ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 5

เดินชมสวนชา

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
กลิ่นหอมกรุ่นของชาอู่หลงคั่วใหม่ยังคงลอยอวลอยู่บริเวณปลายจมูก ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของรตวันในยามบ่ายนี้ กลับไม่ใช่ถ้วยเซรามิกสีนวลในมือ หากเป็นร่างสูงใหญ่ของคนที่กำลังยืนพับแขนเสื้อเชิร์ตผ้าลินินสีครีมขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่ผ่านงานหนักมาอย่างโชกโชน "ไหวแน่นะตะวัน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้นโดยไม่ต้องหันมามอง แต่ความห่วงใยที่เจืออยู่ในน้ำเสียงนั้นชัดเจนเสียจนหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ คณินวางกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ลงบนโต๊ะไม้ไผ่ ก่อนจะหันมาสำรวจอาการของคนป่วยที่เพิ่งฟื้นไข้ด้วยสายตาคมกริบแต่ทว่าอ่อนโยน รตวันคลี่ยิ้มบาง ๆ ส่งให้ รอยยิ้มที่มักจะมีร่องรอยความเหนื่อย l้าซ่อนอยู่ลึก ๆ เสมอตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึงเรือนไผ่แห่งนี้ "ไหวสิครับ... เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ ตะวันหมายถึงตะวันไหวค่ะ คุณคินอย่าทำหน้าดุใส่กันสิคะ" สรรพนามที่เกือบจะหลุดปากตามความคุ้นชินในเมืองกรุงทำให้ร่างบางรีบแก้ตัวพัลวัน ใบเนียนขาวซับสีเรื่อขึ้นด้วยความเขินอาย คณินหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ เป็นเสียงที่นาน ๆ ครั้งจะได้ยินที แต่มันกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วหนายื่นไปจัดปีกหมวกปานามาใบเก่าบนศีรษะของอีกฝ่ายให้เข้าที่อย่างเบามือ ชวนให้หัวใจของอดีตสถาปนิกหนุ่มเต้นผิดจังหวะจนต้องก้มมองพื้นหญ้า "เรียกพี่คินก็ได้... หรือจะเรียกอะไรตามใจเถอะ พี่ไม่ได้ถือสา" น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลเสียจนรตวันต้องรีบเบนสายตาหนี ไปมองแนวเขียวขจีของไร่ชาที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดตามความลาดชันของภูเขาเบื้องหน้าแทน "งั้น... เราไปเดินดูกันเถอะค่ะ ตะวันอยากรู้เรื่องต้นชาพวกนี้มานานแล้ว" รตวันรีบเปลี่ยนเรื่อง ชิงเดินนำออกไปทางทางเดินเล็ก ๆ ที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา พื้นที่สวนชา 'เรือนไผ่' ในยามบ่ายแก่ ๆ งดงามราวกับภาพวาด ลมพัดโชยกลิ่นไอความชื้นของดินและใบชาปะทะเข้ากับผิวหน้า ช่วยชะล้างความอึดอัดจากพิษไข้เมื่อหลายวันก่อนให้มลายหายไป คณินก้าวขายาว ๆ ตามมาเคียงข้าง ร่างสูงคอยเดินอยู่ด้านที่ติดกับลาดชัน คอยใช้มือใหญ่ปัดกิ่งไม้ระเกะระกะออกให้พ้นทางอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ๆ "ตรงนี้คือ 'ชาอัสสัม' สายพันธุ์ดั้งเดิมที่อยู่คู่กับผืนดินนี้มานานกว่าสามสิบปีแล้ว" คณินหยุดยืนหน้าต้นชาพุ่มใหญ่ที่มีใบสีเขียวเข้มหนาทึบ ดวงตาคมทอดมองพุ่มไม้เหล่านั้นด้วยความรักและผูกพัน "บรรพบุรุษของพี่ปลูกมันไว้ตอนที่ย้ายมาบุกเบิกที่นี่ ตอนนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากผืนป่ากับความไม่แน่นอน" รตวันโน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วเรียวแตะสัมผัสใบชาเบา ๆ ความเย็นชื้นและผิวสัมผัสหยาบเล็กน้อยของใบไม้ทำให้เขารู้สึกถึงพลังชีวิตที่ขับเคลื่อนอยู่ภายใน "มันอดทนมากเลยนะคะ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งเท่าไหร่ แต่ก็ยังคงความเขียวขจีไว้ได้" "คนเราก็เหมือนต้นชานั่นแหละตะวัน..." คณินหันมามองเสี้ยวหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจฟัง น้ำเสียงของชายหนุ่มทุ้มนุ่มและจริงจังขึ้น "บางครั้งเราต้องเจอพายุฝน ต้องถูกเด็ด ยอดอ่อนถูกนำไปคั่ว