กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งหนาแน่นเสียยิ่งกว่าหมอกยามวิกาล ปลายกระบี่เหล็กนิลกาฬในมือของจ้าวเฟยหลงยังคงมีหยดโลหิตสีแดงฉานไหลรินหยดลงสู่พื้นหิมะสีขาวโพลนทีละหยด... ทีละหยด... ดั่งเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วหุบเขาร้าง เงาร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิทจาก "สำนักเงาโลหิต" รายล้อมเขาไว้ทุกทิศทุกทาง ดวงตาของพวกมันใต้ผ้าคลุมหน้าซ่อนเร้นไว้ด้วยจิตสังหารอันแหลมคมและอำมหิต ไร้ซึ่งความลังเล ไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงเป้าหมายเดียวคือการควดดึงเอาดวงวิญญาณและเคล็ดกระบี่ที่สูญหายของจ้าวเฟยหลงกลับไป
"จ้าวเฟยหลง... เจ้าหนีไม่พ้นหรอก" เสียงแหบพร่าดั่งภูตผีดังลอดออกมาจากปากของผู้นำกลุ่ม มันคือห้าผู้เฒ่าโลหิต ผู้มีชื่อเสียงในการสูบโลหิตจอมยุทธ์มานับไม่ถ้วน "ทรยศสำนัก นำพาความอับอายมาสู่เงาโลหิต โทษทัณฑ์ของเจ้ามีเพียงความตายที่แม้แต่ยมบาลยังต้องเมินหน้าหนี"
จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาทุ้มต่ำ เย่อหยิ่ง และเปี่ยมไปด้วยความทะนงตนจนน่าหมั่นไส้ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอประกายเย้ยหยัน เขาไม่ได้หวาดกลัวความตาย เพราะสำหรับมือสังหารผู้ใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบเช่นเขา ความตายเป็นเพียงสหายเก่าที่แวะเวียนมาทักทายอยู่บ่อยครั้ง
"สำนักเงาโลหิตที่มีแต่พวกสุนัขลอบกัด มีหน้ามากล่าวคำว่าทรยศด้วยงั้นหรือ?" จ้าวเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลจนเหล่ามือสังหารรอบกายเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "พวกมันที่หักหลังข้าก่อน คือพวกเจ้า... และวันนี้ ข้าจะใช้กระบี่ในมือส่งพวกเจ้าไปชดใช้กรรมในขุมนรก"
สิ้นเสียง ชั่วพริบตานั้นอากาศรอบกายก็คล้ายจะแข็งตัว ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พวยพุ่งออกจากร่างของจ้าวเฟยหลงราวกับคลื่นพายุหมุน มันไม่มีรูปร่าง ไม่มีสีสัน แต่มันคมกริบเสียจนฉีกกระชากสายลมและเกล็ดหิมะรอบตัวให้แหลกละเอียดเป็นจุล
ฉากต่อสู้อันดุเดือดตระการตาพลันอุบัติขึ้นในชั่วพริบตา!
