ถาดไม้เนื้อดีในมือของตะวันสั่นน้อย ๆ จนผิวน้ำอุ่นในถ้วยชาเซรามิกสีนวลกระเพื่อมเป็นวงคลื่น สะท้อนเงาของร่างสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปที่ยืนตระหง่านอยู่กลางเรือนชา ความกดดันจากประโยคทิ้งท้ายเมื่อครู่ยังคงแขวนค้างอยู่ในอากาศราวกับมีหมอกหนาทึบปกคลุม แต่วินาทีที่ชายแปลกหน้าคนนั้นหันกลับมาเต็มตัว รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากกลับทำให้ลมหายใจของตะวันสะดุด
ไม่ใช่ศัตรูหัวใจ หรือเจ้าหนี้เงินกู้จากอดีตอย่างที่ความหวาดกลัวในใจพยายามปรุงแต่ง... แต่เป็น "คณิน" ที่ก้าวเข้าไปขวางกั้นระหว่างเขากับผู้มาเยือนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแผ่นหลังกว้างนั้นแผ่ไอเย็นเยียบออกมาอย่างชัดเจน
"ถ้าคุณหมายถึง 'เรือนชา' หลังนี้..." คณินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวานและทรงพลังพอที่จะสยบความอึดอัดทั้งหมดลงได้ในประโยคเดียว "โฉนดและสิทธิ์ในการครอบครองทุกตารางนิ้วอยู่ที่ผมครับคุณภาคภูมิ... และถ้าคุณหมายถึง 'ตะวัน' คนที่ยืนอยู่ข้างหลังผมนี้ ผมเกรงว่าเวลาสามวันหรือสามปีที่คุณพูดถึง ก็ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น เพราะเขาไม่ได้เป็นของใครให้คุณมาทวงคืน"
ภาคภูมิหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงกวาดมองคณินตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเบนสายตาเลยไปสบตากับตะวัน
"เก่งขึ้นนี่นา... เจ้าเด็กสถาปนิกที่เคยร้องไห้คาโต๊ะทำงานเพราะโปรเจกต์พัง วันนี้มีหมาป่าตัวใหญ่มาคอยคุมเชิงถึงสวนชาป่าเลยเหรอ" ภาคภูมิยกย่องด้วยถ้อยคำที่ฟังดูคล้ายคำชม แต่เจือความเย้ยหยันไว้อย่างแนบเนียน "ฉันไม่ได้มาทวงเรื่องธุรกิจ... ตะวัน รู้ใช่ไหมว่าฉันมาทำไม"
ตะวันสูดหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมความกล้าที่สั่งสมมาตลอดการใช้ชีวิตในเรือนไผ่ ความอ่อนโยนไม่ได้แปลว่าความขลาดกลัว มือบางวางถาดแรกลงบนโต๊ะไม้ก่อนจะก้าวเท้าพ้นจากเงาแผ่นหลังของคณิน สัมผัสอุ่น ๆ จากฝ่ามือหนาที่เอื้อมมาแตะข้อศอกของเขาเบา ๆ เป็นดั่งกระแสไฟที่เติมเต็มความมั่นใจ
"พี่ภูมิ... เดินทางมาไกลถึงนี่ คงไม่ใช่แค่เพื่อมาพูดประโยคกระแหนะกระแหนผมหรอกกระมังครับ" ตะวันเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง ดวงตากลมโตสบตารุ่นพี่ในวงการสถาปัตยกรรมผู้เคยเป็นทั้งเจ้านายและบทเรียนราคาแพงในอดีตอย่างตรงไปตรงมา "ถ้าเรื่องงานออกแบบ ผมลาขาดจากตรงนั้นแล้ว... แต่ถ้าเรื่องส่วนตัว ผมคิดว่าเราไม่มีอะไรต้องเคลียร์กันอีก"
บรรยากาศในเรือนชานิ่งงันไปชั่วขณะ ภาคภูมิจ้องมองรตวันด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มีความระคนแปลกใจและคำชื่นชมลึก ๆ ซ่อนอยู่ภายใต้ความถือตัว ก่อนที่เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งจะดังแทรกขึ้นจากทางเดินหินกรวดด้านนอก
"อ้าว... มีแขกบ้านแขกเมืองมาเยือนหรือนี่ พ่อคิน ทำไมไม่ต้อนรับให้ดีเล่า"
เสียงทุ้มแหบพร่าแต่เปี่ยมด้วยเมตตาของลุงปกรณ์ดังขึ้น พร้อมกับร่างท้วมในชุดหม้อฮ่อมที่เดินนำกลุ่มคนอีกสามคนเข้ามาในเรือนชา และเพียงแค่สายตาของตะวันปะทะเข้ากับร่างคุ้นเคยที่เดินตามหลังผู้ใหญ่บ้านมา หัวใจของเขาก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"แม่... พ่อ..." ตะวันอุทานเบา ๆ
