ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 9

รอยแผลในอดีต

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
“เซ็นรับเอกสารตรงนี้ด้วยครับ... เป็นหนังสือแจ้งเตือนทางกฎหมายเรื่องการละเมิดสัญญา จากบริษัท ดิ อาร์คิเทกต์ กรุ๊ป ส่งตรงถึงคุณรตวัน” บุรุษไปรษณีย์ในชุดสีกากียื่นซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะข้ามรั้วไม้ไผ่มาข้างหน้า ทว่ามือของรตวันกลับแข็งค้าง ปลายนิ้วเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก ราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบหายไปในพริบตาจนปอดแสบพร่า ชื่อบริษัทนั้น... ชื่อที่เขาพยายามหนีมาไกลถึงดอยสูงแห่งนี้ ก่อนที่ปลายนิ้วสั่นเทาของคนตัวเล็กจะได้สัมผัสถูกซองกระดาษเคลือบเงามันวับ แผ่นหลังกว้างในเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายดิบสีเข้มก็ก้าวเข้ามาบดบังทัศนียภาพเบื้องหน้าจนมิด คณินยื่นมือออกไปรับซองเอกสารนั้นไว้แทน ปลายนิ้วแกร่งที่มีรอยด้านจากการตรากตรำงานในไร่ชาปัดผ่านสายตาของคนส่งสารอย่างเรียบนิ่ง “ผมเซ็นรับแทนเอง” สุ้มเสียงทุ้มต่ำของคณินไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ แต่กลับทรงพลังและเฉียบขาดจนบุรุษไปรษณีย์ต้องรีบส่งปากกาให้อย่างว่าง่าย “เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณครับ” คณินไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยคำร่ำลา ร่างสูงใหญ่หันกลับมา ทอดสายตามองคนที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้างหลัง ริมฝีปากบางของรตวันไร้สีเลือด ฟันคมขบเข้าหากันแน่นจนกรามขึ้นรูป ดวงตากลมโตที่เคยทอประกายสดใสยามมองยอดชา บัดนี้ไหวระริกคล้ายแก้วบางที่พร้อมจะแตกร้าวลงทุกวินาที “ตะวัน...” คณินเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ฝ่ามือหนาเอื้อมไปแตะท่อนแขนเรียว แต่เพียงแค่สัมผัสเบาๆ รตวันกลับสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟลวก “ผ...ผมขอตัวก่อนนะครับพี่คิน” รตวันละล่ำละลัก ใบหน้าก้มต่ำไม่ยอมสบตา “ผมนึกขึ้นได้ว่าลืมปิดหน้าต่างที่ห้อง... ขอตัวนะครับ” คนตัวเล็กไม่รอฟังคำตอบ เขาสาวเท้ากึ่งวิ่งกลับเข้าไปในเรือนพักหลังเล็ก กลิ่นอายความอบอุ่นของชาอู่หลงที่เคยอบอวลในเช้าวันนี้ มลายหายไปเหลือเพียงไอเย็นยะเยือกที่เกาะกุมหัวใจ คณินมองตามแผ่นหลังที่บอบบางนั้นไปจนประตูปิดลง ดวงตาคมกริบเหลือบมองชื่อผู้ส่งบนซองเอกสารในมือ สันกรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขารู้ดีว่าบาดแผลที่มองไม่เห็น... มักเจ็บปวดและทรมานกว่าบาดแผลตามร่างกายเสมอ . ค่ำคืนคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เมฆหมอกหนาปกคลุมยอดดอยจนแสงจันทร์ไม่อาจส่องลอดผ่าน หน้าต่างเรือนไม้ไผ่ปิดสนิท แต่ภายในห้องนอนกลับไม่ได้อบอุ่นอย่างที่ควรจะเป็น บนเตียงไม้หลังเล็ก รตวันนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากเนียน คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน ลมหายใจขาดห้วงและติดขัด ในห้วงนิทรา... ภาพฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขากำลังเล่นซ้ำราวกับม้วนฟิล์มที่ไม่มีวันจบ *“งานขยะแบบนี้ กล้าเอามาเสนอในที่ประชุมได้ยังไง!”