กลิ่นหอมกรุ่นของชาอู่หลงคั่วใหม่ลอยอวลเคล้ากับไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นจากถ้วยเซรามิกเคลือบด้าน คณินวางมันลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่าตรงมุมห้องทำงานอย่างเบามือที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิของคนตัวบางที่กำลังงقอยู่กับการร่างแปลนปรับปรุงเรือนพักรับรองหลังเก่า สายตาคมกริบของเจ้าของสวนชาทอดมองแผ่นหลังที่ห่อเหี่ยวเล็กน้อยนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย—มันคือความห่วงใยที่ผสมPนอยู่กับความปรารถนาดีอย่างลึกซึ้ง จนบางครั้งเขาก็เผลอทอดถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
ตะวันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงบนหลังมือที่ถือดินสอ
"พักเสียหน่อยเถอะค่ะ ตะวันนั่งหลังขดหลังแข็งมาสองชั่วโมงเต็มแล้วนะรตวัน" น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่มักจะเจือความอบอุ่นเสมอเอ่ยขึ้น พร้อมกับเลื่อนถ้วยชาอุ่นๆ เข้าไปใกล้
นายเอกสะดุ้งเฮือก รีบดึงมือกลับตามสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตไหวระริกด้วยความประหม่า ใบเนียนใสขึ้นสีเรื่อระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่เมื่อตระหนักว่าระยะห่างระหว่างเขากับคณินนั้นใกล้กันเกินไปเสียแล้ว กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นอายดินและใบชาจางๆ ของอีกฝ่ายคล้ายจะโอบล้อมเขาไว้ในพื้นที่แคบๆ นี้อย่างเงียบเชียบ
"ข... ขอบคุณครับ... เอ๊ย ขอบคุณค่ะคุณคิน" ตะวันเกือบเผลอหลุดคำพูดคุ้นชินออกไปเพราะความลนลาน ดวงตาคู่สวยหลบวูบลงมองผิวน้ำชาในถ้วยเพื่อซ่อนความสั่นไหวในแววตา
คณินระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคู่นคมอ่อนแสงลงยามมองอาการก้มหน้าก้มตาหลบสายตาของอีกฝ่าย เขารู้ดีว่าตะวันมักจะเกร็งทุกครั้งที่เข้าใกล้เกินระยะปลอดภัย แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอยากถอยหลังเลยสักนิด กลับกัน... มันยิ่งทำให้เขาอยากขยับเข้าไปใกล้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า "เรือนไผ่" แห่งนี้ปลอดภัยสำหรับคนช่างฝันที่กำลังเหนื่อยล้าเสมอ
"ผมแค่อยากเห็นรอยยิ้มของคุณ มากกว่าใบเคร่งเครียดกับกระดาษพวกนี้นะคะ" คณินเอ่ยเสียงนุ่ม ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวตรงข้ามโดยไม่รอให้อجاز
ตะวันเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นรำยี่เกอยู่ในอกจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน ความใกล้ชิดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้เขารู้สึกเหมือนคนเดินอยู่บนสะพานไม้ไผ่เปียกฝน—หวาดหวั่น แต่มั่นคงในความรู้สึกประหลาดที่คอยดึงดูดเขาสู่ผู้ชายคนนี้
ในจังหวะนั้นเอง ลมพัดโชกผ่านหน้าต่างบานกว้างที่เปิดรับอากาศบริสุทธิ์เข้ามา กระดาษร่างแปลนปลิวสะบัดหลุดจากโต๊ะตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง คณินและตะวันยื่นมือออกไปคว้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ปลายนิ้วของทั้งคู่สัมผัสกันแผ่วเบา ราวกับมีกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งพล่านผ่านผิวสัมผัสจนตะวันต้องรีบชักมือกลับราวกับถูกน้ำร้อนลวก
"ขอโทษค่ะ!" ตะวันอุิ้มเบาๆ รีบก้มลงเก็บกระดาษที่กระจายอยู่บนพื้น
แต่สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับสมุดสเก็ตช์ปกหนังสีน้ำตาลเข้มเล่มหนa ที่ซ่อนอยู่ใต้กองกระดาษร่างแผนผัง สมุดเล่มนั้น... ตะวันจำได้แม่นยำว่าเป็นสมุดบันทึกส่วนตัวที่เขาใช้พกติดตัวตลอดเวลา แต่มันหลุดออกมาจากกระเป๋าผ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
คณินที่ก้มลงช่วยเก็บเช่นกัน ชะงักมือไปชั่วขณะเมื่อเห็นสมุดเล่มเดียวกันนั้น ดวงตาคมกริบมองสบกับดวงตาตื่นตระหนกของตะวัน ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาก่อน
"สมุดอะไรหรือคะ? หน้าปกดูคุ้นตาจัง" คณินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือแววหยอกเย้าเล็กน้อย แต่สายตากลับจ้องมองอีกฝ่ายอย่างรอคอยคำตอบ
"ด...เดี๋ยวก่อนครับ! อย่าเพิ่งเปิดนะครับคุณคิน!" ตะวันหน้าถอดสี รีบพุ่งตัวเข้าไปหมายจะแย่งสมุดคืนด้วยความลืมตัว ความลับที่เขาซ่อนไว้ในนั้น—ความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านปลายดินสอ—มันยังไม่ถึงเวลาที่จะให้เจ้าของตัวจริงได้เห็น!