คุณหญิงรัชนีและคุณกวี ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางเรือนชา สายตาของผู้เป็นแม่กวาดมองไปทั่วบริเวณที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่รสนิยมดี ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน และร่างสูงใหญ่ของคณินที่ยืนเคียงข้างกันอย่างสนิทสนม
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ตะวันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง สมองพลank ไปหมด เขากลัว... กลัวว่าสายตาตำหนิจากครอบครัวจะทำลายความสุขเปราะบางที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวขึ้นในหุบเขาแห่งนี้ มือบางเผลอขยับไปควชายเสื้อของคณินไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
คณินรับรู้ได้ถึงแรงสั่นน้อย ๆ นั้น มือหนาจึงเอื้อมไปกุมมือบางไว้ หลวม ๆ แต่สื่อความหมายชัดเจนว่า *'ผมอยู่ตรงนี้'* ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวออกไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วโค้งศีรษะทำความเคารพผู้มาใหม่ทั้งสองอย่างนอบน้อม
"สวัสดีครับคุณพ่อ คุณแม่... เชิญนั่งก่อนนะครับ"
คำว่า 'คุณพ่อ คุณแม่' ที่ออกจากปากของคณินอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้คุณกวีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ขณะที่คุณหญิงรัชนีถึงกับชะงักไป ดวงตาคู่สวยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพินิจพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าคมเข้ม ผิวแทนแดดจัดแบบคนทำงานกลางแจ้ง และแววตาที่เด็ดเดี่ยวแต่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนยามที่มองลูกชายของนาง
ภาคภูมิที่ยืนอยู่มุมห้องขยับยิ้มบาง ๆ ก่อนจะยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองอย่างรู้จักมักจี่ "สวัสดีครับคุณอาทั้งสอง... ผมผ่านมาแถวนี้พอดี เลยแวะมาเยี่ยมเจ้าตะวันเสียหน่อยครับ ไม่คิดว่าจะเจอครอบครัวมากันพร้อมหน้าแบบนี้"
คุณกวีปรายตามองภาคภูมิเล็กน้อยด้วยความคุ้นเคยสมัยที่ลูกชายยังทำงานในเมืองกรุง ก่อนจะหันกลับมามองลูกชายตัวเองที่ตอนนี้หน้าซีดเผือด
"แกนี่นะ... หนีมาซ่อนตัวอยู่ไกลถึงป่าเขาลำไพร ปล่อยให้แม่เขาเป็นห่วงกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่เป็นปี" คุณกวีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดุ แต่วี่แววในดวงตากลับพราวระยับด้วยความคิดถึง "จนลุงปกรณ์เขาต้องส่งข่าวบอกนั่นแหละ พวกฉันถึงได้รู้ว่าลูกชายตัวดีแอบมาสร้างเรือนชาอยู่กับ... เอubic..." ท่านเว้นวรรคสายตาไปมองคณิน "กับใครแถวนี้"
"พ่อครับ..." ตะวันเสียงสั่นเครือ ก้าวเข้ามาคุกเข่าลงข้างเก้าอี้ที่มารดานั่งอยู่ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความอัดอั้น "ตะวันขอโทษ... ตะวันแค่อยากพัก อยากหาตัวเองให้เจอ ลูกไม่ได้ตั้งใจจะหนีหายไปเฉย ๆ นะครับ"
คุณหญิงรัชนีถอนหายใจยาวเหยียด มือเรียวเอื้อมมาลูบกลุ่มผมนุ่มของลูกชายอย่างทะนุถนอม หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอในหน่วยตาของคนเป็นแม่บอกชัดเจนว่าความโกรธที่มีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความโล่งใจที่ได้เห็นลูกชายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
"แม่ไม่ได้โกรธลูกเรื่องนั้นหรอกตะวัน..." คุณหญิงเอ่ยเสียงเครือ พลางเงยหน้าขึ้นสบตากับคณินที่ยืนสงี่ยิ่ง "แม่โกรธที่ลูกใจร้าย ย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งนานสองนานแต่ไม่ยอมพาเจ้าของสวนชาคนนี้ไปแนะนำตัวให้แม่กับพ่อรู้จักเสียที ปล่อยให้เราต้องขับรถหลงทางมาเองตั้งครึ่งวัน"
