โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นหิมะขาวโพลนราวกับดอกเหมยอัสดงที่ผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ ท่ามกลางหุบเขาหิมะอันเวิ้งว้างไร้ผู้คน ปราณกระบี่ที่แหลมคมดั่งอัสนีบาตยังคงหลงเหลือไอความร้อนระอุแผ่ซ่านตัดกับความเย็นยะเยือกของอากาศโดยรอบ
"ในที่สุด... ข้าก็ตามหาท่านพบแล้ว... จ้าวเฟยหลง..."
เสียงหวานใสที่ก้องกังวานดั่งระฆังแก้วท่ามกลางพายุหิมะไม่ได้บ่งบอกถึงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย หากแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง ทั้งความแค้นเคือง ความโหยหา และความอาลัยอาวรณ์ที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ก้นบึ้งของหัวใจมาเนิ่นนาน
จ้าวเฟยหลงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เจ้าตัวยังคงยืนนิ่งสงบดั่งรูปปั้นหิน มือขวาเรียวยาวกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์แนบข้างกาย ปลายกระบี่ชี้ลงพื้น ปราณกระบี่สีครามเข้มไหลเวียนรอบกายเขาจนเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาต้องระเหยกลายเป็นไอหมอกสีขาวก่อนจะทันได้สัมผัสผิวกาย
"หลินซูเหยา... เจ้ายังคงรaนหาที่ตายเช่นเดิม"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง ทะนงตน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาหันกลับไปมองเบื้องหลัง ร่างระหงที่ยืนอยู่ท่ามกลางเกล็ดหิมะโปรยปรายนั้นงดงามราวนางพญาแห่งแดนน้ำแข็ง เส้นผมสีดำสนิทตัดกับชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้ารูปไข่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากน้ำแข็งหมื่นปี ทว่าแววตากลับสั่นไหววูบหนึ่งเมื่อได้สบประสานกับนัยน์ตาที่เย็นชาของเขา
นี่คือการพบกันครั้งแรกในรอบสามปี นับตั้งแต่วันที่สำนักกระบี่นภาถูกเพลิงผลาญและตัวเขาถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ หุบเขาหิมะแห่งนี้คือเขตหวงห้ามของสำนักหิมะโปรยที่นางปกครอง และการที่มือสังหารผู้มีค่าหัวสูงสุดในยุทธภพอย่างเขาเหยียบย่างเข้ามา ย่อมหมายถึงการประกาศสงครามเงียบที่ไร้ซึ่งเสียงกลองศึก
"คนที่จะตายในวันนี้... หาใช่ข้าไม่" หลินซูเหยาแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันตนเองเบาๆ นางขยับกายเพียงเล็กน้อย ไอเย็นยะเยือกนับหมื่นสายก็พวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินรอบตัวนางจนกลายเป็นพายุเกล็ดหิมะหมุนวนดั่งคมมีดนับล้านเล่ม "จ้าวเฟยหลง เจ้าคิดว่าวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของเจ้าจะไร้เทียมทานไปตลอดกาลอย่างนั้นหรือ? สามปีที่ผ่านมา ข้าฝึกฝนเคล็ดวิชา 'จิตหิมะตัดวิญญาณ' จนสำเร็จ ก็เพื่อมาเด็ดหัวเจ้าด้วยมือของข้าเอง!"
สิ้นคำพูด ร่างของนางก็หายวับไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย เหลือไว้เพียงเงาสะท้อนสีขาวที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์
ฉากต่อสู้ดุเดตระการตาเริ่มต้นขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้น!
