"ถ้าขืนคุณยังดึงก้านชาแรงเกินไปแบบนั้น ยอดอ่อนพวกนี้คงช้ำตายคาหัตถ์คุณก่อนจะได้ลงตะกร้าแน่ค่ะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความเอ็นดูดังขึ้นชิดริมใบหู จนรตวันสะดุ้งสุดตัว ปลายเล็บที่กำลังจะเด็ดก้านชาเขียวขจีจึงเผลอจิกเข้าที่ฝ่ามือตัวเองเบาๆ ความอุ่นร้อนจากแผ่นอกกว้างที่แนบชิดอยู่ด้านหลังทำให้แผ่นหลังบางเกร็งค้างโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องหันไปมอง เจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่ที่จงใจก้าวเข้ามาประชิดตัวในระยะประชิดผู้นี้ก็คือ 'คณิน' ผู้ชายที่ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเขาผิดเพี้ยนมาตั้งแต่ลืมตาตื่น
ชายหนุ่มร่างสูงก้าวเข้ามาซ้อนทับเงาร่างของอดีตสถาปนิกหนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ มือหนาหยาบกร้านจากการผ่านงานหนักมาค่อนชีวิตเอื้อมมาทาบทับลงบนหลังมือเรียวของตะวัน ช้าๆ ทว่ามั่นคง เขากุมมือบางนั้นไว้เพื่อปรับองศาการวางนิ้วใหม่ ปลายนิ้วกร้านของคินสัมผัสกับผิวเนียนนุ่มของตะวันอย่างแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าแรงกดเพียงนิดเดียวจะทำให้อีกฝ่ายบอบช้ำ
"จับแบบนี้ค่ะ..." เสียงกระซิบกระซอมดังอยู่เหนือกลุ่มผมสีดำสนิท ลลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดลาดไหล่ทำให้ตะวันรู้สึกวูบวาบจนต้องก้มหน้าหลบสายตา "ต้องใช้ปลายนิ้วกดลงไปเบาๆ แล้วหักข้อมือขึ้นอย่างนิ่มนวล ไม่ใช่ดึงลงมาตรงๆ แบบเมื่อครู่... เข้าใจไหมคะ, ตะวัน"
สรรพนามที่อีกฝ่ายจงใจเน้นเสียงทำให้ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อลามเลียไปจนถึงใบหู ตะวันเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมลมหายใจเข้าออกให้เป็นปกติ ทว่ากลิ่นกายสะอาดที่เจือกลิ่นไอฝนและใบชาจางๆ กลับรบกวนสมาธิของเขาจนหมดสิ้น ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้ที่แสงแดดสีทองสาดส่องผ่านม่านไม้ไผ่เข้ามาในห้องนอน บรรยากาศรอบตัวก็ดูเหมือนจะถูกเคลือบไว้ด้วยความนุ่มนวลแปลกประหลาด และตอนนี้... ความใกล้ชิดที่เกินความจำเป็นนี้กำลังทำให้สติสัมปชัญญะของเขากระเจิง
"ตะวันทำเองได้ครับ... เอ๊ย, ตะวันทำเองได้ค่ะ" ตะวันเกือบเผลอหลุดคำพูดคุ้นชินออกมา แต่ก็รีบดึงสติแล้วเปลี่ยนสรรพนามทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้เขาติดนิสัยพูดจานุ่มนวลตามแบบที่อีกฝ่ายปฏิบัติด้วยเสียแล้ว
คณินหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนผ่านแผ่นหลังของตะวันจนคนตัวเล็กต้องห่อไหล่ "หื้ม? เมื่อครู่คุณเกือบหลุดแทนตัวเองด้วยคำอื่นแล้วนะคะ... สงสัยว่าตื่นเช้าเกินไปจนสมองยังทำงานไม่เต็มที่สินะคะคนเก่ง"
"ผม... เอ๊ย, ตะวันไม่ได้เผลอสนใจสักหน่อยครับ... อื้อ!" ตะวันรีบแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม แต่กลับพลาดท่าเมื่อคินจงใจขยับมือหนาที่กุมมือเขาอยู่ให้เด็ดใบชาสดๆ ออกมาพร้อมกันในจังหวะเดียว สัมผัสแนบชิดและแรงกดที่ฝ่ามือทำให้ตะวันเผลอเอี้ยวตัวหนีตามสัญชาตญาณ จนสะโพกไปชนเข้ากับสะโพกหนาของคณินเต็มแรง
คณินไม่ยอมถอยหนี เขากลับใช้ท่อนแขนแกร่งโอบล้อมรอบเอวบางไว้หลวมๆ เพื่อประคองไม่ให้ร่างโปร่งเซถลั่นล้มลงไปบนแปลงชา สายตาคมกริบที่มักจะนิ่งขรึมยามเผชิญหน้ากับชาวบ้านหรือลูกน้อง ยามนี้กลับพราวระยับด้วยความหยอกเย้าและประกายความอ่อนโยนที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำ
"ระวังหน่อยสิคะ... ถ้าล้มลงไป แปลงชาของผมคงเสียหายไม่น้อย แต่ถ้าคุณเจ็บตัวขึ้นมา... คนที่จะรู้สึกแย่ที่สุดคงไม่ใช่ใครอื่นหรอกนะ" คณินเอ่ยเสียงนุ่ม ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของตะวัน ราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านตาคู่นั้น