ผู้นำกลุ่มเงาโลหิตสะบัดมือวาบ ดาบยาวเคลือบพิษสีม่วงเข้มพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วสูง หมายปักเข้าที่จุดตายกลางอกของจ้าวเฟยหลง ทว่าจ้าวเฟยหลงหาได้หลบหลีกไม่ เขาก้าวเท้าสลับซับซ้อนตามคัมภีร์วิถีกระบี่โบราณ ร่างกายเอนอ่อนไหวราวกับกิ่งไม้ต้องสายลม หลบคมดาบนั้นได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกันนั้น กระบี่นิลกาฬในมือก็ตวัดวาดออกเป็นวงโค้งสีเงินยวง
*ฉับ!*
โลหิตสีดำพุ่งทะלטกระเซ็นย้อมผืนหิมะให้กลายเป็นสีชาด มือสังหารคนแรกของสำนักเงาโลหิตล้มลงอย่างไร้ลมหายใจ ศีรษะหลุดออกจากบ่าโดยที่มันยังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากระบี่ของอีกฝ่ายผ่านลำคอของตนไปตั้งแต่เมื่อใด
"ตั้งค่ายกล! สังหารมันร่วมกัน!" ผู้นำกลุ่มแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว เมื่อเห็นลูกน้องฝีมือดีถูกปลิดชีพลงอย่างง่ายดาย
เหล่ามือสังหารที่เหลือพากันเคลื่อนไหวด้วยความพร้อมเพรียง พวกมันปล่อยพลังปราณสายสีดำทมิฬรวมตัวกันเป็นโครงกระดูกยักษ์พุ่งเข้าจู่โจมจ้าวเฟยหลงจากทุกทิศทาง แรงกดดันมหาศาลบีบอัดจนกระดูกทั่วร่างของจ้าวเฟยหลงส่งเสียงลั่นกรอบ เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของเขา ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าและดุดันขึ้นเป็นทวีคูณ
เขารู้ดีว่าหากสู้ยืดเยื้อต่อไปด้วยสภาพร่างกายที่บาดเจ็บจากการหลบหนีมาก่อนหน้านี้ เขาย่อมต้องเพลี่ยงพล้ำเป็นแน่ ทางรอดเดียวที่มี... คือการทะลวงผ่านเขตแดนอันตรายเบื้องหน้า
เบื้องหลังของจ้าวเฟยหลงคือ "หุบเขาหมื่นพิษอัสนี" เขตหวงห้ามโบราณที่ไม่มีผู้ใดกล้ากرайกรายเข้าไป แม้แต่ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยังต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นเนื่องจากไอพิษร้ายแรงและสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่โหมกระหน่ำตลอดปี แต่ในยามนี้ สถานการณ์บีบบังคับให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น
"อยากได้หัวของข้านักใช่ไหม? ตามเข้ามาสิ!"
จ้าวเฟยหลงคำรามก้อง ทุ่มพลังปราณเฮือกสุดท้ายระเบิดออกเป็นวงกว้างจนค่ายกลเงาโลหิตสั่นสะเทือน จากนั้นร่างของเขาก็พุ่งทะยานราวกับดาวตก พุ่งตรงดิ่งเข้าสู่เขตหวงห้ามหมื่นพิษอัสนีทันทีอย่างไร้ความลังเล
กลุ่มมือสังหารหยุดชะงักฝีเท้าลงที่ริมเขตแดน พวกมันมองตามร่างที่หายลับเข้าไปในกลุ่มหมอกสีม่วงเข้มและเสียงคำรามครืนครั่นของสายฟ้าด้านใน สีหน้าของพวกมันฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
"มัน... มันรนหาที่ตายเอง ช่างหัวมัน! เข้าไปในนั้นต่อให้เป็นเซียนก็ไม่รอด กลับไปรายงานท่านประมุขเถอะ!" ผู้นำกลุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะหันหลังกลับ
ทว่า ในความมืดมิดและพายุหิมะโหมกระหน่ำลึกเข้าไปในเขตหวงห้ามนั้น จ้าวเฟยหลงที่ร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงกำลังเผชิญหน้ากับความตายที่แท้จริง พิษร้ายกัดกินผิวหนังจนเกิดควันสีดำพวยพุ่ง สายฟ้าฟาดผ่าลงมาจากฟากฟ้าหมายแผดเผาเขาให้เป็นจุล
สติของเขากำลังจะดับวูบลง ลมหายใจแผ่วเบาราวกับเทียนไขที่ต้องลมแรง
ท่ามกลางความเลือนรางและสติที่ใกล้หลุดลอย สายตาดำมืดของเขากลับมองเห็นภาพเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์นางหนึ่งกำลังยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ ร่างระหงนั้นสง่างาม เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ทว่าแววตาที่มองลงมาที่เขากลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและเจ็บปวดซ่อนอยู่
กลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยขาวลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง
"ในที่สุด... ข้าก็ตามหาท่านพบแล้ว... จ้าวเฟยหลง..."
ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไป1บทแรกด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน•ตอนที่ 1
แสงจันทร์กับคมกระบี่สีเลือด
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!