"ถ้าคุณตะวันยังมัวแต่กังวลเรื่องลวดลายบนถุงผ้า ขบวนแห่เทียนพรรษาคงเลยศาลาวัดไปถึงหมู่บ้านถัดไปแล้วล่ะค่ะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือรอยยิ้มเอ็นดูดังขึ้น พร้อมกับปลายนิ้วใหญ่ที่เอื้อมมาแตะเบาๆ บนปีกหมวกสาน เพื่อจัดทรงให้เข้าที่อย่างเบามือ คณินไม่ได้ขยับตัวหนีไปไหน แม้ว่าพื้นที่แคบๆ บนระเบียงเรือนไผ่จะเต็มไปด้วยความอลหม่านเล็กๆ ของเช้าวันงานบุญประจำปี
รตวันสะดุ้งน้อยๆ เผลอซุกซ่อนปลายนิ้วที่เปื้อนสีอะคริลิกไว้หลังลำตัวโดยอัตโนมัติ ดวงตากลมโตไหวระริกยามเงยขึ้นสบกับดวงตาคมกริบที่มักจะทอดมองมาด้วยความอ่อนโยนเสมอ ชายหนุ่มระบายยิ้มบางๆ กลบเกลื่อนความประหม่าที่ถูกจับสังเกตได้
"ตะวันแค่อยากให้มันออกมาเรียบร้อยที่สุดต่างหากล่ะครับ... เอ่อ หมายถึง ตะวันอยากให้งานของชาวบ้านเขาดูดีที่สุดต่างหากเล่า" รตวันเกือบเผลอหลุดคำคุ้นเคยที่ติดปาก แต่ก็รีบแก้คำพูดแทบไม่ทัน พวงแก้มเนียนใสขึ้นสีเรื่อโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องสำอางใดๆ
คณินหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นทุ้มลึกราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่ลอดผ่านกอไผ่ข้างเรือน "ไม่เห็นต้องเกร็งเลยค่ะ งานบุญที่นี่ไม่ได้ตัดสินกันที่ความสมบูรณ์แบบสักหน่อย... ไปกันเถอะ ชาวบ้านเขารออยู่ข้างล่างแล้ว"
ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าไทยสีครามเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านก้าวถอยหลังครึ่งก้าว เพื่อเปิดทางให้คนตัวเล็กกว่าได้เดินนำ รตวันสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกความกล้าแล้วหยิบถุงผ้าใส่บาตรที่เพิ่งเพนท์เสร็จหมาดๆ ขึ้นมาถือไว้กระชับมือ ก่อนจะก้าวตามแผ่นหลังกว้างที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดลงมาจากเรือน
บรรยากาศยามสายของหมู่บ้านเชิงเขาในวันนี้คึกคักแตกต่างจากวันธรรมดาอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมกรุ่นของข้าว, ขนมไทยโบราณอย่างขนมต้มและข้าวต้มมัด ลอยอบอวลปะปนไปกับกลิ่นธูปเทียน เสียงกลองยาวและฉาบฉิ่งจากขบวนแห่ที่ดังมาจากปากทางเข้าหมู่บ้าน ช่วยขับเน้นให้ชีพจรของที่นี่เต้นแรงและมีชีวิตชีวาขึ้นเป็นกอง
ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุดเสื้อผ้าสีขาวสะอาดตาต่างนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่สองข้างทางเดิน มุ่งตรงไปยังลานวัดอัมพวัน ทันทีที่ร่างสูงของคณินปรากฏตัวพร้อมกับรตวัน เสียงทักทายด้วยความเอ็นดูก็ฃดังเซ็งแซ่
"อ้าวน외พ่อคิน พาคุณตะวันมาทำบุญด้วยกันรึลูก มากราบหลวงตาด้วยกันเร็ว หลานสะใภ้... เอ๊ย เพื่อนคนนี้หน้าตาผ่องใสจริงเชียว" ป้าบัว แม่ค้าขายขนมไทยคนเก่งส่งเสียงแซوةพร้อมรอยยิ้มกว้างจนริ้วรอยบนใบหน้าย่นย่อตามแรงยิ้ม
รตวันชะงักไปเล็กน้อยกับคำพูดที่เกือบหลุดปากนั้น หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบไหวด้วยความเขินอายจนต้องก้มหน้าหลบสายตา แต่ก่อนที่ความประหม่าจะเล่นงานจนทำตัวไม่ถูก ฝ่ามืออุ่นจัดของคณินก็เลื่อนมาแตะเบาๆ ที่ข้อศอก เป็นสัมผัสที่ไม่ได้ล่วงเกินแต่กลับส่งกระแสความอบอุ่นผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนถึงหัวใจ คล้ายจะบอกเป็นนัยว่า 'ไม่ต้องกังวล มีฉันอยู่ตรงนี้'
"สวัสดีครับป้าบัว วันนี้ขนมต้มดูน่าทานเหมือนเดิมเลยนะครับ" คณินเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งขยับตัวเข้ามาบังแดดที่ส่องแยงตาให้รตวันโดยธรรมชาติ สายตาที่เขาใช้มองหญิงชราและผู้คนรอบข้างเต็มไปด้วยความนอบน้อมและจริงใจ ซึ่งเป็นภาพที่รตวันมักจะแอบมองด้วยความชื่นชมอยู่เสมอ
