"ถ้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว... สวนไผ่แห่งนี้จะไม่ต้อนรับพวกคุณอีกตลอดกาลค่ะ"
เสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาดดังฝ่าความมืดของโถงทางเดินเรือนไผ่ รตวันไม่ได้ถอยหลังหนีแม้แต่ปลายนิ้ว ใบหน้าหวานซซีดเซียวแต่แววตากลับฉายความเด็ดเดี่ยวอย่างที่คณินไม่เคยเห็นมาก่อน ในมือเรียวบางกำก้านกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้แน่นจนข้อต่องอขาว ขณะที่ร่างสูงใหญ่ของคณินขยับก้าวมาบังแผ่นหลังบางไว้ครึ่งหนึ่ง สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือหนาที่เอื้อมมาสัมผัสข้อศอกของเขาเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าคณินพร้อมจะปกป้องเขาด้วยชีวิต
ชายแปลกหน้าหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วเรือนไม้ไผ่ที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของใบชาคั่ว
"ใจเย็นก่อนสิครับ คุณสถาปนิกคนเก่ง... ผมแค่แวะมาทวงของที่ควรจะเป็นของผมคืนเท่านั้น" เจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดสูทสั่งตัดพิเศษก้าวเข้ามาอีกก้าว รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบลงบนพื้นไม้สนจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด "คุณหนีหัวซุกหัวซุนมาซุกหัวอยู่ที่นี่ คิดว่าจะซ่อนตัวพ้นจริงๆ หรือครับ ตะวัน"
คณินขยับตัวบังมิด ร่างหนาแผ่ไอเย็นเยียบจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบ "ที่นี่ไม่มีของที่คุณต้องการ เชิญกลับไปก่อนที่ผมจะต้องใช้กำลังขับไล่"
"โอ้... เจ้าของสวนชานายทุนท้องถิ่นสินะครับ" รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนริมฝีปากของแขกไม่ได้รับเชิญ "ระวังตัวหน่อยเถอะ ของบางสิ่งถ้าไม่ใช่ของ1ของเรา ฝืนเก็บไว้ก็มีแต่จะพังคามือ..."
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของชายฉกรรจ์ชุดดำด้านหลังก็ขยับพร้อมกันราวกับฝึกมาอย่างดี แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น เสียงรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลคุ้นหูก็พุ่งเข้ามาจอดเทียบหน้าเรือนไผ่ พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทรงพลังของลุงปกรณ์
"เฮ้ย! พวกแกทำอะไรกันวะ! กูโทรแจ้งตำรวจไปแล้ว อีกห้านาทีพวกมันมาถึงแน่ ถ้าไม่อยากติดคุกหัวโตก็ไสหัวออกไปจากเขตบ้านกูเดี๋ยวนี้!"
แสงไฟจากหน้ารถกระบะสาดส่องตัดความมืดเข้ามาพอดี เผยให้เห็นใบหน้าตื่นตระหนกของกลุ่มชายชุดดำที่หันไปมองหน้ากันอย่างลังเล ผู้บุกรุกกัดฟันกรอดด้วยความขัดเขิน เขาปรายตามองรตวันด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย ก่อนจะโบกมือให้ลูกน้องถอยร่น
"ฝากไว้ก่อนเถอะตะวัน... ความสุขปลอมๆ แบบนี้ อยู่ได้ไม่นานหรอก"
ความเงียบงันกลับมาเยือนเรือนไผ่EDUCATIONอีกครั้งหลังเสียงเครื่องยนต์รถของผู้บุกรุกแล่นลับหายไปในความมืด รตวันทิ้งลมหายใจยาวเหยียด เข่าแทบทรุดลงกับพื้นหากไม่มีอ้อมแขนแข็งแกร่งของคณินคว้าเอวบางไว้ได้ทัน ทันทีที่แผ่นหลังแนบชิดกับอกอุ่น น้ำตาที่กลั้นไว้ตลอดคืนก็เอ่อล้นทะลักผ่านแพขนตางอน
"ไม่เป็นไรแล้วนะคะตะวัน... พี่อยู่นี่แล้ว"
เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบ กลับสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนก คณินกดจูบลงบนขมับชื้นเหงื่อของคนในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม มือใหญ่วางทาบแผ่นหลังบาง โอบกอดร่างที่กำลังสั่นเทาไว้แนบอก ราวกับต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นทั้งหมดที่มีให้ซึมซับเข้าไปในหัวใจที่บอบช้ำของอีกฝ่าย
ลุงปกรณ์ก้าวเข้ามาในเรือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหยาบกร้านตบไหล่คณินเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน "ไอ้พวกนี้มันพวกเหลือขอจากบริษัทเก่าของคุณตะวันสินะ มันคงรู้ข่าวว่าเรากำลังจะเซ็นสัญญาร่วมทุนกับไร่ใหญ่ ไม่เป็นไรหรอกหลาน คดีบุกรุกยามวิกาลแบบนี้ พี่แจ้งความเอาเรื่องให้ถึงที่สุดแน่"
