กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงคละคลุ้งอยู่เบื้องหลังม่านควันธูปในห้องโถงลับใต้ดิน
จ้าวเฟยหลงไม่สนใจรอยแผลฉีกขาดบริเวณหัวไหล่ขวาที่ยังคงซึมซับหยดเลือดสีเข้ม
สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่ของเขากวาดมองแผ่นศิลาโบราณที่สลักอักขระสีชาดนับพันตัวเบื้องหน้า อักขระเหล่านั้นมิได้เป็นเพียงตัวอักษร หากแต่เป็นเส้นทางเดินลมปราณอันพิสดารและอันตรายถึงชีวิต—"วิชาลับต้องห้าม" เคล็ดกระบี่กลืนวิญญาณที่สูญหายไปจากยุทธภพมากว่าสามร้อยปี
"เจ้าแน่ใจหรือ... ว่าจะใช้มันจริงๆ?"
น้ำเสียงเย็นเยียบดั่งธารน้ำแข็งบนยอดเขาหมื่นปีดังขึ้นจากมุมมืด หลินซูเหยา เจ้าสำนักหิมะโปรย ก้าวเท้าออกมาอย่างเงียบเชือง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางตัดกับความมืดมิดรอบกาย ใบหน้างามล้ำเลิศที่มักจะไร้ซึ่งความรู้สึก บัดนี้กลับฉายแววความกังวลระคนห่วงหาที่นางพยายามปิดบังไว้อย่างสุดความสามารถ ดวงตาคู่คมจ้องมองรอยแผลของเขาด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ ทรวงอกกว้างกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่หนักหน่วง เขายกมือขึ้นแตะด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ข้างกาย ความเย่อหยิ่งและทะนงตนในวิถีกระบี่ฉายชัดผ่านแววตา
"ซูเหยา ยุทธภพนี้ไม่เคยมีความปรานีให้แก่ผู้ที่อ่อนแอ ข้าถูกทรยศจากสำนักเดิมมาแล้วครั้งหนึ่ง ข้าลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้และ1ความตายมาจนชินชา แต่ในศึกที่จะมาถึง... ข้าจะยอมตายไม่ได้"
เขาก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาว ชายหนุ่มโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย "เพราะหากข้าตาย ใครเล่าจะปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของพรรคมარโลหิต?"
หลินซูเหยาชะงักงัน หัวใจที่ถูกแช่แข็งมาเนิ่นนานกลับเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางเม้มริมฝีปากแน่น มือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันจนสั่นเทา
ในฐานะเจ้าสำนักหิมะโปรย นางคือนางเซียนผู้สูงส่งที่ผู้คนต่างยำเกรง แต่วินาทีนี้ นางเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่หวาดกลัวว่าบุรุษผู้กุมหัวใจนางจะหายลับไปกับสายลมแห่งความตาย
"วิชานี้ต้องแลกมาด้วยการเผาผลาญอายุขัยและสติสัมปชัญญะ..." นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสรอยแผลที่หัวไหล่ของเขาอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่ามันจะแตกสลาย "เจ้าบ้าหรือไร จ้าวเฟยหลง? ถึงขั้นต้องใช้วิธีมารเช่นนี้เชียวหรือ?"
"หากวิถีเซียนไม่อาจปกป้องคนที่ข้า
"หากวิถีเซียนไม่อาจปกป้องคนที่ข้าปรารถนาจะปกป้อง ต่อให้ต้องกลายเป็นมารร้ายสะท้านฟ้าดิน ข้าก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย"
จ้าวเฟยหลงคว้ามือเรียวของนางมากุมไว้แน่น ฝ่ามือของเขาร้อนผ่าวราวกับเปลวเพลิง ตัดกับความเย็นเยือกบนร่างของนางอย่างสิ้นเชิง สายตาที่เขามองนางเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นดั่งขุนเขา
"นั่งลงตรงหน้าข้า ซูเหยา" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นคำสั่งที่เด็ดขาดแต่ทว่าอ่อนโยนในคราเดียวกัน "คืนนี้ข้าจะถ่ายทอดแก่นแท้ของวิชานี้ครึ่งหนึ่งให้แก่เจ้า เพื่อที่เราจะได้ประสานพลังกระบี่และปราณเหมันต์รับมือกับพวกมันด้วยกัน"
หลินซูเหยานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจำยอม นางนั่งลงขัดสมาธิบนเบาะรองนั่งศิลาเบื้องหน้าเขา หลับตาลงและปรับลมหายใจให้เข้าสู่สมาธิขั้นสูง ปราณเหมันต์บริสุทธิ์แผ่ซ่านออกจากร่างของนางจนหยาดน้ำค้างบนผนังห้องกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน
จ้าวเฟยหลงนั่งลงเผชิญหน้ากับนาง เขาสูดหายใจเข้าลึก
รวบรวมลมปราณทั้งหมดในจุดตันتيان (จุดศูนย์กลางพลังงาน) ให้ไหลเวียนย้อนกลับอย่างฝืนธรรมชาติ
นี่คือขั้นตอนที่อันตรายที่สุดของการฝึกวิชาลับต้องห้าม การฝืนสวนกระแสลมปราณย่อมทำให้เส้นชีพจรฉีกขาดและกระอักเลือด แต่เพื่อแลกมาซึ่งพลังทำลายล้างที่สามารถทะลวงขบวนทัพของศัตรู ความเจ็บปวดนี้เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขาเคยเผชิญ
"อึก..."