"เอ้า รับศีลรับพรกันก่อนนะลูก จิตใจจะได้ผ่องใส" เสียงหลวงตาชราบนศาลาวัดดังขึ้นเมตตา
ทั้งสองคนทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเคียงข้างกันบนเสื่อเสื่อกกผืนยาว กลิ่นธูปควันเทียนและดอกบัวสดในมือช่วยชะล้างความวุ่นวายในจิตใจของรตวันให้สงบลงอย่างน่าประหลาด อดีตสถาปนิกหนุ่มผู้เคยแบกรับความคาดหวังและแรงกดดันจนไฟในตัวมอดดับ หลับตาลงช้าๆ อธิษฐานในใจท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงสวดมนต์แผ่วเบา
*ขอให้ความสงบสุขนี้อยู่กับเรานานๆ... และขอให้หัวใจดวงนี้มีความกล้าพอที่จะเปิดรับความอบอุ่นที่กำลังได้รับอยู่ตอนนี้*
เมื่อพิธีตักบาตรเทียนพรรษาและถวายภัตตาหารเพลเสร็จสิ้นลง ผู้คนต่างทยอยเคลื่อนย้ายมารวมตัวกันที่ลานวัดเพื่อเที่ยวชมงานออกร้านและมหรสพท้องถิ่น แสงแดดช่วงเที่ยงส่องกระทบกับร่มกระดาษสาและธงทิวหลากสีที่ประดับประดาอย่างสวยงาม
"เหนื่อยไหมคะ?" คณินเอ่ยถามขึ้น ขณะยื่นขวดน้ำเก๊กฮวยเย็นเจี๊ยบที่เพิ่งซื้อมาจากแม่ค้าข้างทางให้คนตัวเล็ก รตวันรับมาถือไว้ แนบความเย็นเข้ากับข้างแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อก่อนจะส่ายหัวน้อยๆ
"ไม่เลยครับ สนุกดี... ตะวันไม่เคยบรรยากาศงานวัดแบบนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่เด็กๆ โน่นเลยมั้งครับที่กรุงเทพฯ มีแต่ความรีบเร่ง จนลืมไปเลยว่าความสุขง่ายๆ แบบนี้มันหน้าตาเป็นยังไง" รตวันทอดสายตามองเด็กๆ ที่วิ่งไล่จับกันไปมาระหว่างซุ้มขายของริมทาง ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ รอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาคู่นั้นหยีลงเล็กน้อยจนคณินเผลอมองค้างไปชั่วขณะ
"ถ้าชอบ... ปีหน้าเราก็มาด้วยกันอีกสิคะ" น้ำเสียงของคณินราบเรียบ แต่แฝงความจริงจังบางอย่างที่ทำให้รตวันต้องหันกลับมามอง
ดวงตาคมกริบของเจ้าของสวนชาคู่นั้นไม่ได้หลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย มันสะท้อนภาพเงาของรตวันไว้อย่างชัดเจน จนคนถูกมองต้องรีบเบนสายตาหนีไปทางซุ่มจำหน่ายงานฝีมือเพื่อซ่อนอาการใจเต้นรัว
"นั่น... ร้านขายเครื่องปั้นดินเผานี่ครับ ลายครามพวกนั้นสวยจัง" รตวันรีบเปลี่ยนเรื่อง เดินนำลิ่วเข้าไปยังแผงลอยของชาวบ้านทันที คณินเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก เดินตามรักษาระยะห่างที่พอดี ไม่เร่งรีบ แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้คลาดสายตา
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินท่ามกลางผู้คนใจดีที่ส่งยิ้มและทักทายคณินตลอดทาง บางคนก็ยื่นผลไม้พื้นบ้านอย่างมะม่วงเบาหรือมะยมเชื่อมใส่ถุงมาให้คณิน โดยไม่ลืมที่จะส่งสายตาเอ็นดูมายังรตวัน พร้อมกับคำกระเซ้าเย้าแหย่ว่า "พาแฟนมาเที่ยวงานวัด น่ารักน่าชังแท้พ่อคินคนนี้"
คำว่า 'แฟน' ทำเอารตวันแทบสำลักน้ำลายตัวเอง แม้คณินจะไม่ได้ปฏิเสธแถมยังมีรอยยิ้มรับบางๆ ที่มุมปากทุกครั้งก็ตามที ความรู้สึกแปลกใหม่ที่อัดแน่นอยู่ในทรวงอกทำให้รตวันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยอยู่บนก้อนเมฆ นุ่มฟู และอบอุ่นจนแทบหายใจไม่ออก
จนกระทั่งพวกเขาเดินมาถึงลานกว้างใกล้ต้นมะขามใหญ่ ซึ่งเป็นจุดจัดแสดงการละเล่นพื้นบ้านและรำวงย้อนยุค เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานเร้าใจดังคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะของผู้คน
"อ้าว! พ่อคิน! ทางนี้ๆ ผู้ใหญ่ปกรณ์ตามหาอยู่แน่ะ บอกว่ามีเรื่องด่วนเรื่องแปลงชาใหม่!"
เสียงตะโกนเรียกจากชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่วิ่งกระหืดกระหอบมาจากทางหลังวัด ทำให้รตวันและคณินต้องชะงักฝีเท้า คณินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ หันกลับไปมองเพื่อนบ้านที่วิ่งเข้ามาหา
"มีอะไรหรือเปล่าชาติ?" คณินเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความกังวล
"คือ... ทางแปลงชาโซน B มีปัญหานิดหน่อยเรื่องระบบน้ำ นายอำเภอที่เขาสนใจจะมาดูงานพรุ่งนี้ดันขอเข้าตรวจเร็วกว่ากำหนด ผู้ใหญ่เลยอยากให้แกกลับไปดูหน้างานด่วนเลยตอนนี้!" ชาติพูดด้วยความรีบร้อน ก่อนจะหันมาพยักพักตร์ทักทายรตวัน "อ้าว คุณตะวัน สวัสดีครับ ขอตัวพ่อคินแป๊บนะคับ พอดีงานด่วนจริงๆ"
รตวันพยักหน้ารับทันทีด้วยความเข้าใจ "ไปเถอะครับ งานหลวงต้องมาก่อน ตะวันเดินเที่ยวแถวนี้รอได้ ไม่เป็นไรเลยครับ"
คณินนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบฉายแววลังเลอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่อยากทิ้งรตวันไว้ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านแบบนี้ แม้ว่าที่นี่จะปลอดภัยแค่ไหนก็ตาม "แต่ว่า..."
"ตะวันไม่ใช่เด็กๆ นะครับ คินรีบไปเถอะ เดี๋ยวเสร็จธุระแล้วค่อยเจอกันที่เรือนไผ่ หรือถ้าตะวันอยากกลับก่อน เดี๋ยวเดินกลับเองได้ค่ะ" รตวันใช้คำลงท้ายที่คุ้นเคยแซวกลับเบาๆ เพื่อคลายความกังวลให้ร่างสูง
คณินถอนหายใจยาว ยอมพยักหน้าในที่สุด "งั้น... รอผมอยู่ที่ซุ้มชาของคุณป้าสมศรีนะ เดี๋ยวผมเคลียร์เสร็จจะรีบกลับมามารับ ห้ามเดินไปไหนไกลเด็ดขาด เข้าใจไหมคะ?"
"รับทราบครับ ท่านประธานสวนชา" รตวันยิ้มกว้างโบกมือไล่เบาๆ
คณินละสายตาด้วยความอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวตามชาติหายลับไปในฝูงชน
รตวันยืนมองตามแผ่นหลังกว้างจนลับตา ความรู้สึกอบอุ่นยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจ แม้รอบตัวจะไม่มีร่างสูงคอยบังแดดให้แล้วก็ตาม ชายหนุ่มหมุนตัวกลับตั้งใจจะเดินไปนั่งพักที่ซุ้มชาตามที่รับปากไว้ แต่ทว่า...
"อ้าว... คุณตะวัน ใช่จริงๆ ด้วย นึกว่าจะจำกันไม่ได้เสียอีก"
เสียงทุ้มต่ำและคุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นจากด้านหลัง รตวันชะงักเท้าที่กำลังจะก้าว หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระตุกวูบจนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยปะปนมากับอากาศช่างขัดแย้งกับบรรยากาศชนบทแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง รตวันค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกบังคับด้วยเชือก
ร่างสูงโปรดในชุดสูทลำลองดูดี แต่ใบหน้าคมคายที่ประดับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และแววตาท้าทายคู่นั้น... คือคนที่รตวันพยายามหนีหน้าและลบเลือนออกจากชีวิตมาตลอดหลายเดือนเต็ม
"พี่กร..."
รตวันครางชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบที่ถูกกลืนหายไปกับสายลม ก่อนที่โลกทั้งใบจะหมุนเคว้งคว้างและแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตกใจสุดขีด
---
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอบอุ่นหัวใจไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ)*
ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 10
งานบุญประจำหมู่บ้าน
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!