ถูกความร้อนแผดเผา... เพื่อที่จะกลายเป็นใบชาชั้นดีที่มีคุณค่าในถ้วยน้ำชา" รตวันชะงัก ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบกับนัยน์ตาคู่คมที่ทอดมองมาอย่างมีความหมาย ความเงียบงันชั่วขณะหนึ่งโอบล้อมคนทั้งคู่ไว้ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดใบไผ่และเสียงแมลงตัวเล็ก ๆ ที่ขับกล่อมบรรยากาศให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ข้อความที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของคำพูดนั้น... รตวันสัมผัสมันได้ทั้งหมด ชายหนุ่มกำลังบอกเป็นนัยว่า ความเจ็บปวดและความล้มเหลวจากโลกภายนอกที่เขาเผชิญมา ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นกระบวนการบ่มเพาะให้เข้มแข็งขึ้นต่างหาก มือหนายื่นออกไปหมายจะปัดเศษใบไม้แห้งที่ติดอยู่บนกลุ่มผมนุ่มของร่างบาง แต่แล้ว... "อ้าว! พ่อคิน! พาคุณตะวันเดินชมสวนอยู่หรือนี่ ดีเลย ฉันกำลังจะมาตามพอดี" เสียงตะโกนขัดจังหวะจากทางเดินด้านล่างทำเอาคนทั้งคู่สะดุ้งเล็กน้อย คณินชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมคายกลับมานิ่งขรึมดังเดิม แม้จะมีความเสียดายฉายผ่านแววตาเพียงเสี้ยววินาที รตวันหน้าร้อนผ่าว รีบก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง หัวใจยังคงเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ลุงปกรณ์เดินยิ้มร่าถือกระดาษแผ่นใหญ่เข้ามาหา พร้อมกับสีหน้าที่ดูร้อนรนเล็กน้อย "พอดีมีเรื่องด่วนจากสหกรณ์การเกษตรน่ะสิ พ่อคินต้องรีบไปเคลียร์เอกสารหน่อย ทางนั้นเขามีปัญหาเรื่องโควต้าปุ๋ยอินทรีย์รอบใหม่" คณินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดเวลาสำคัญ แต่พอลอบมองใบหน้าของรตวันที่มีรอยยิ้มเจื่อน ๆ ปรากฏขึ้น เขาก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ "ครับลุง เดี๋ยวผมตามไป" ชายหนุ่มหันกลับมาหารตวัน แววตาเต็มไปด้วยความลังเล "ตะวัน... ไหวจะเดินกลับเรือนพักคนเดียวไหม หรือจะรอพี่ตรงนี้ก่อน" "ไปเคลียร์งานเถอะค่ะคุณคิน ตะวันโตแล้วนะ เดินกลับแค่นี้เอง สบายมากค่ะ" รตวันฝืนยิ้มกว้างเพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจ คณินพยักหน้ารับช้า ๆ แต่ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินจากไป ชายหนุ่มกลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือบางไว้เบา ๆ สัมผัสอุ่นจัดส่งผ่านผิวเนื้อจนรตวันต้องช้อนตาขึ้นมอง "เย็นนี้... รอพี่ที่เรือนนะ พี่มีอะไรจะให้ดู" คณินเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ต่ำกว่าปกติ ทว่าหนักแน่นและก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของคนฟัง ก่อนที่ร่างสูงจะรีบก้าวเท้าตามลุงปกรณ์ไปอย่างรวดเร็ว รตวันยืนนิ่งอยู่ลำพังท่ามกลางแถוชาเขียวขจี ลมยามเย็นพัดหอบเอาความเย็นยะเยือกเข้ามาปะทะผิวกายอีกครั้ง แต่ทว่าหัวใจกลับร้อนรุ่มแปลกประหลาด ข้อความทิ้งท้ายที่ยังไม่ทันได้รับคำตอบ และแววตาคู่นั้นของคณิน... มันคืออะไรกันแน่ ยังไม่ทันที่รตวันจะได้ก้าวเดินกลับ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่ย่ำลงบนพื้นดินเปียกชื้นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงทักทายจากบุคคลที่ไม่คาดฝันว่าจะได้เจอในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ "ไม่คิดเลยนะครับว่าจะได้เจอคุณสถาปนิกชื่อดังที่นี่... โลกกลมดีจังเนอะว่าไหมครับ?" รตวันตัวแข็งทื่อ ร่างบางชะงักกкаก ค่อย ๆ หันกลับไปช้า ๆ ด้วยความรู้สึกที่เหมือนถูกฉุดกระชากกลับลงสู่ห้วงนรกแห่งอดีตที่เขาเพิ่งหนีพ้นมา ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่าความลับจะเริ่มคลี่คลายแล้วค่ะ - หมอกไม้ไผ่
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%