โลหิตสีดำคล้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบกระเบื้องหยกขาว เสียง *แปะ* นั้นดังสะท้อนก้องกวאนในความเงียบงันราวกับเสียงฆ้องประหารชีวิต
“ซูเหยา... ลูกสาวตัวดีของข้า... เจ้าคิดว่าจะซ่อนตัวอยู่หลังมดปลวกผู้นี้ได้พ้นหรือ?”
เสียงหัวเราะเยียบเย็นดังเสียดสีทะลวงผ่านม่านหมอก18ชั้นของตำหนักหิมะโปรย แรงกดดันระดับขอบเขตมหาปรมาจารย์แผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบกายกลายเป็นของแข็ง ทุกอณูสภาวะแวดล้อมสั่นสะเทือนด้วยจิตสังหารที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย เงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนหลังคากระเบื้องเคลือบสีชาด เสื้อคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่พั่นพู ใบหน้าครึ่งซีกถูกรอยแผลเป็นจากพิษกัดกร่อนจนน่าเกลียดน่ากลัว นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองลงมาเบื้องล่างด้วยความเหยียดหยัน ราวกับมองมดปลวกที่รอวันถูกเหยียบย่ำ
เขาคือ "มู่หรงอี้" ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักหิมะโปรย ผู้ทรยศหักหลังในอดีต และเป็นผู้ลงมือสังหารปรมาจารย์รุ่นก่อนเพื่อแย่งชิงคัมภีร์ลับกระบี่เหมันต์
หลินซูเหยายืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็ง แม้ใบหน้าจะไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แต่ปลายนิ้วเรียวยาวที่กุมด้ามกระบี่ประจำกายกลับสั่นระริกเล็กน้อย ความทรงจำอันเลวร้ายในคืนวันเพ็ญเมื่อสิบปีก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจอีกครั้ง คืนที่สำนักอันสงบสุขต้องนองเลือดด้วยน้ำมือของศรีกตัญญูที่ผันตัวเป็นเดรัจฉาน
“มู่หรงอี้... เจ้ายังกล้าเหยียบย่างเข้ามาที่นี่อีกหรือ?” น้ำเสียงของหลินซูเหยาเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งพันปี ทว่าแฝงไว้ด้วยคลื่นความโกรธเกรี้ยวที่สะกดกลั้นมาเนิ่นนาน
“เหตุใดข้าจะไร้ความสามารถ? ในเมื่อรากฐานของสำนักนี้พวกเจ้าล้วนสร้างขึ้นบนซากศพของอาจารย์!” มู่หรงอี้แค่นเสียงหัวเราะลั่น สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวเหลือบมองไปยังชายหนุ่มชุดดำผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าหลินซูเหยา “หึ... คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะไปหาเศษสวะจากไหนมาเป็นโล่กำบัง ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ สุดท้ายต้องมาตายด้วยน้ำมือของศิษย์ทรยศเช่นข้ากระนั้นหรือ?”
จ้าวเฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตามองผู้มาเยือน เขายังคงหลับตาลงช้าๆ ซึมซับกระแสลมหนาวที่พัดผ่าน ปลายนิ้วเรียวดีดเบาๆ บนฝักกระบี่ไร้ลักษณ์ เสียง *ติ๊ง* ใสราดรดความเย่อหยิ่งของผู้ท้าทายให้พังทลายลงในพริบตา สำหรับเขาแล้ว มู่หรงอี้ไม่ใช่ศัตรูที่คู่ควรแก่การจดจำชื่อด้วยซ้ำ เป็นเพียงแค่เศษขยะที่ส่งเสียงน่ารำคาญระหว่างทางเท่านั้น
“เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว”
จ้าวเฟยหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ดวงตาที่เปิดขึ้นคมกลาบดั่งประกายกระบี่ ทะลวงผ่านม่านปราณของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายจนมู่หรงอี้ต้องชะงักฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
“อวดดีนัก! วันนี้ข้าจะถลกหนังเจ้ามาทำเป็นพรมเช็ดเท้า!”
มู่หรงอี้คำรามลั่นด้วยความเดือดดาล พลังปราณสีม่วงคล้ำระเบิดออกจากร่างจนแผ่นกระเบื้องรอบตัวแหลกละเอียดเป็นผุยผง เขาวาดมือออกไปกลางอากาศ ก่อเกิดเป็นกรงเล็บอสูรโลหิตขนาดมหึมาพุ่งทะยานลงมาหมายฉีกกระชากร่างของจ้าวเฟยหลงและหลินซูเหยาให้แหลกเป็นจุลในคราเดียว
บรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยว รังสีอำมหิตแผ่กระจายปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาหิมะโปรย ศิษย์ในสำนักที่แอบมองอยู่ต่างหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว นี่คืออานุภาพของยอดฝีมือขอบเขตมหาปรมาจารย์!
