ใบลาออกสามแผ่นถูกพับทบอย่างประณีต วางทับลงบนกระดาษร่างแบบผังอาคารสำופןที่ยังแก้ไม่เสร็จ รตวันสูดลมเข้าปอดลึกยาว พยายามกลืนก้อนความคับแค้นที่จุกแน่นตรงลำคอลงไป ภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังค้างข้อความทวงงานด้วยถ้อยคำเฉียบคมจากหัวหน้าแผนกสะท้อนเงาของชายหนุ่มผู้เหนื่อยล้าเกินเยียวยา เสียงถอนหายใจในห้องทำงานกระจกใสนั่นไม่ได้ช่วยให้ความกดดันลดลงเลย ตรงกันข้าม มันกลับตอกย้ำว่าเขาในวัยย่างเข้าเลขสามคนนี้ ได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบภายใต้ความคาดหวังของสังคมเมืองกรุง
"ถ้าไม่ไหว ก็แค่ถอยออกมา... นายไม่ใช่สะพานคอนกรีตนะตะวัน ที่จะแบกรับน้ำหนักของทุกคนไว้ได้ตลอดเวลา"
คำพูดของมีนเพื่อนสนิทก่อนเขาขึ้นรถไฟสายเหนือยังคงก้องกังวานในความเงียบ รตวันกะพริบตาไล่ความร้อนผ่าวที่ขอบตาขณะก้าวลงจากตู้โดยสารชั้นสาม ลมหนาวปลายฤดูที่พัดโชยมากระทบผิวกายไม่ได้ทำให้รู้สึกสดชื่นนัก หากแต่เยียบเย็นจนต้องกระชับเสื้อโค้ทสีเบจเข้าหากันแน่น สถานีรถไฟอำเภอเล็กๆ แห่งนี้เงียบสงบราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดีเซลของขบวนรถไฟที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกห่าง ทิ้งเขาไว้เบื้องหลังท่ามกลางละอองหมอกบางเบาและกลิ่นอายดินชื้นฝน
รตวันก้มมองตั๋วในมือ สลับกับป้ายไม้เก่าแก่ที่เขียนชื่อปลายทางเลือนราง เขากำลังยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นของการหลบหนี แต่ทว่ากระเป๋าเดินทางใบโตและหัวใจที่บอบช้ำกลับไม่ได้บอกเลยว่าหนทางข้างหน้าจะพาไปพบกับสิ่งใด
"สัมภาระแค่นี้... หรือคะ?"
น้ำทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลดังขึ้นกะทันหันจากด้านหลัง ทำเอารตวันสะดุ้งสุดตัวจนเผลอทำกระเป๋าผ้าใบน้อยหลุดมือ ชายหนุ่มหันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยความตกใจ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีเขียวเข้มพับแขนขึ้นถึงข้อศอก กางเกงขายาวลุยสวน และรองเท้าบูทหนังเก่าๆ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ในระยะที่เรียกว่าเกือบประชิด รตวันเงยหน้ามองขึ้นไป สบเข้ากับดวงตาคมเข้มที่ฉายแววพินิจพิจารณาอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าคมสันนั้นนิ่งขรึมแต่ทว่ากลับมีร่องรอยความอบอุ่นบางเบาซ่อนอยู่มุมปาก เส้นผมหยักศกเล็กน้อยถูกปล่อยให้ระต้นคอชื้นเหงื่อจากการทำงาน
"เอ่อ... ครับ... อ้ะ ขอโทษค่ะ" รตวันรีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกขันกับความลนลานของคนตรงหน้า
"ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันไม่ใช่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง" น้ำเสียงนั้นทุ้มนุ่มราวกับเสียงกระซิบของสายลมผ่านกิ่งไผ่ คณินก้มลงเก็บกระเป๋าผ้าใบเล็กที่รตวันทำตกขึ้นมาปัดฝุ่นให้อย่างเบามือ "คุณคือคุณตะวัน... แขกของคุณปกรณ์ใช่ไหมคะ? รถที่จะมารับไปหมู่บ้านเสียกลางทาง ฉันเลยต้องขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างมาดักรอคุณที่นี่"
รตวันอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตมองสำรวจชายแปลกหน้าตรงหน้าอย่างระแวดระวัง แม้รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของอีกฝ่ายจะดูเป็นมิตร แต่รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวคณินกลับทำให้หัวใจที่สงบลงแล้วของเขาเต้นรัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่มีเหตุผล ความสูงใหญ่และไหล่กว้างของคนคนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำแพงธรรมชาติที่คอยบังลมหนาวให้โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ
"คุณ... รู้จักผมด้วยเหรอครับ?" รตวันเผลอใช้คำเดิมออกไปอีกครั้งด้วยความประหม่า
คณินไม่ตอบในทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองรอยคล้ำใต้ดวงตาและท่าทีอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มฝืนๆ ของรตวันอย่างทะลุปรุโปร่ง เขารู้สึกได้ถึงความเปราะบางที่แผ่ออกมาจากร่างโปร่งบางนี้ ราวกับแก้วเจียระไนที่ร้าวลึกแต่พยายามตั้งตรงอย่างแข็งกระด้าง
"ผู้ใหญ่ปกรณ์โทรศัพท์บอกฉันตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ ว่าจะมีสถาปนิกตกงาน... อ้อ หมายถึง สถาปนิกที่มาพักผ่อนสมองคนหนึ่งเดินทางมาถึง" คณินแกล้งเว้นจังหวะด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ก่อนจะผายมือไปยังมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่จอดอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ "ทางเข้าไป 'เรือนไผ่' ค่อนข้างชันและขรุขระ รถเก๋งของคุณปกรณ์ขึ้นไปไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าไม่อยากเดินเท้าขึ้นเขาอีกห้ากิโลเมตร... เชิญขึ้นรถค่ะ"
รตวันลังเลอยู่ชั่วขณะ มองรถพ่วงข้างเก่าๆ คันนั้นสลับกับใบหน้าคมคายของคณิน ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลและการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตประเดประดอนเข้ามาจนสมองตื้อตัน แต่เมื่อสายตาสบเข้ากับดวงตาที่ฉายแววรอคอยอย่างใจเย็นและมั่นคงของอีกฝ่าย ความหวาดระแวงทั้งหมดก็พลันสลายหายไปราวกับหมอกควันยามเช้า
ชายหนุ่มพยักหน้ารับเบาๆ แล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะที่นั่งด้านข้างของรถพ่วง คณินจัดการผูกกระเป๋าเดินทางใบโตไว้ท้ายรถอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้าวขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงเครื่องยนต์เก่าๆ คำรามก้องทำลายความเงียบงอบของสถานีรถไฟเล็กๆ แห่งนี้ลง
รถพ่วงข้างเคลื่อนตัวออกสู่ถนนดินแดงที่ทอดยาวเข้าสู่หุบเขาลึก ละอองหมอกยามบ่ายเริ่มหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ บดบังทัศนียภาพเบื้องหน้าจนแทบมองไม่เห็นเส้นทาง รตวันสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของดิน น้ำค้าง และใบชาสดๆ ที่โชยมากับสายลมทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด แผ่นหลังกว้างของคนที่ขับขี่อยู่เบื้องหน้ากลายเป็นจุดโฟกัสเดียวท่ามกลางหมอกขาวโพลน คณินคอยเหลือบมองกระจกมองข้างเป็นระยะเพื่อเช็คความเรียบร้อยของคนด้านข้าง คอยชะลอความเร็วทุกครั้งที่รถต้องผ่านหลุมบ่อ เพื่อไม่ให้ร่างโปร่งบางต้องกระแทกกระทั้นจนเกินไป
ความเงียบระหว่างพวกเขามีเพียงเสียงลมและเสียงเครื่องยนต์ แต่กลับไม่น่าอึดอัดเลยสักนิด... มันคือความเงียบที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่รตวันไม่ได้สัมผัสมานานนับปี