ตะวันนิ่งงังไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านยอดใบชาสีเขียวขจีทอประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดเพชร บรรยากาศรอบกายเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกน้อยขับขานและเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของคนทั้งสองที่ประสานกันอย่างใกล้ชิด ความรู้สึกเหนื่อยล้า ความกดดันจากอดีต และรอยแผลในใจที่เคยกัดกินจิตวิญญาณของอดีตสถาปนิกหนุ่ม คล้ายถูกชำระล้างออกไปจนหมดสิ้นด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือหนาที่ยังคงกุมมือเขาไว้ไม่ยอมปล่อย
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ตะวันรู้สึกว่า "การมีชีวิตอยู่" มันมีความหมายและสวยงามมากเพียงนี้...
"ขอบคุณ... นะคะ" ตะวันกระซิบแผ่วเบา ใบหน้าร้อนผ่าวจนต้องซุกซ่อนความเขินอายด้วยการก้มมองตะกร้าสานไม้ไผ่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว "ขอบคุณที่... คอยสอน คอยดูแล และทำให้ตะวันรู้สึกว่าที่นี่... เหมือนบ้านจริงๆ เสียที"
คณินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดจากใจจริงของคนตัวเล็ก แววตาที่มองมาทอประกายความลึกซึ้งยิ่งขึ้น มือหนาที่กุมมือบางอยู่เปลี่ยนเป็นพลิกฝ่ามือขึ้น แล้วใช้นิ้วโป้งลูบไล้หลังมือเนียนอย่างปลอบประโลมและทะนุถนอม
"เรือนไผ่แห่งนี้ยินดีต้อนรับคุณเสมอค่ะ, ตะวัน... และผมก็ตั้งใจว่าจะดูแลคุณให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนี้จะทำได้"
คำพูดเรียบง่ายแต่น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังทำให้ขอบตาของตะวันร้อนผ่าวกะทันหัน ความรู้สึกตื้นตันใจแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เป็นความรู้สึกที่สะอาดและบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งการเสแสร้งใดๆ ในโลกใบนี้ ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกดังลั่นมาจากทางตีนเขา ก็ทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่ไว้หน้า
"คุณคิน! คุณคินเว้ย! อยู่แถวนี้หรือเปล่า!"
เสียงของลุงปกรณ์ ผู้ใหญ่บ้านดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับร่างท้วมที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาตามทางเดินแคบๆ ระหว่างแปลงชา สีหน้าของชายสูงวัยตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด เหงื่อกาฬไหลโทรมใบหน้ายับย่นตามวัย
คณินขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบายนิดๆ ที่ถูกขัดจังหวะ เขายอมปล่อยมือจากตะวันช้าๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่บ้านที่วิ่งมาหยุดหอบหายใจอยู่ตรงหน้า
"มีอะไรหรือครับลุงปกรณ์ ถึงได้รีบวิ่งหน้าตั้งขนาดนี้?" คณินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความกังวลไว้ลึกๆ
ลุงปกรณ์ยกมือขึ้นปาดเหงื่อ พลางชี้มือกลับลงไปทางตีนเขาด้วยอาการสั่นเทา "แย่แล้วล่ะคุณคิน... มีแขกไม่ได้รับเชิญมาที่เรือนพักของคุณ แถมท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเอาเสียเลย... เขาบอกว่าเป็น 'คู่หมั้นเก่า' ของคุณตะวัน ที่ดั้นด้นตามหาตัวจนเจอจากกรุงเทพฯ ครับ!"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของรตวันที่ยืนอยู่ด้านหลังคณินก็คล้ายถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางแสกหน้า เลือดในกายเย็นเฉียบลงฉับพลัน ความสดใสของแสงแดดยามเช้าพลันมืดดับลงในพริบตา ขณะที่ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอบอุ่นหัวใจไปด้วยกันนะคะ - หมอกไม้ไผ่
ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 8
วันที่แดดออก
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!