แต่ทว่า ร่างสูงใหญ่ของคณินกลับพลิكตัวหลบได้อย่างง่ายดายด้วยสัญชาตญาณ ขายาวก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะ ขณะที่มือใหญ่วางเปิดสมุดสเก็ตช์ภาพออกโดยที่ตะวันไม่ทันได้ตั้งตัว
ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งคู่
บนหน้ากระดาษสีครีมหนา ปรากฏภาพสเก็ตช์ด้วยดินสอฝาดำที่ลงน้ำหนักเงาอย่างประณีตและลึกซึ้ง ภาพนั้นไม่ใช่ทิวทัศน์ของสวนชา ไม่ใช่แปลนเรือนพักรับรอง... แต่เป็นรูปของคณินในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขน กำลังใช้มือหนาประคองกิ่งชาอ่อนอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากและแววตาที่อบอุ่นยามมองต้นไม้ใบหญ้าถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา ราวกับภาพถ่ายที่บันทึกช่วงเวลาจริงในความทรงจำ
คณินนิ่งงันไป ดวงตาคมกริบจ้องมองภาพวาดนั้นไม่วางตา หัวใจที่เคยนิ่งสงบมาตลอดหลายปีกลับไหววูบอย่างรุนแรง ภาพนี้... บ่งบอกชัดเจนว่าสายตาของตะวันไม่ได้มองเขาแค่เพียงในฐานะ "นายจ้าง" หรือ "เจ้าของสวนชา" เท่านั้น แต่คนๆ นี้... เฝ้ามองเขาด้วยความใส่ใจในรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว มากเสียยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดเสียอีก
ตะวันยืนตัวแข็งทื่อ ปลายนิ้วเย็นเฉียบด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าหวานร้อนผ่าวน้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความอับอายระคนหวาดกลัว เขาก้มหน้ามุดชิดอก ไม่กล้าสบตาคนที่ถือสมุดอยู่แม้แต่น้อย สมองขาวโพลนคิดคำแก้ตัวไม่ออก ความรู้สึกเหมือนถูกเปลือยเปล่าความลับในใจต่อหน้าเจ้าของร่างในภาพทำให้เขาอยากจะมุดแผ่นดินหนีเสียเดี๋ยวนั้น
"ตะวัน..." เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียกแผ่วเบา
ตะวันสะดุ้งเงยหน้าขึ้นอย่างจำยอม คาดหวังว่าจะได้เห็นแววตาตำหนิหรือความอึดอัดจากอีกฝ่าย แต่ทว่า... สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด
คณินไม่ได้โกรธ... ตรงกันข้าม ใบหน้าที่มักจะนิ่งขรึมกลับระบายด้วยรอยยิ้มละมุนที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่ตะวันเคยเห็นมา แววตาคมกริบคู่นั้นฉายประกายอ่อนโยนและระคนความยินดีอย่างปิดไม่มิด รอยยิ้มนั้นอบอุ่นเสียยิ่งกว่าไอร้อนจากถ้วยชาตรงหน้าเสียอีก
"คุณ... คุณไม่โกรธหรือครับ?" ตะวันถามเสียงสั่นเครือ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก
คณินก้าวเข้าไปใกล้ชิดอีกนิด ระยะห่างที่เคยมีถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงคืบเดียว นิ้วเรียวใหญ่ยื่นขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปร็อกใบหน้าของคนตัวบางให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจัดนั้นส่งผ่านความรู้สึกปลอดภัยมาถึงหัวใจที่กำลังหวาดหวั่นของตะวัน
"โกรธเรื่องอะไรกันคะ..." คณินกระซิบเสียงนุ่ม ทอดมองดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเขินอายอย่างลึกซึ้ง "ในเมื่อ... ภาพที่คุณวาด มันสะท้อนให้เห็นว่าสายตาของคุณมองผมด้วยความรู้สึกแบบเดียวกันกับที่ผมมีให้คุณมาตลอด..."
ใบหน้าของตะวันแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ความเขินอายพุ่งสูงจนแทบจะระเบิดออกมา ทั้งคู่สบตากันเนิ่นนานท่ามกลางความเงียบที่เต็มไปด้วยถ้อยคำไม่ได้เอ่ย รอยยิ้มบางๆ คลี่คลายขึ้นบนริมฝีปากของคนทั้งคู่ เป็นรอยยิ้มที่สื่อความรู้สึกในใจได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังหอมหวานและหัวใจของทั้งสองกำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง...
เสียงเคาะประตูดัง "ก๊อก ก๊อก" สามครั้งติดๆ กัน ก็ทำลายความเงียบลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงทุ้มแหบพร่าของลุงปกรณ์ที่ตะโกนแทรกเข้ามาจากหน้าห้อง
"คุณคิน! คุณตะวัน! แย่แล้วครับ! มีแขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มใหญ่ขับรถบุกเข้ามาถึงหน้าเรือนรับรองแล้วครับ บอกว่าจะมาทวงสัญญาเก่าที่คุณพ่อของคุณคินเคยให้ไว้!"
คณินขมวดคิ้วมุ่นทันที แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและคมกริบในเสี้ยววินาที เขารีบปิดสมุดสเก็ตช์ภาพในมือแล้ววางมันลงบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันมามองตะวันด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความมั่นคง
"รอผมตรงนี้นะคะ..." คณินเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น ก่อนจะหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปที่ประตู
แต่ทว่า... เมื่อประตูห้องเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของคณินก็ต้องชะงักกึกทันที เมื่อบุคคลที่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานของเขาไม่ใช่ลุงปกรณ์อย่างที่คาดคิด แต่เป็นใบหน้าที่เขาไม่ได้พบเจอมานานนับปี—ใบหน้าที่มาพร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นและเอกสารสิทธิ์ในมือที่พร้อมจะพลิกชีวิตของสวนชา "เรือนไผ่" ให้พังทลายลงในชั่วข้ามคืน!
- หมอกไม้ไผ่ -
ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 7
ภาพสเก็ตช์ริมหน้าต่าง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!