“ฮ่าๆๆๆ... สมแล้วที่เป็นทายาทกระบี่ไร้ลักษณ์... แต่ก็น่าเสียดาย ที่วันนี้... จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งสองคน”
เสียงหัวسระย่นย่อมหานั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในความเวิ้งว้างของหุบเขาหมื่นพิษ ลมปราณสายหนึ่งพุ่งทะยานแหวกอากาศราวกับอสรพิษเริงระำ เคลือบด้วยสารพิษสีม่วงคล้ำที่แผ่ไอความตายออกมาจนต้นไม้ใบหญ้าบริเวณรอบข้างเหี่ยวเฉาดำคล้ำลงในพริบตา นั่นคือ “ดัชนีสลายวิญญาณเจ็ดทับซ้อน” ของพรรคมารโลหิต ผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารในครั้งนี้ไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่เป็นผู้อาวุโสลำดับสามผู้เชี่ยวชาญการใช้พิษและลอบกัดในยุทธภพ
จ้าวเฟยหลงไม่แม้แต่จะขยับตัวถอยหลัง ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีหรี่ลงเล็กน้อย รัศมีกระบี่รอบกายของเขาไม่ได้ระเบิดออกอย่างไร้ความหมาย หากแต่ถูกบีอัดจนกลายเป็นเพียงเส้นด้ายบางเบาที่หมุนวนอยู่รอบฝ่ามือ นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวสะบัดออกครั้งหนึ่ง คมกระบี่ไร้ลักษณ์กรีดผ่านความว่างเปล่าจนเกิดเสียงคล้ายกระจกแตกร้าว
“วิชาต่ำช้าเช่นนี้... ยังกล้าเอาออกมาอวดต่อหน้าผู้ใช้วิถีกระบี่เช่นข้า”
น้ำเสียงของจ้าวเฟยหลงราบเรียบทว่าเย็นเยียบถึงกระดูกดำ เขาไม่ได้หันกลับไปมองสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าสติสัมปชัญญะทั้งหมดกลับแผ่ขยายออกไปปกป้องร่างระหงของนางเซียนผู้เยือกเย็นไว้ในรัศมีคุ้ม
หลินซูเหยายืนนิ่งสนิท อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงกดดันของลมปราณที่ปะทะกัน ปลายผมสีดำสนิทสะบัดลู่ไปตามลม นางย่อมรู้ดีว่าการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย พลังปราณเหมันต์ในตันเียนของนางเพิ่งจะถูกใช้ไปเกือบหมดในการสะบัดกระบี่สกัดกั้นค่ายกลพิษเมื่อเคาน์เตอร์ก่อนหน้านี้ ในยามนี้นางตกเป็นเป้าสังหารอย่างแท้จริง ทว่า... ในแววตาคู่สวยที่ปกติจะว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่น กลับปรากฏเงาร่างของบุรุษชุดดำผู้ยืนหยัดตระหง่านอยู่เบื้องหน้าอย่างเด่นชัด
*เขา... กำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนางอย่างนั้นหรือ?*
ความคิดนั้นไหลผ่านเข้ามาในห้วงคำนึงของนางเซียนผู้เย็นชา หัวใจที่เคยถูกแช่แข็งไว้ด้วยกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของสำนักหิมะโปรยกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอก ลามเลียไปทั่วร่างจนปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อย นางไม่ใช่สตรีที่อ่อนแอจนต้องให้ใครมาปกป้อง ทว่าการกระทำของจ้าวเฟยหลงในยามนี้ กลับทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจนางพังทลายลงทีละน้อย
“เฟยหลง... ระวัง! พิษนี้ซ่อนค่ายกลโลหิตไว้เบื้องหลัง!” หลินซูเหยาเอ่ยเตือน เสียงของนางแม้จะยังคงความเรียบเฉยตามวิสัย แต่กลับสั่นเครือด้วยความห่วงใยที่นางเองก็มิอาจควบคุม
“วางใจเถอะซูเหยา... ในโลกหล้า ไม่มีผู้ใดพรากชีวิตคนของข้าไปได้ ต่อให้ผู้นั้นจะเป็นเงาของพญายมก็ตาม”
สิ้นคำกล่าวของจ้าวเฟยหลง ร่างของเขาก็หายวับไปจากจุดเดิมราวกับภาพมายา!