ทว่า จ้าวเฟยหลงกลับเพียงแค่ก้าวเท้าออกไปข้างขวาหนึ่งก้าวอย่างเชื่องช้า
ก้าวเดียวนั้น... เรียบง่าย ไร้ซึ่งกระบวนท่าหวือหวา แต่กลับทำให้ห้วงเวลาและมิติรอบตัวหยุดชะงักลงชั่วลมหายใจ
*แคว่ก!*
กระบี่ไร้ลักษณ์ยังคงอยู่ในฝัก ทว่าคลื่นกระบี่สีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งกลับพุ่งทะยานสวนขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์ที่แหวกม่านเมฆหนาทึบ คลื่นกระบี่นั้นคมกริบและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเกล็ดหิมะใดๆ ในโลกหล้า มันตัดผ่านกรงเล็บอสูรโลหิตราวกับใช้มีดตัดเต้าหู้ และพุ่งเข้าประชิดร่างของมู่หรงอี้ในเสี้ยววินาที
“อะไรกัน?!”
มู่หรงอี้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด สัญชาตญาณดิบแห่งความตายกรีดร้องลั่นในโสตประสาท เขาฝืนโคจรพลังปราณทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันกายขึ้นมาสิบชั้น ทว่าเกราะเหล่านั้นกลับแตกสลายราวกับเศษแก้วเมื่อเผชิญหน้ากับรังสี-กระบี่ที่ไร้ซึ่งรูปร่างแต่ทรงพลังถึงขีดสุด
*ฉับ!*
หยาดโลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม เส้นผมสีเทายาวสลวยของมู่หรงอี้ร่วงหล่นลงพื้นพร้อมกับแขนข้างขวาที่ขาดสะบั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วหุบเขา ร่างของมู่หรงอี้กระเด็นถอยหลังไปไกลนับร้อยวา กระแทกเข้ากับเสาหินอัคคีของตำหนักจนพังทลายลงมาทับร่างของเขา
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมอีกครั้งอย่างฉับพลัน เหล่าศิษย์สำนักหิมะโปรยอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงัน การโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียว... สามารถสยบยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
หลินซูเหยาหันมามองแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของชายหนุ่มข้างกาย ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชามาตลอดบัดนี้กลับไหวระริกด้วยความรู้สึกที่หลากล้น ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซึมเข้าสู่หัวใจที่ด้านชา นางสัมผัสได้ถึงความมั่นคงที่อีกฝ่ายมอบให้ ราวกับต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็ยังมีบุรุษผู้นี้คอยค้ำจุนไว้ให้
จ้าวเฟยหลงค่อยๆ ลดมือลง เก็บกระบี่เข้าสู่ความเงียบงัน เขากำลังจะก้าวเดินเข้าไปเพื่อปิดฉากสุนัขจนตรอกตัวนั้น ทว่าฝีเท้าของเขากลับต้องชะงักลง
สายตาคมกลาบของจ้าวเฟยหลงหันขวับไปยังเงาดำเบื้องล่างที่ซ่อนอยู่หลังแนวสนหมอกหนาทึบ
ไม่ใช่แค่ตัวคนเดียว... และไม่ใช่แค่ฝีมือระดับมู่หรงอี้
กลิ่นอายอันชั่วร้ายและเก่าแก่อีกสามสายกำลังคืบคลานเข้ามาล้อมรอบตำหนักหิมะโปรยไว้ทั้งหมด ทุกสายล้วนทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ามู่หรงอี้หลายเท่าตัวนัก และที่สำคัญที่สุด... หนึ่งในกลิ่นอายเหล่านั้น เป็นคัมภีร์วิชาต้องห้ามที่จ้าวเฟยหลงจำได้แม่นยำจากในอดีต
เงาร่างทั้งสามก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาท
“ฮ่าๆๆๆ... สมแล้วที่เป็นทายาทกระบี่ไร้ลักษณ์... แต่ก็น่าเสียดาย ที่วันนี้... จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งสองคน”
________________________________________
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมเสมอนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน•ตอนที่ 10
ศัตรูที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!