* *เสียงตวาดก้องในห้องประชุมกระจกติดแอร์เย็นเฉียบของตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯ แฟ้มกระดาษและแบบร่างสถาปัตยกรรมที่เขาอดหลับอดนอนเขียนมานับเดือนถูกโยนกระแทกโต๊ะจนกระจัดกระจาย สายตาเหยียดหยามของหัวหน้างาน และรอยยิ้มเยาะเย้ยของเพื่อนร่วมทีมที่ขโมยผลงานชิ้นโบแดงของเขาไปหน้าด้านๆ ทิ่มแทงลงกลางใจ* *“ถ้าบริษัทถูกฟ้องร้องเพราะความสะเพร่าของเธอ เธอต้องรับผิดชอบคนเดียว รตวัน! คนไร้ความสามารถอย่างเธอ อยู่ที่ไหนก็เป็นได้แค่ภาระ!”* *“ไม่... ไม่จริง... ผมไม่ได้ทำ...”* *รตวันพยายามเปล่งเสียงปฏิเสธ แต่ลำคอกลับตีบตัน ไร้เสียงเล็ดลอดออกมา ผนังห้องประชุมกระจกเริ่มบีบแคบเข้ามาเรื่อยๆ ราวกับจะบดขยี้ร่างของเขาให้แหลกละเอียด ความมืดมิดกลืนกินแสงสว่าง อากาศหายใจหมดไปทีละน้อย ร่างกายจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งที่ไร้จุดสิ้นสุด...* “ฮึก... ไม่... ได้โปรด...” รตวันดิ้นรนทุรนทุราย ละเมอครวญครางด้วยความทรมาน มือบางปัดป่ายไปในอากาศเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว น้ำตาไหลรินอาบสองแก้มเปียกชุ่มหมอน ความหวาดกลัวในอดีตกำลังบีบรัดหัวใจจนเขาแทบจะหยุดหายใจ *แกร๊ก...* เสียงเปิดประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างสูงของคณินที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว เขายังไม่ได้นอน เพราะความเป็นห่วงคนที่ขังตัวเองไว้ในห้องตั้งแต่บ่าย คณินนั่งเฝ้าอยู่ตรงชานเรือนด้านนอกมาตลอด จนกระทั่งได้ยินเสียงสะอื้นไห้ที่แสนเจ็บปวดดังเล็ดลอดออกมา “ตะวัน...” ภาพคนตัวเล็กนอนขดตัวสั่นเทา ละเมอร้องไห้จนตัวโยน ทำให้หัวใจของเจ้าของไร่ชาแกร่งกระตุกวูบ คณินทิ้งความสุขุมทั้งหมดลงข้างทาง เขารีบทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง เอื้อมมือประคองใบหน้าหวานที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและน้ำตา “ตะวัน ได้ยินพี่ไหม ตื่นสิครับคนดี...” “ฮือ... อย่า... อย่าทิ้งผมไว้ในห้องนั้น...” รตวันยังคงจมอยู่ในภวังค์ร้าย ปลายนิ้วไขว่คว้าหาอากาศอย่างตื่นตระหนก คณินไม่ลังเลอีกต่อไป เขาสอดแขนแกร่งช้อนร่างที่สั่นเทานั้นขึ้นมาแนบอก ดึงรตวันเข้าสู่อ้อมกอดอันแน่นแฟ้นและมั่นคง แผ่นอกกว้างที่เปี่ยมไปด้วยไอร้อนทำหน้าที่เป็นเกราะกำบัง ขจัดความหนาวเหน็บที่เกาะกุมร่างเล็กให้ค่อยๆ มลายไป “ชู่... ไม่เป็นไรแล้ว ตะวัน... พี่อยู่นี่แล้วครับ” น้ำเสียงของคณินทุ้มต่ำ อบอุ่น และนุ่มนวลราวกับสายน้ำที่ชโลมลงบนผืนดินแห้งผาก ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งโอบรัดเอวบางไว้แน่น ขณะที่อีกมือหนึ่งลูบเรือนผมนุ่มสลวยอย่างแผ่วเบาและปลอบประโลม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลิ่นกายสะอาดสะอ้านที่เจือไปด้วยกลิ่นใบชาแห้งและไอแดดของคณินโอบล้อมรตวันเอาไว้แทนที่กลิ่นอายอับทึบของห้องประชุมในอดีต “ฮึก... พี่คิน...” เปลือกตาบางค่อยๆ ขยับเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพพร่ามัวตรงหน้าคือแผงอกกว้างที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และวงแขนที่โอบกอดเขาไว้แน่นหนา ราวกับจะไม่มีวันปล่อยให้เขาร่วงหล่นไปไหนอีก “ตื่นแล้วใช่ไหม... แค่ฝันร้ายครับ มันผ่านไปแล้ว” คณินกระซิบชิดขมับชื้นเหงื่อ ริมฝีปากอุ่นแตะลงบนกลุ่มผมเบาๆ อย่างลืมตัว ความอบอุ่นที่แนบชิดทำให้สติของรตวันค่อยๆ คืนกลับมา แต่ความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่อัดอั้นมาเนิ่นนานกลับพังทลายลงมาเหมือนเขื่อนแตก สองมือบางกำสาบเสื้อเชิ้ตของคณินแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าหวานซุกลงกับซอกคออุ่น ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกักเก็บความอ่อนแอไว้ได้อีกต่อไป “ฮือ... พี่คิน... ผมกลัว... พวกเขาบอกว่าผมไร้ค่า... บอกว่าผมเป็นภาระ...” รตวันสะอื้นจนตัวโยน คำพูดที่ฝังใจมาตลอดหลายเดือนพรั่งพรูออกมา “ผมตั้งใจทำงานแทบตาย... แต่ทำไม... ทำไมเขาต้องทำลายผมขนาดนี้ด้วย...” คณินกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก ถ่ายทอดความอบอุ่นทั้งหมดที่มีผ่านสัมผัส หัวใจของเขาปวดแปลบเมื่อได้รับรู้ว่าคนตรงหน้าต้องแบกรับความเจ็บปวดมามากมายเพียงใดเบื้องหลังรอยยิ้มที่สดใสนั้น “ฟังพี่นะตะวัน” คณินดันไหล่บางออกเล็กน้อย เพื่อให้ดวงตาคมกล้าได้สบประสานกับดวงตากลมโตที่รื้นน้ำตาตรงๆ “เธอไม่ได้ไร้ค่า และเธอไม่ใช่ภาระของใครทั้งนั้น” นิ้วโป้งหยาบกร้านแต่ทว่าอ่อนโยนของคณิน ค่อยๆ เกลี่ยซับรอยน้ำตาบนพวงแก้มใสอย่างแผ่วเบา “สิ่งที่พวกนั้นทำกับเธอ มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด... ที่นี่คือเรือนไผ่ ตะวันสร้างรอยยิ้มให้ทุกคนที่นี่ ตะวันทำให้ชาของพี่มีรสชาติที่ดีขึ้น... และตะวันทำให้บ้านหลังนี้สว่างขึ้นมา” คณินสบตาคนในอ้อมกอดนิ่ง ลึกซึ้งและจริงจังจนรตวันรับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นอยู่ใต้แผ่นอกนั้น “อยู่ที่นี่... ไม่มีใครทำร้ายเธอได้อีกแล้ว พี่จะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บ จำไว้” คำมั่นสัญญานั้นไม่ได้ดังก้อง แต่กลับสะท้อนลึกเข้าไปในซอกหลืบของหัวใจที่เคยหนาวเหน็บ รตวันมองใบหน้าคมสันที่อยู่ห่างไปเพียงคืบ แววตาของคณินไม่มีความสงสารที่น่าสมเพช มีเพียงความปกป้อง ความจริงใจ และความอ่อนโยนที่ไร้เงื่อนไข หยาดน้ำตาของรตวันยังคงไหลริน แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว... หากแต่เป็นความตื้นตันที่เอ่อล้น “ขอบคุณครับ... ขอบคุณนะพี่คิน...” รตวันกระซิบเสียงเครือ ก่อนจะซบหน้าลงกับอกแกร่งอีกครั้ง ยอมจำนนต่อไออุ่นที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิต คณินลูบหลังคนตัวเล็กช้าๆ เป็นจังหวะปลอบประโลม เนิ่นนานจนกระทั่งแรงสะอื้นค่อยๆ สงบลง ลมหายใจของรตวันเริ่มกลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง ความเหนื่อยล้าจากการร้องไห้ทำให้เปลือกตาบางปิดสนิท และผล็อยหลับไปในอ้อมอกของเจ้าของไร่ชาอย่างวางใจ คณินค่อยๆ ประคองร่างบางลงนอนบนเตียงอย่างนุ่มนวล ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอก เขายังคงนั่งอยู่ข้างเตียงไม่ยอมลุกไปไหน มือหนากุมมือเล็กที่คลายความเย็นชืดลงแล้วไว้หลวมๆ ความเงียบสงบกลับคืนสู่เรือนไม้ไผ่อีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่หลับสนิท ทว่า... ความสงบนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน *ครืด... ครืด...* โทรศัพท์มือถือของคณินในกระเป๋ากางเกงสั่นเตือนเบาๆ เขาเอื้อมมือไปหยิบมันออกมากดดูเพื่อไม่ให้รบกวนคนบนเตียง แสงสว่างจากหน้าจอสะท้อนเข้ากับดวงตาคมกริบ มันคือข้อความส่วนตัวจากเพื่อนสนิทของเขาที่เป็นทนายความในกรุงเทพฯ ซึ่งเขาไหว้วานให้สืบเรื่องบริษัทที่ส่งเอกสารมาเมื่อบ่าย ข้อความสั้นๆ บนหน้าจอทำให้หัวใจของคณินดิ่งวูบลงสู่ความเย็นเยียบยิ่งกว่าไอหมอกนอกหน้าต่าง: *‘คิน... เอกสารฟ้องร้องนั่นไม่ใช่แค่เรื่องงานเก่าของเด็กนายหรอก คนที่ลงชื่อเป็นผู้ว่าจ้างดำเนินคดี และเป็นบอร์ดบริหารคนใหม่ของบริษัทนั้น... คือ พชร พี่ชายต่างแม่ของมึงเอง’* *** ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้พี่คินกับน้องตะวันในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%