เลือดสดๆ สายหนึ่งไหลยศจากมุมปากของจ้าวเฟยหลง ใบหน้าคมคายซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับอสูรกายกระหายเลือด ทว่าสติสัมปชัญญะของเขายังคงแน่วแน่ เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นประกบเข้ากับฝ่ามือของหลินซูเหยา
"รับพลัง!"
ตูม!
เสียงระเบิดดังอื้ออึงในห้วงจิตสำนึก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์อันคมกﻼ้าผสมผสานกับปราณเหมันต์บริสุทธิ์พวยพุ่งเข้าหากัน เกิดเป็นกระแสพลังงานรุนแรงหมุนวนรอบตัวทั้งสองคนราวกับพายุทอร์นาโด เสื้อผ้าของคนทั้งคู่สะบัดพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่ระเบิดออก อักขระบนแผ่นศิลาโบราณเริ่มเปล่งแสงสีแดงฉานสว่างวาบราวกับมีชีวิต
ภายในห้วงจิต หลินซูเหยารู้สึกราวกับถูกกระแสธารแห่งความมืดมิดซัดกระหน่ำ ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีต ภาพการสูญเสีย และความโดดเดี่ยวที่นางแบกรับมาตลอดชีวิตถูกดึงขึ้นมาประจันหน้า ทว่าท่ามกลางความหนาวเหน็บและความมืดมิดนั้น กลับมีมืออันอบอุ่นคู่หนึ่งโอบอุ้มจิตวิญญาณของนางไว้ เสียงทุ้มต่ำอันหนักแน่นของจ้าวเฟยหลงดังขึ้นก้องอยู่ในโสตประสาท
*“ปล่อยวางความกลัว... ซูเหยา เจ้าไม่ได้อยู่นโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว”*
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบทำลายกำแพงน้ำแข็งในใจของนางจนพังทลาย น้ำตาใสๆ ไหลรินจากหางตาของนางเซียนผู้เย็นชา หยดลงกระทบพื้นศิลาเสียงดังชัดเจน พลังปราณเหมันต์ของนางผสานเข้ากับปราณกระบี่ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นวงแหวนพลังสีขาวสลับแดงแผ่ขยายออกไปทั่วห้องโถงใต้ดิน
พลังของพวกเขาขยับทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากขอบเขตหลอมรวมลมปราณ ทะลวงผ่านจุดตันชา และพุ่งตรงสู่ขอบเขตเหนือฟ้าดินอย่างรุนแรง!
ทันใดนั้นเอง...
โครม!
เพดานหินหนาเหนือห้องโถงระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินและฝุ่นควันตลบอบอวล แรงกดดันมหาศาลจากภายนอกกดทับลงมาจนพื้นศิลาใต้ร่างของทั้งสองแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
"ฮ่าๆๆๆ! พบตัวจนได้ เจ้าหนูจ้าวเฟยหลง กับแม่นางน้อยแห่งสำนักหิมะโปรย!"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันอันน่าสะพรึงกลัวดังสะเทือนเลื่อนลั่นลงมาจากหลุมบนเพดาน เงาร่างสีดำนับสิบสายพุ่งทะยานลงมาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในพริบตา กลิ่นอายความตายและพิษร้ายฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ผู้นำกลุ่มคือนักฆ่าสวมหน้ากากเงิน มือถือกระบี่อาบพิษที่ส่องประกายสีเขียวเรืองรองในความมืด
จ้าวเฟยหลงลืมตาสึ้น วับวาวด้วยแสงสีแดงฉานจากวิชาลับต้องห้าม เขายังคงกุมมือของหลินซูเหยาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยจากการฝืนพลัง แต่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกลับปรากฏขึ้นที่มุมปาก
หลินซูเหยาค่อยๆ ลืมตาขึ้นเช่นกัน ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเย็นเยียบราวมัจจุราชที่พร้อมจะปลิดชีพผู้ที่บังอาจมารบกวนเวลาอันมีค่าของพวกเขา
มือข้างหนึ่งของนางสะบัดออกเบาๆ กระบี่เหมันต์ปรากฏขึ้นในมือราวกับมีเวทมนตร์ ขณะที่จ้าวเฟยหลงค่อยๆ ชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝัก ช้าๆ... แต่มั่นคง
เสียงโลหิตเสียดสีกับฝักกระบี่ดังขึ้นหวีดหวิว บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของเหล่ามือสังหารที่รายล้อม
ทว่า... ก่อนที่คมกระบี่เล่มแรกจะปะทะกัน จู่ๆ แผ่นศิลาโบราณเบื้องหลังพวกเขาก็แตกละเอียดเป็นผุยผง พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีทองที่ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติ...
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงบทนี้นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน•ตอนที่ 25
วิชาลับต้องห้าม
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!