รถพ่วงแล่นเลี้ยวลัดเลาะผ่านแนวป่าไผ่ทึบที่โน้มกิ่งก้านเข้าหากันราวกับอุโมงค์ธรรมชาติ ก่อนที่ภาพของหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาจะปรากฏแก่สายตา บ้านไม้เรือนไทยประยุกต์ยกพื้นสูงหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แวดล้อมด้วยไร่ชาขั้นบันไดที่เขียวขจีสุดสายตา ป้ายไม้แกะสลักคำว่า 'เรือนไผ่' ห้อยแกว่งไกวอยู่หน้าประตูลานบ้านต้อนรับผู้มาเยือน
คณินดับเครื่องยนต์ ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้ง รตวันก้าวลงจากรถพ่วงด้วยขาที่สั่นเทาเล็กน้อยจากการนั่งเกร็งมาตลอดทาง เขายืนมองบรรยากาศรอบตัวด้วยความทึ่ง ความงามของธรรมชาติที่นี่ดิบเถื่อนและบริสุทธิ์เกินกว่าภาพถ่ายใดๆ ในอินเทอร์เน็ตจะบรรยายได้
"ถึงแล้วค่ะ บ้านของคุณปกรณ์... และก็เป็นที่พักของคุณในช่วงนี้ด้วย" คณินเดินเข้ามาใกล้ ถอดถุงมือหนังออกแล้วใช้มือปัดเศษฝุ่นตามเสื้อผ้าเบาๆ "หวังว่าคุณจะชินกับความเงียบของที่นี่นะฃะคะ เพราะมันจะไม่มีเสียงแตรรถ หรือเสียงเร่งรีบแบบที่คุณคุ้นเคยแน่นอน"
รตวันเงยหน้าสบตาคณิน รอยยิ้มแรกที่จริงใจที่สุดในรอบหลายเดือนปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน "ขอบคุณมากนะครับ... เอ๊ย ขอบคุณค่ะคุณคิน"
คณินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงหวานที่เอ่ยชื่อเล่นของตนอย่างเป็นกันเอง ดวงตาคมกริบไหววูบชั่วขณะก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูละมุนขึ้นผิดหูผิดตา
"ยินดีต้อนรับสู่เรือนไผ่ค่ะ... คุณตะวัน"
ทว่า ในขณะที่รตวันกำลังจะกล่าวคำขอบคุณเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบจากชายสูงวัยคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางไร่ชาเบื้องหลัง ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบลงในพริบตา
"คิน! แย่แล้วลูก! เกิดเรื่องใหญ่ที่แปลงชาโซนสาม... มีคนจงใจเปิดประตูน้ำปล่อยให้แปลงชาจมโคลนจนเสียหายหมดแล้ว!"
คณินหันขวับไปตามเสียงเรียก สีหน้าผ่อนคลายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและจริงจังขึ้นมาทันที ดวงตาคมดุจเหยี่ยวตวัดมองกลับไปยังทิศทางของไร่ชาเบื้องล่าง รตวันสังเกตเห็นกล้ามเนื้อบริเวณกรามของชายหนุ่มขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
คณินนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะหันกลับมามองรตวันที่มีสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา และก่อนที่รตวันจะทันได้เอ่ยปากถามอะไร คณินก็เอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจของเขาแขวนเคว้งอยู่กลางอากาศ
"ดูท่าทาง... การพักผ่อนของคุณคงต้องเลื่อนออกไปก่อนแล้วล่ะค่ะ เพราะตอนนี้... เรากำลังจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือน"
*(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้)*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ไออุ่นในเรือนไผ่ไปพร้อมกับรตวันและคณินนะคะ หวังว่าความละมุนนี้จะโอบกอดหัวใจทุกดวงในค่ำคืนนี้นะคะ
ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 1
กลิ่นไอน้ำค้างและหมอกจาง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!