ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 28

คำมั่นสัญญา

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
ปลายนิ้วอุ่นจัดที่แตะลงบนก้านนิ้วนางข้างซ้ายนั้นสั่นน้อยเสียจนคนถูกกระทำรู้สึกได้ ตะวันกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ดวงตากลมโตมองเงาสะท้อนของตัวเองในนัยน์ตาคมกริบของคณิน ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำหวานเลี่ยนหูใดออกมาสักคำ ทว่าไออุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมมือเขาไว้แน่น กลับบอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในใจตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้ดีกว่าถ้อยคำนับพัน "คิน... นี่มัน..." เสียงของตะวันแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับสายหมอกหนาทึบที่ลอยวนเวียนอยู่เบื้องล่างระเบียงไม้ของเรือนพัก "ใส่ไว้นะคะ" คณินเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล แต่หนักแน่นในที ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความลังเลใจแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความอบอุ่นที่ทอดยาวมาจากก้นบึ้งของหัวใจ "พี่ไม่ได้ขอให้ตะวันต้องทิ้งอนาคตที่กรุงเทพฯ มาจมปลักอยู่ที่นี่ตลอดไป... แต่พี่ขอแค่ให้ทุกครั้งที่ตะวันเหนื่อยล้า หรือหลงทางกับโลกกว้างใบนั้น ตะวันจะจำได้เสมอว่ามีแหวนวงนี้ และมีคนทางนี้... ที่รอต้อนรับการกลับมาของตะวันเสมอ" แหวนเงินเรียบเกลี้ยงที่สลักลวดลายใบไผ่พลิ้วไหวอยู่ด้านในวง สะท้อนแสงสีเงินยวงยามต้องแสงแรกของวันที่เริ่มขับไล่ความมืดมิด ทันทีที่โลหะเย็นเฉียบแนบสนิทลงบนผิวเนื้ออุ่น ตะวันก็รู้สึกเหมือนมีกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและหวาดกลัวต่อการเริ่มต้นใหม่ในอดีต คล้ายได้รับการเยียวยาจนพองโตขึ้นทีละน้อย หยดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาบังทัศนียภาพเบื้องหน้าโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะความเศร้าเสียใจ แต่เป็นเพราะความตื้นตันที่ล้นทะลักจนพูดไม่ออก ตะวันยกมือข้างที่สวมแหวนขึ้นระดับสายตา ปลายนิ้วอีกข้างลูบไล้พื้นผิวโลหะแผ่วเบา ราวกับต้องการย้ำเตือนว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ความฝัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้แค่เอื้อม รอยยิ้มบางเบาที่ระบายอยู่บนเรียวปากของร่างโปร่งในยามนี้ งดงามยิ่งกว่าดอกไม้ป่าใดๆ ที่กำลังผลิบานรับไอหนาว "ตะวันไม่ใช่คนเก่งเลยนะคะพี่คิน..." ตะวันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นเครือในน้ำเสียง ดวงตาคู่สวยรื้นหยดน้ำใสแต่กลับทอประกายเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "บางทีตะวันยังกลัว... กลัวว่าตัวเองจะไม่ดีพอสำหรับสวนชาแห่งนี้ กลัวว่าจะทำพี่ผิดหวังถ้าวันหนึ่งตะวันเกิดอยากจะลุกขึ้นมาวาดรูปหรือออกแบบตึกสูงๆ ขึ้นมาอีกครั้ง" คณินขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนกลิ่นอายดินชื้นและกลิ่นใบชาจางๆ จากตัวชายหนุ่มโอบล้อมร่างบางไว้ทั้งหมด มือใหญ่อีกข้างยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ลู่แนบแก้มเนียนออกให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง "ตะวันจำวันที่เรานั่งคุยกันใต้ต้นชาโบราณได้ไหมคะ" คณินเอ่ยเตือนความจำด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "พี่เคยบอกแล้วว่า สวนชานี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อกักขังใคร แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักพิง... ถ้าตะวันอยากกลับไปจับปากกาออกแบบ ตะวันก็แค่วาดมันขึ้นมาที่นี่ บนโต๊ะไม้ริมหน้าต่างห้องสมุดของพี่... หรือถ้าตะวันอยากบินไปดูงานที่ไหน พี่ก็จะคอยยืนมองจากตรงนี้ และเป็นคนแรกที่กางแขนรอรับตะวันกลับบ้าน... บ้านของเรานะคะ ตะวัน" คำว่า 'บ้านของเรา' กระแทกเข้ากลางใจของตะวันอย่างจัง ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวที่ตกค้างอยู่ในซอกหลืบของความทรงจำสมัยทำงานออฟฟิศนรกแตกในเมืองกรุง ถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้นด้วยสายตาที่มั่นคงและจริงใจของคนตรงหน้า ร่างโปร่งโผเข้าสวมกอดเอวหนาของคณินไว้แน่น ซบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างที่คุ้นเคย ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นไว้หยดไหลซึมผ่านเนื้อผ้าเสื้อกันหนาวของอีกฝ่าย คณินโอบกอดร่างบางไว้แนบแน่น วงแขนแข็งแรงราวกับกำแพงหินที่พร้อมปกป้องลมหนาวและภันตรายทั้งหมดบนโลกใบนี้ ปลายคางได้รูปเกยอยู่บนกลุ่มผมนุ่ม ปลายนิ้วลูบแผ่นหลังบางขึ้นลงช้าๆ เพื่อปลอบประโลม ท่าท่ามกลางทะเลหมอกสีขาวโพลนที่ค่อยๆ ม้วนตัวลอยหายไปตามกระแสลม ปรากฏภาพวิวทิวทัศน์ของทิวเขาสลับซับซ้อนที่อาบไล้ด้วยแสงสีทองอร่ามของดวงอาทิตย์ยามเช้า ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงบ ราวกับเวลาหยุดเดินเพื่อให้คนทั้งสองได้ซึมซับช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ให้ลึกซึ้งที่สุด ทว่า... ความเงียบสงบอันแสนหวานนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เร่งรีบ พร้อมกับเสียงหอบหายใจดังขึ้นตรงทางเดินบันไดไม้กระดานสน ทำให้ทั้งคณินและตะวันต้องผละออกจากกันอย่างตกใจ คณินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยที่มีคนกล้ามาขัดจังหวะเวลาส่วนตัว ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของผู้ใหญ่บ้านปกรณ์จะก้าวพ้นขอบระเบียงขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มกรอบหน้า ทั้งที่อากาศยามเช้ายังคงหนาวเหน็บ "คุณคิน! ตะวัน!" เสียงของลุงปกรณ์หอบสะท้านจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ แกกวาดสายตามองคนทั้งสองด้วยความร้อนรนราวกับไฟลนก้น "แย่แล้ว... รีบลงไปดูที่โรงคั่วชาด่วนเลย! มีแขกไม่ได้รับเชิญมารอพบคุณคินตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง... แถมเขายัง..." ผู้ใหญ่บ้านหยุดพูดไปกะทันหัน ปล่อยให้ลมหายใจหอบสะท้านและสีหน้าตื่นตระหนกเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราว คณินหน้าตึงขึ้นทันที ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นชาผิดคาด ขณะที่ตะวันใจหายวาบเมื่อเห็นท่าทางแปลกไปของลุงปกรณ์ สมองเริ่มประมวลผลถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา ว่าใครกันที่มีอิทธิพลพอจะทำให้ผู้ชายที่ผ่านโลกมาโชกโชนอย่างลุงปกรณ์เสียอาการได้ถึงเพียงนี้ และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยปากถามอะไรเพิ่มเติม เสียงเคาะรองเท้าหนังดังตึงตังขึ้นที่บันไดขั้นสุดท้าย พร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลราคาแพงที่ไม่เข้ากับบรรยากาศไร่ชาแม้แต่น้อย ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา... พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้เลือดในกายของตะวันเย็นเฉียบลงฉับพลัน * * * * * * * * * * ขอบคุณสำหรับการติดตามและสนับสนุน "หมอกไม้ไผ่" เสมอมานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%