กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวหอมมะลิร้อนๆ ผสมผสานกับกลิ่นอายจางๆ ของเครื่องเทศและใบตองสด ลอยอวลอยู่ทั่วห้องครัวเล็กๆ ของเรือนไผ่ แสงสีส้มอบอุ่นจากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเก่าที่แขวนอยู่ริมเสาไม้สักทอง ทอดเงายาวของคนสองคนให้ทาบทับซ้อนกันบนผนังอย่างนุ่มนวล
รตวันก้มหน้าก้มตาจัดเรียงจานชามเซรามิกเนื้อหนາลงบนโต๊ะไม้ด้วยความระมัดระวัง ปลายนิ้วเรียวสวยยังคงมีรอยแดงจางๆ จากการโดนน้ำร้อนลวกเมื่อช่วงบ่าย แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้เอ่ยปากบ่นสักคำ แม้ว่าความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาไกลและเรื่องราวในอดีตจะยังคงกัดกินพื้นที่ในใจอยู่ไม่น้อย
"ถ้าหิวจนตาลายแล้ว ตักข้าวใส่จานรอก่อนได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจผม"
เสียงทุ้มต่ำกังวานดังขึ้นจากทางประตูครัว คณินก้าวเข้ามาพร้อมกับหม้อดินเผาใบย่อมในมือ ไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมของแกงฮังเลเนื้อนุ่มที่เคี่ยวจนเข้าเนื้อ ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงและรอยสักรูปใบไผ่จางๆ ตรงข้อศอก เขาขยับตัวเข้ามาใกล้โดยไม่ส่งเสียง ทำให้รตวันต้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อหันไปเจอแผงอกกว้างที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ
"เอ่อ... ผมไม่ได้เกรงใจครับ... เอ๊ย ไม่ได้เกรงใจค่ะ" รตวันรีบแก้คำพูดแทบไม่ทัน พวงแก้มเนียนขาวขึ้นสีเรื่อด้วยความประหม่าเผลอพลั้งปากพูดคำคุ้นชินออกไป คณินชะงักไปนิดก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำและจริงใจจนคนฟังรู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบ
"ตามสบายเถอะครับ... อ้อ หมายถึง ตามสบายเถอะค่ะ พูดตามที่ตัวเองถนัดเถอะ ผมไม่ได้ถือสาเรื่องสรรพนามหรอก" คณินวางหม้อดินลงบนโต๊ะอย่างเบามือ สายตาคมกริบที่มักจะนิ่งขรึมเวลาอยู่ต่อหน้าคนงานในสวนชา บัดนี้กลับฉายแววอ่อนโยนยามที่มองสำรวจใบหน้าหวานของอดีตสถาปนิกหนุ่ม "มือคุณยังแดงอยู่เลย นั่งลงเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง"
รตวันเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างเงียบเชียบ มือใหญ่ของคณินเอื้อมมาจับข้อมือเขาไว้เบาๆ เพื่อดึงให้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่สาน สัมผัสจากปลายนิ้วที่หยาบกร้านเล็กน้อยจากการทำงานกลางแจ้ง แต่กลับอบอุ่นและมั่นคงจนรตวันไม่กล้าแม้แต่จะขัดขืน เขาทำได้เพียงนั่งนิ่ง ยอมให้อีกฝ่ายดูแลตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่จานให้ พูนด้วยชิ้นเนื้อแกงที่เปื่อยนุ่มและส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมอยู่ภายนอกหน้าต่างบานกระทุ้งที่เปิดรับลมเย็นยามค่ำคืน แสงไฟจากตะเกียงสาดส่องกระทบดวงตาคู่สวยของรตวัน ทำให้ประกายความเศร้าสร้อยที่ซ่อนอยู่ภายในสะท้อนออกมาอย่างเด่นชัด คณินสังเกตเห็นความเงียบงันนั้น เขาตักแกงราดข้าวฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ
"อาหารบ้านๆ แบบนี้ ไม่รู้ว่าคุณจะทานได้หรือเปล่า... รสชาติอาจจะไม่เหมือนในเมืองกรุง"
"อร่อยครับ... อร่อยค่ะ" รตวันเงยหน้าขึ้นสบตา รีบตักข้าวเข้าปากคำโตเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ รสชาติกลมกล่อม หวานเค็มเผ็ดกำลังดี ละมุนลิ้นจนความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้มลายหายไปเกือบหมด "ฝีมือคุณคินทำเองเหรอคะ? ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าของสวนชาไร่ใหญ่จะทำอาหารเก่งขนาดนี้"
"แม่ผมสอนไว้น่ะครับ ตอนที่ท่านยังอยู่" คณินตอบสั้นๆ สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างชั่วขณะ ราวกับความทรงจำในอดีตกำลังไหลย้อนกลับมา "ที่นี่... เมื่อก่อนมันไม่ได้กว้างใหญ่และร่มรื่นแบบนี้หรอกครับ ตอนที่ผมรับช่วงต่อจากพ่อ แม่เพิ่งเสียได้ไม่นาน สวนชาเกือบจะถูกขายทอดตลาดเพราะหนี้สิน ผมต้องนอนในเพิงพักเก่าๆ กินข้าวกับน้ำปลาอยู่เป็นเดือน"
