัมผัสกับขอบโต๊ะไม้ไผ่ที่ขัดเกลามาอย่างดีเพื่อซ่อนความประหม่า น้ำเสียงหวานเอื้อIนออกไปอย่างแผ่วเบา
"เรียกพี่คินเถอะครับ ฟังคุณคณินแล้วมันเหมือนเรากำลังคุยเรื่องธุรกิจจัดสวนอะไรทำนองนั้นมากกว่าจะมาพักผ่อน" คณินวางแก้วชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ ของก้นแก้วกับเนื้อไม้ช่วยขับเน้นความเงียบงบของรอบกายให้เด่นชัดขึ้นไปอีก ชายหนุ่มไม่ได้เร่งเร้า แต่มือหนากลับดันแก้วชาอุ่นๆ เลื่อนเข้ามาใกล้ปลายนิ้วของรตวันมากขึ้นอีกนิด "ดื่มเสียหน่อย ใบชาป่าชุดนี้ผมเก็บและคั่วเองกับมือ รับรองว่าช่วยคลายเส้นประสาทที่ตึงเปรี๊ยะของคุณให้หย่อนลงได้บ้าง"
รตวันช้อนตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคณินที่กำลังมองทอดออกไปเบื้องหน้า ทัศนียภาพของไร่ชาขั้นบันไดที่ลดหลั่นลงไปตามไหล่เขา ทอดยยาวสุดสายตาภายใต้แสงแดดสีส้มอ่อนที่เริ่มทอประกายอบอุ่น ไร้ซึ่งเสียงแตรรถ เสียงก่อสร้าง หรือเสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เคยเป็นดั่งโซ่ตรวนล่ามข้อมือเขาไว้ในเมืองกรุง ความเงียบสงบที่นี่ไม่ใช่ความเงียบที่น่ากลัว แต่เป็นความเงียบที่มีเสียงของสายลม เสียงใบไม้เสียดสีกัน และกลิ่นอายดินชื้นฝนที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากันครู่หนึ่ง ก่อนที่รตวันจะตัดสินใจยื่นมือไปโอบรอบแก้วชาอุ่น ความร้อนแผ่ซ่านจากผิวเซรามิกผ่านเข้ามาสู่ฝ่ามือเย็นเฉียบ ไล่ความชาหน่วงที่ปลายประสาทให้ผ่อนคลายลงทีละน้อย ชายหนุ่มหลับตาลงเสี้ยววินาทีเพื่อซึมซับรสสัมผัสและกลิ่นหอมละมุนที่แตะแต้มปลายลิ้นยจังหวะที่จิบลงไปเบาๆ
"เป็นยังไงบ้างครับ?" น้ำเสียงของคณินทุ้มนุ่มขึ้นกว่าเดิมโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัว ดวงตาคมคายคู่นั้นไม่ได้มองทิวทัศน์เบื้องหน้าอีกแล้ว หากแต่กำลังจับจ้องอยู่ที่รตวัน ท่าทีระแวดระวังและเปลือกนอกที่เคยแข็งกระด้างยามอยู่ในตัวเมืองเสมือนถูกถอดวางไว้ที่เชิงเขา ตั้งแต่ก้าวแรกที่รถเข้ามาจอดหน้าเรือนหลังนี้ คณินทำตัวราวกับนายพรานใจดีที่คอยกางปีกปกป้องสัตว์ตัวเล็กๆ ที่บาดเจ็บจากการตกหลุมพรางของนายพรานคนอื่น
"อุ่น... มากเลยครับ" รตวันลืมตาขึ้น เผลอยิ้มบางเบาออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ รอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาคู่งามหยีลงเล็กน้อยจนคณินเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ "ขอบคุณนะครับพี่คิน"
"ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ตะวัน" คณินเอ่ยชื่อเล่นของอีกฝ่ายด้วยความคุ้นเคยอย่างรวดเร็วราวกับจงใจสร้างพื้นที่ปลอดภัยระหว่างกัน "เรือนหลังนี้ไม่ได้มีใครมาพักนานแล้ว ฝุ่นอาจจะมีบ้าง แต่ผมให้ลุงปกรณ์ช่วยทำความสะอาดและตากผ้าปูที่นอนไว้ให้ตั้งแต่เมื่อวาน ถ้ามีอะไรขาดเหลือ หรือถ้าเตียงมันแข็งเกินไปจนคุณนอนไม่สบาย ก็บอกผมได้ตลอดเวลา เรือนใหญ่อยู่ถัดไปแค่เนินลูกนั้นเอง"
รตวันกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัว เรือนไม้ไผ่ปลายสวนชาหลังนี้ตั้งอยู่แยกตัวออกมาจากสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ อย่างชัดเจน ตัวเรือนยกพื้นสูงเล็กน้อย มีระเบียงกว้างที่สามารถมองเห็นวิวทิวเขาและแปลงชาได้แบบพาโนรามา ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่และผ้าฝ้ายทอมือสีธรรมชาติ กลิ่นอายของความเรียบง่ายและกลิ่นหอมจางๆ ของเนื้อไม้ไผ่สดผสมกับกลิ่นไอดินทำให้หัวใจที่เคยแห้งผากของสถาปนิกหนุ่มค่อยๆ ชุ่มชื้นขึ้นทีละหยด
"แค่นี้ก็ดีเกินไปสำหรับผมแล้วล่ะครับพี่คิน ผมรบกวนพี่มากเกินไปด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เรา... เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน" รตวันทอดเสียงเบาลง ความรู้สึกเกรงใจยังคงวนเวียนอยู่ในอก เขากลัวเหลือเกินว่าความใจดีของคณินจะมีเงื่อนไข หรือวันหนึ่งเขาจะต้องกลายเป็นภาระที่หนักหน่วงเกินกว่าที่ชายร่างสูงคนนี้จะแบกรับไหว
คณินนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาคมเข้มทอประกายลึกล้ำยากจะหยั่งถึง ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้รตวันอีกนิดจนระยะห่างระหว่างเก้าอี้ทั้งสองตัวเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นใบชาจางๆ ลอยมาแตะจมูกของคนตัวเล็ก ทำเอาลมหายใจของรตวันสะดุดไปวูบหนึ่ง