"ขอบคุณครับลุง... ขอบคุณจริงๆ" คณินเอמה่เสียงพร่า สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าหวานที่ตอนนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด
รตวันส่ายหน้าช้าๆ มือเรียวยกขึ้นแตะสันหลังมือหนาที่โอบกอดตนเองไว้แน่น "ตะวันไม่เป็นไรแล้วค่ะลุง... แค่ตกใจนิดหน่อย" แม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่เสียงที่สั่นระริกและปลายนิ้วที่ยังคงเย็นเฉียบก็ฟ้องความจริงทั้งหมด คณินจึงตัดสินใจอุ้มร่างโปร่งขึ้นแนบอกโดยไม่รอให้เจ้าตัวทักท้วง เดินเลี่ยงขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาดอกไม้
แสงตะเกียงสีส้มสาดส่องให้เห็นเงาทอดยาวบนผนังไม้ไผ่ คณินวางคนตัวเล็ก2ลงบนเตียงนอนนุ่มอย่างเบามือที่สุด เขานั่งลงข้างกาย ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบรรจงเช็ดใบหน้าและมือให้อย่างอ่อนโยน ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความทะนุถนอมราวกับรตวันเป็นแก้วเจียระไนที่เปราะบางที่สุดในโลก
"พี่คิน..." เสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา ขณะที่ดวงตากลมโตช้อนมองเจ้าของสวนชาด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นเต็มอก "ทำไม... ทำไมถึงดีกับตะวันขนาดนี้คะ ทั้งๆที่เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน... ทั้งๆที่เรื่องของตะวันอาจจะดึงความซวยมาให้พี่แท้ๆ"
คณินหยุดมือที่กำลังเช็ดฝ่ามือให้อีกฝ่าย เขาเงยหน้าขึ้นสบตา นัยน์ตาคมกริบฉายประกายลึกซึ้งเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด ร่างสูงขยับเข้าใกล้ โน้มใบหน้าลงจนหน้าผากแนบชิดกับหน้าผากมน
"เพราะตัวตนของตะวัน... คือความอบอุ่นที่พี่ตามหามาตลอดชีวิตยังไงล่ะคะ" คณินกระซิบชิดริมฝีปาก "เรื่องพวกนั้นไม่เคยเรียกว่าความซวยเลย... มันคือบททดสอบต่างหาก ว่าพี่มีค่าพอที่จะปกป้องรอยยิ้มของตะวันไปตลอดชีวิตหรือเปล่า"
หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันหยดลงบนแก้มเนียน รตวันคลี่ยิ้มออกมาในที่สุด รอยยิ้มที่บริสุทธิ์และสว่างไสวที่สุดเท่าที่คณินเคยเห็น มือเรียวเอื้อมขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง ดึงรั้งให้อีกฝ่ายโน้มลงมามอบจุมพิตแสนหวานที่เต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และความผูกพันที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในคืนที่พายุร้ายสงบลง
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดสีทองที่สาดส่องผ่านม่านหมอกบางเบาเหนือยอดเขา ไร่ชาเรือนไผ่กลับคืนสู่ความสงบสุขและความเขียวขจีอีกครั้ง ความเสียหายจากเมื่อคืนได้รับการซ่อมแซมอย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากชาวบ้าน ความรักและความเชื่อใจระหว่างคณินและรตวันมั่นคงรากหยั่งลึกดั่งต้นไผ่ที่ไม่ยอมหักโค่นแม้เจอพายุโหมกระหน่ำ
ทว่า ความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเสียงเคาะประตูด้านล่างดังขึ้นอย่างเร่งรีบ พร้อมกับร่างของมีน เพื่อนสนิทของรตวันวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถง โดยมีเอกสารฉบับหนึ่งในมือที่สั่นเทา
"ตะวัน! คิน! แย่แล้ว..." มีนหอบหายใจจนตัวโยน สีหน้าซีดเผือดราวกับเจอผีกลางวันแสกๆ "คนที่ส่งคนมาขู่เมื่อคืน... ไม่ใช่แค่คนเก่าที่บริษัทเดิมของแกนะ แต่เขาคือ..."
มีนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะยื่นเอกสารแผ่นนั้นให้คณินด้วยมือที่สั่นระริก "ทายาทคนโตของตระกูลใหญ่ที่เป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ทั้งหมด... และเขากำลังจะเซ็นคำสั่งเวนคืนพื้นที่ 'เรือนไผ่' ทั้งหมดภายในสามวันนี้!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่เดินทางร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่คินและน้องตะวันมาจนถึงบทนี้นะคะ
ไออุ่นในเรือนไผ่•ตอนที่ 25
ผ่านพ้นคืนมืดมิด
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไออุ่นในเรือนไผ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!