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวจนยอดเขาหิมะสั่นสะเทือน หิมะหนาทึบถูกแรงกดดันจากปราณกระบี่และปราณเซียนระเบิดกระจายออกเป็นวงกว้างจนท้องฟ้ามืดครึ้ม จ้าวเฟยหลงเบี่ยงตัวหลบคมกระบี่น้ำแข็งที่แทงทะลุผ่านความว่างเปล่าเข้ามาอย่างเฉียดฉิว ปลายกระบี่ของเขาตวัดสวนกลับไปอย่างไร้ทิศทาง แต่มันกลับเต็มไปด้วยเจตంటฆ่าที่ทรงพลังจนทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยว
ชายหนุ่มผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่สะบัดข้อมือวูบ กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า นี่ไม่ใช่กระบวนท่าที่มีรูปร่างตายตัว แต่มันคือวิถีกระบี่ที่ผสานเข้ากับธรรมชาติและจิตวิญญาณอันอิสระเสรี ทุกกระบวนท่ารวดเร็วและเด็ดขาดดั่งสายฟ้าฟาด
ในขณะเดียวกัน หลินซูเหยาเคลื่อนไหวราวกับเทพธิดาล่องหน นางใช้วิชาตัวเบาขั้นสูงเหยียบย่างบนเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นโดยไม่ทิ้งน้ำหนัก ปลายกระบี่ในมือนางแปรเปลี่ยนเป็นบุปผาน้ำแข็งนับพันดอก พุ่งเข้าจู่โจมจุดตายทั่วร่างของชายหนุ่ม
ความงดงามของนางในยามนี้ช่างเยือกเย็นและอันตรายถึงชีวิต ทว่าในแววตาคู่สวยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชานั้น กลับมิได้มีความตั้งใจที่จะสังหารเขาอย่างแท้จริง... มือของนางสั่นเทาเล็กน้อยในทุกครั้งที่ต้องเงื้อกระบี่ขึ้นฟาดฟัน
จ้าวเฟยหลงสังเกตเห็นความผิดปกตินั้น ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย เขาย่อมรู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้ามีความรู้สึกเช่นไรกับตน แม้ปากจะบอกว่าเกลียดชังและต้องการแก้แค้น แต่การกระทำของนางกลับออมมือให้เขาในยามที่สามารถปิดฉากได้ถึงสามครา
*เหตุใดนางจึงยังดื้อรั้นเช่นนี้...* เขาคิดในใจ ความรู้สึกบางเบาที่ถูกฝังกลบไว้ในอกเริ่มสั่นคลอน
"หลินซูเหยา! เจ้ากำลังออมมือให้ข้าหรือ?" จ้าวเฟยหลงตะคอกถามเสียงกร้าว ขณะที่เขาใช้กระบี่ปัดป้องการโจมตีครั้งใหญ่ของนางจนร่างทั้งสองกระเด็นถอยหลังไปคนละทาง
หลินซูเหยากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด นางยืนหอบหายใจเล็กน้อย ไอความเย็นพวยพุ่งออกจากริมฝีปากที่ซีดเซียว ดวงตาคู่นั้นจ้องมองเขาด้วยความตัดพ้อและเจ็บปวด
"หุบปากของเจ้าเสีย... จ้าวเฟยหลง! ข้าคือเจ้าสำนักหิมะโปรย ข้าจะออมมือให้คนทรยศเช่นเจ้าได้อย่างไร!" นางแผดเสียงตอบกลับด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าเสียงนั้นกลับสั่นเครือจนคนฟังรู้สึกได้ถึงความเปราะบางภายในจิตใจที่ถูกบีั้นทอน
"ถ้าเช่นนั้นก็แสดงฝีมือที่แท้จริงของเจ้าออกมาเสีย!" จ้าวเฟยหลงแผดเสียงคำรามก้อง ปราณกระบี่ในร่างระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด ท้องฟ้าเหนือหุบเขาหิมะพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทเนื่องจากแรงกดดันมหาศาล เขาพุ่งทะยานเข้าหานางด้วยความเร็วสูงสุด พร้อมที่จะเผด็จศึกการต่อสู้ครั้งนี้ให้จบลงเสียที
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ทั้งสองกำลังจะปะทะกันอย่างรุนแรงจนอาจปลิดชีพฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...
*ฉับพลัน!*
เสียงดีดพิณอันกังวานและแปลกประหลาดดังแว่วมาจากยอดเขาสูงเสียดฟ้า เสียงนั้นไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับทรงพลังจนสามารถแทรกซึมผ่านเสียงพายุหิมะและหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของกระบี่ทั้งสองเล่มได้ในทันที!
ปราณกระบี่ของจ้าวเฟยหลงสลายกลายเป็นอากาศธาตุ ร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปสามก้าวด้วยแรงสะท้อนลึกลับ เช่นเดียวกับหลินซูเหยาที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ใบหน้างดงามเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงถนัดตา
"ใครกัน..." จ้าวเฟยหลงสะบัดหน้ามองขึ้นไปเบื้องบนด้วยความระแวกระวัง
ท่ามกลางหมอกหนาและเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมา เงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินลงมาจากอากาศธาตุราวกับเดินอยู่บนบันไดไร้ลักษณ์ มือข้างหนึ่งถือกระบี่โบราณที่สลักลวดลายอักษรเวทสีทองอร่าม
และเมื่อบุคคลผู้นั้นก้าวเข้ามาในระยะที่แสงจันทร์สาดส่องลงมา... ดวงตาของจ้าวเฟยหลงก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี!
"...ท่านอาจารย์? เป็นไปไม่ได้..."
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ด้วยกันครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน•ตอนที่ 2
นางเซียนผู้เย็นชาไร้ใจ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!