"บางคนรู้จักกันมาเป็นสิบปี แต่ก็ไม่เคยเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังแบกอะไรไว้บนบ่าบ้าง..." คณินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นจนคนฟังต้องเงยหน้าขึ้นมอง "แต่บางคน... แค่เห็นแววตาตอนก้าวลงจากรถกระบะเมื่อเช้า ก็รู้แล้วว่าถ้าปล่อยให้ยืนอยู่คนเดียวตรงนี้ คุณคงแตกสลายคามือผมแน่ๆ"
คำพูดนั้นทำเอารตวันถึงกับพูดไม่ออก ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมที่ขอบตาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ความรู้สึกอัด ั้นที่สะสมมาจากการถูกปฏิเสธงาน การถูกบีบคั้นจากลูกค้าจอมเผด็จการ และความกดดันที่พังทลายตัวตนของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี พลันพรั่งพรูขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ รตวันรีบก้มหน้าลงซ่อนหยดน้ำใสที่รื้นขึ้นมาขอบตา เม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกไป
คณินไม่ได้พูดปลอบโยนด้วยคำหวานเลี่ยน เขาเพียงแคยื่นมือใหญ่ออกไป วางทับลงบนหลังมือเรียวที่กำลังกำขอบแก้วชาแน่นอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของอีกฝ่ายส่งผ่านความมั่นคงและหนักแน่นมาสู่ร่างกายที่สั่นเทาเล็กน้อยของรตวันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีคำถามเซ้าซี้ ไม่มีคำสั่งสอน มีเพียงความเงียบที่โอบกอดและให้เกียรติพื้นที่ความเสียใจของเขาอย่างแท้จริง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองแดงสาดส่องลงบนยอดชา รตวันค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้ ความอุ่นซ่านจากมือของคณินยังคงตรึงอยู่บนหลังมือของเขา ราวกับเครื่องหมายย้ำเตือนว่าเขาไม่ได้อยู่ลำพังท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว
"พักผ่อนตามสบายเถอะครับ เดี๋ยวใกล้ค่ำผมจะให้คนเอาสำรับอาหารง่ายๆ มาส่งที่นี่ ไม่ต้องรีบปรับตัวอะไรทั้งนั้น... ที่นี่ไม่มีใครไล่คุณ ไม่มีใครสั่งงานคุณ และไม่มีใครคาดหวังให้คุณต้องเก่งตลอดเวลาหรอกนะ ตะวัน"
คณินถอนมือออกช้าๆ อย่างนุ่มนวล ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งก้าวถอยหลังไปสองก้าว ปล่อยให้รตวันได้อยู่กับตัวเองและบรรยากาศอันเงียบสงบอีกครั้ง ชายหนุ่มส่งยิ้มบางๆ ให้ก่อนจะหมุนตัวเดินลงจากระเบียงไม้ไผ่ มุ่งหน้ากลับไปยังเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
รตวันนั่งมองแผ่นหลังกว้างที่เดินลับหายไปตามทางเดินหินในสวนชา หัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นรัวด้วยความหวาดระแวง ค่อยๆ ปรับจังหวะลงจนเหลือเพียงเสียงเต้นที่อบอุ่นและมั่นคง เขาวางแก้วชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปที่ขอบระเบียงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าการหายใจไม่ต้องใช้ความพยายามอีกต่อไปแล้ว
ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบสงบกำลังทำหน้าที่เยียวยาร่างกายและจิตใจของรตวันให้เคลิบเคลิ้มไปกับเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดไผ่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเดินด้านหลังเรือน ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังป่าลึกหลังไร่ชา
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนส่งสำรับอาหารอย่างแน่นอน เพราะจังหวะการก้าวค่อนข้างเร่งรีบและไร้การระมัดระวัง รตวันขมวดคิ้วมุ่น หันขวับกลับไปมองทางด้านประตูหลังของเรือนไม้ไผ่ที่ปิดสนิท
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงหอบหายใจหนักๆ และเสียงทุบประตูด้านนอกที่ตะโกนเรียกชื่อของใครบางคนด้วยความตื่นตระหนกจนหัวใจของรตวันกระตุกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"พี่คิน! คุณคินอยู่ไหม! เกิดเรื่องใหญ่ที่โรงคั่วชาแล้วครับ! ไฟไหม้ห้องอบใบชาล็อตพรีเมียมของตระกูลคุณชายภูมิ! ตอนนี้ควบคุมเพลิงไม่ได้!"
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ไออุ่นในเรือนไผ่มาด้วยกันในตอนนี้นะคะ หวังว่าความละมุนและปมระทึกที่ปลายตอนนี้จะโอบกอดและสั่นคลอนหัวใจทุกดวงจนต้องรีบพลิกไปอ่านตอนที่ 3 ต่อทันทีเลยนะคะ
ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 2
เรือนไม้ไผ่ปลายสวน
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!