รตวันชะงักมือที่กำลังถือช้อน สบมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่อาบไล้ด้วยแสงสีส้ม ความเงียบขรึมและท่าทีนิ่งสงบของคณินในตอนนี้ ทำให้เขาตระหนักได้ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของเจ้าของสวนชา 'เรือนไผ่' ผู้ชายคนนี้ผ่านอะไรมาไม่น้อยกว่าที่เขาเจอในโลกสถาปัตยกรรมที่แสนกดดันนั้นเลย
"แล้วคุณ... ผ่านมันมาได้ยังไงคะ?" เสียงหวานเอמהถามอย่างไม่รู้ตัว ความอยากรู้อยากเห็นถูกแทนที่ด้วยความเห็นอกเห็นใจจากก้นบึ้งของหัวใจ
คณินหันกลับมาสบตา ประสานสายตากับรตวันนิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรจะเปิดประตูห้องลับในใจให้คนตรงหน้าได้ก้าวเข้ามาสำรวจมากน้อยแค่ไหน มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีเลศนัยใดๆ หากแต่เต็มไปด้วยความเปราะบางที่หายากยิ่งจากผู้ชายร่างใหญ่คนนี้
"เพราะผมคิดถึง 'บ้าน' ครับ" คณินตอบเสียงแผ่วเบา "ผมคิดว่า ถ้าผมยอมแพ้ ต้นชาทุกต้นที่พ่อกับแม่ปลูกไว้ด้วยหยาดเหงื่อคงต้องตายตกตามกันไป ความทรงจำดีๆ ที่นี่ก็จะสลายหายไปหมด... ผมไม่อยากสูญเสียอะไรไปมากกว่านั้นอีกแล้ว"
คำว่า 'ไม่อยากสูญเสียอะไรไปมากกว่านั้น' กระแทกเข้ากลางใจของรตวันอย่างจัง ภาพความทรงจำของการพังทลายในหน้าที่การงาน ความฝันในฐานะสถาปนิกที่ถูกนายทุนเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี และความรู้สึกไร้ค่าที่เกาะกินจิตใจมาแรมเดือนไหลทะลักเข้ามาในห้วงความคิด ขอบตาของคนตัวเล็กเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ความพยายามที่จะเข้มแข็งมาตลอดพังทลายลงในพริบตาเมื่อได้ยินประโยคเรียบง่ายนั้น
รตวันก้มหน้าลง ซ่อนหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอเบ้าตาไว้ ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อยขณะกำช้อนในมือแน่น คณินสังเกตเห็นความผิดปกติทันที เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เดินอ้อมมาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆ เก้าอี้ของรตวัน มือใหญ่เอื้อมมาแตะหลังมือบางที่วางอยู่บนตักไว้อย่างแผ่วเบา
"ถ้ามันหนักหนามาก... ไม่ต้องแบกไว้คนเดียวก็ได้นะครับ ตะวัน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอמהเรียกชื่อเล่นของเขาเป็นครั้งแรกด้วยความสนิทสนม ทำให้ก้อนสะอื้นจุกแน่นขึ้นที่ลำคอ รตวันเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น ดวงตาคู่สวยแดงก่ำแต่กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มหลอมละลายเข้าหากันในความเงียบงันของค่ำคืน
"ผม... ผมเหนื่อยจังเลยค่ะคุณคิน" รตวันยอมจำนนต่อความรู้สึกของตัวเองเป็นครั้งแรก น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบหลังมือของคณินที่กุมเอาไว้
คณินไม่ได้พูดปลอบใจด้วยคำพูดสวยหรูใดๆ ร่างสูงเพียงแค่ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ก่อนจะใช้มืออีกข้างดึงร่างโปร่งบางนั้นเข้ามาโอบกอดไว้แนบอก ไออุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มแผ่ซ่านเข้ามาปกป้องความหนาวเหน็บในใจของรตวันอย่างอ่อนโยน มือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ ราวกับจะปลอบประโลมเด็กน้อยที่หลงทางมานาน
ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังผ่อนคลายและหัวใจที่เริ่มเปิดรับความรู้สึกใหม่ ทันใดนั้นเอง—
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังปังๆ ที่หน้าเรือนพักก็ทำลายความเงียบสงบลงอย่างสิ้นเชิง ตามด้วยเสียงตะโกนโวยวายของลุงปกรณ์ที่หอบหายใจกระชั้นชิดด้วยความตื่นตระหนก
"คุณคิน! แย่แล้วครับ! คนงานบอกว่ามีคนบุกรุกเข้าไปในแปลงชาโซนเหนือตอนดึกแบบนี้ แถมพวกมันยัง... จุดไฟเผาโรงเรือนเก็บอุปกรณ์แล้ว!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่าความลับจะเริ่มคลี่คลายแล้วค่ะ - หมอกไม้ไผ่
ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 6
มื้อค่ำใต้แสงตะเกียง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!