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในเรือนชาชะงัก ตะวันเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความตกใจระคนดีใจ ขณะที่คณินคลคลี่รอยยิ้มกว้างออกมาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมเข้มดูอบอุ่นจนน้ำแข็งรอบกายละลายหายไปในพริบตา
"ผมต้องขอโทษด้วยครับคุณพ่อ คุณแม่... ที่ไม่ได้เดินทางไปกราบด้วยตัวเองตั้งแต่แรก" คณินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมจริงใจ "แต่ขอให้ท่านมั่นใจได้ครับว่า ตะวันจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ณ ที่ตรงนี้... ในพื้นที่ของผม และในหัวใจของผม"
บรรยากาศในเรือนชาอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจนแทบจะหยดเป็นน้ำ ความตึงเครียดจากภาคภูมิถูกกลืนหายไปในบรรยากาศแห่งความเข้าใจ ภาคภูมิยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะขอตัวลาเพราะมีธุระด่วน ปล่อยให้พื้นที่ตรงนี้เป็นของครอบครัว
คณินจัดเตรียมชาอู่หลงชั้นดีรินใส่ถ้วยเซรามิกส่งให้ผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยกริยาสุภาพเรียบร้อย ลุงปกรณ์นั่งจิบชาอมยิ้มมองความลงตัวของคนทั้งคู่ ส่วนคุณกวีและคุณหญิงรัชนีต่างก็ซักถามเรื่องราวความเป็นมาในสวนชาแห่งนี้ด้วยความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบเรือนชาที่ผสมผสานความทันสมัยกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นฝีมือของลูกชายตนเองร่วมกับคณิน
ตะวันนั่งมองภาพตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันจนบรรยายไม่ถูก ความหวาดกลัวที่เคยเกาะกินหัวใจมาตลอดหลายเดือนถูกชะล้างด้วยความรักและความเข้าใจจากครอบครัว และอ้อมแขนที่มั่นคงของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
"เย็นนี้... อยู่ทานมื้อค่ำฝีมือตะวันกับผมก่อนนะครับคุณพ่อ คุณแม่" คณินเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงละมุน ขณะที่มือหนาเอื้อมมาจับมือบางใต้โต๊ะไว้แน่น สัมผัสอุ่นซ่านที่ส่งผ่านผิวเนื้อทำให้ตะวันหันไปสบตากลับด้วยรอยยิ้มที่กว้างที่สุดในรอบหลายปี
ทว่า ในขณะที่ความสุขกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูความรู้สึก เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูในกระเป๋าเสื้อของคุณกวีก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
คุณกวีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย "ฮัลโหล... ว่าไงนะ จากสำนักงานใหญ่เหรอ!?" น้ำเสียงตกใจของผู้เป็นพ่อทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนสะดุดกクซึ้งลงทันที
คุณกวีเงยหน้าขึ้นมองตะวันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของตะวันหยุดหมุนในเสี้ยววินาที
"ตะวัน... บริษัทแม่ที่กรุงเทพฯ ส่งเรื่องด่วนมา บอกว่าผลงานออกแบบโปรเจกต์ใหญ่ล่าสุดที่แกเคยทำทิ้งไว้ก่อนลาออก... เกิดปัญหาใหญ่ มีคนขโมยแบบไปจดลิขสิทธิ์ชน และตอนนี้ทางนั้นต้องการให้แกกลับไปเซ็นชื่อยืนยันสิทธิ์ด่วนที่สุด... ภายในคืนนี้!"
* * * * * * * * * *
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่เดินทางร่วมสุขร่วมทุกข์มากับตะวันและพี่คินจนถึงตอนนี้นะคะ ขอให้ทุกท่านเตรียมใจรับมือกับบททดสอบครั้งใหม่ที่จะพิสูจน์ความรักของคนทั้งคู่ในตอนหน้าด้วยกันค่ะ!
ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 27
ก้าวสำคัญของชีวิต
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!