วิชาตัวเบา “ย่างก้าวเงาอัสดง” ของเขาถูกขับเคลื่อนด้วยลมปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ ความเร็วของเขาในยามนี้ทะลุขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดาไปไกลลิบ
*เปร้ง! เปร้ง! เปร้ง!*
ประกายไฟสีเขียวมรกตและสีม่วงเข้มสาดกระเซ็นไปทั่วท้องฟ้าในยามราตรี ผู้อาวุโสพรรคมารโลหิตผู้ลงมือลอบสังหารผวากายด้วยความตกใจ มันไม่คาดคิดเลยว่าจั๋วเฟยหลงจะสามารถมองทะลุจุดอับของพิษเจ็ดทับซ้อนได้ภายในเวลาเพียงเสี้ยวลมหายใจ กระบี่ไร้ลักษณ์ไม่ได้มีรูปร่างที่แน่นอน แต่มันสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ตามใจนึก ในมือของจ้าวเฟยหลงเวลานี้ มันคือกระบี่สั้นที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันดุเดือดดั่งอสูรกายกระหายเลือด
“เจ้า... เจ้าเด็กเหลือขอ! วิชาของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์เหตุดดถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้!” ผู้อาวุโสพรรคมารโลหิตคำรามลั่น เลือดสีดำพุ่งทะลักออกจากมุมปากจากการปะทะลมปราณเมื่อครู่ มันพยายามจะถอยร่นเพื่อตั้งหลัก แต่ทว่า... จ้าวเฟยหลงไม่เปิดโอกาสให้มันได้หายใจ
“เจ้าเลือกผิดทางแล้วที่กล้าชักกระบี่ใส่สตรีของข้า”
รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากของมือสังหารหนุ่ม ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานด้วยพลังปราณโลหิตที่สะท้อนมาจากวิชาสายมารที่เขาเคยฝึกฝนในอดีต ทว่าถูกขัดเกลาจนบริสุทธิ์ด้วยวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ คมกระบี่พุ่งเข้าเสียบทะลุกระดูกหัวไหล่ของผู้อาวุโสพรรคมารอย่างแม่นยำ ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง มีเพียงเสียงเนื้อหนังที่ถูกฉีกขาดและเสียงลมปราณที่แตกดับ
ทว่า... ในวินาทีที่จ้าวเฟยหลงกำลังจะเผด็จศึกเพื่อปิดฉากความวุ่นวายทั้งหมด แผ่นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!
*ครืนนนนน!*
หมอกสีดำทมิฬที่ควรจะจางหายไป กลับรวมตัวกันกลายเป็นเสาอักขระโบราณพุ่งเสียดฟ้า ท้องนํ้าและผืนดินรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด กลิ่นอายกดดันระดับบรรพกาลแผ่พุ่งออกมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง หุบเขาหมื่นพิษในยามนี้ดูคล้ายกับปากทางเข้าสู่นรกภูมิที่แท้จริง
หลินซูเหยาขมวดคิ้วมุ่น นางสัมผัสได้ถึงพลังอันชั่วร้ายที่กำลังตื่นขึ้น “ไม่ใช่แค่พรรคมารโลหิต... นี่มัน... ค่ายกลผนึกมารโบราณ!”
จ้าวเฟยหลงดึงกระบี่กลับอย่างรวดเร็ว เขากระโดดถอยหลังกลับมายืนเคียงข้างนางเซียน แววตาของเขายังคงนิ่งสงบ ทว่าหน้าผากกลับมีเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นมาบางเบา นี่ไม่ใช่ศัตรูที่สามารถจัดการได้ด้วยกระบวนท่าเดียวอีกต่อไปแล้ว
ทันใดนั้น เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกพิษ ร่างนั้นสวมหน้ากากทองคำรูปอสูรไร้หน้า ในมือถือคทาโลหิตที่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับพัน ดวงตาใต้หน้ากากคู่นั้นจ้องมองมาที่จ้าวเฟยหลงและหลินซูเหยาด้วยความริษยาและเหี้ยมเกรียม
“ฮ่าๆๆ... จ้าวเฟยหลง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการปกป้องนางเซียนผู้นี้ จะทำให้เจ้าหนีพ้นจากเงื้อมมือของโชคชะตาได้? ความลับที่เจ้าซ่อนไว้ในสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์... บัดนี้ ถึงเวลาที่ต้องชำระสะงั้นแล้ว!”
บุคคลปริศนาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แหบพร่าราวกับมาจากขุมนรก พร้อมกับสะบัดคทาในมือส่งคลื่นพลังสีเลือดพุ่งเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ โดยมีเป้าหมายที่หัวใจของหลินซูเหยาโดยตรง!
จ้าวเฟยหลงแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปรับการโจมตีนั้นด้วยมือเปล่า ท่ามกลางประกายแสงสีเงินยวดที่ส่องสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน•ตอนที่ 11
วิถีแห่งการป้องกัน
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!