คราบโลหิตบนพื้นศิลาขาวสะอาดของตำหนักหิมะโปรยยังคงส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ตัดกับความหนาวเหน็บระดับกระดูกดำที่แผ่ซ่านออกมาจากยอดเขาหมื่นพายุได้อย่างน่าสะพรึงกลัว จ้าวเฟยหลงยืนนิ่งสงสงบดั่งภูเขาผา ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือขวาหยดหยาดโลหิตสีชาดลงกระทบพื้นเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนับถอยหลังสู่วันอวสานของยุทธภพ
ตรงหน้าเขาสิบก้าว คือป้ายประกาศิตโลหิตที่ปักตรึงอยู่กับเสามังกรสลัก มันทำจากหนหนังมนุษย์ที่ถูกถลกสดๆ สลักด้วยอักขระมารโลหิตส่องแสงเรืองรองแสบตา ข้อความเบื้องบนสลักไว้อย่างเหิมเกริมและเด็ดขาด— *'เจ็ดวันให้หลัง หากสำนักหิมะโปรยไม่ส่งหัวจ้าวเฟยหลงและกระบี่ไร้ลักษณ์มาเซ่นสังเวย ณ หุบผาอสูรโลหิต ยอดเขาแห่งนี้จะมิเหลือแม้แต่ซากสุนัขตัวเดียว'*
ลมปราณกดดันระดับขอบเขตบรรพกาลขั้นปลายสายหนึ่งแผ่ซ่ายกดทับลงมาจากนภากาศเบื้องบน บีบให้เหล่าศิษย์สายในของสำนักหิมะโปรยที่ยืนอยู่โดยรอบต่างสำลักโลหิตออกมาคำโต
"พวกมัน... พวกมันเคลื่อนพลเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้สามัตร" ผู้อาวุโสซ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าชราภาพซีดเผือดไร้สีเลือด "พันธมิตรหกสำนักมารและพรรคอสูรโลหิตนำโดย 'มารโลหิตกระชากวิญญาณ' ฮุ่นเทียนซิง ได้ปิดล้อมเชิงเขาไว้หมดสิ้นแล้ว พวกมันมิได้มาเพื่อเจรจา... พวกมันมาเพื่อล้างบาง"
ภายในโถงใหญ่ หลินซูเหยายังคงประทับนั่งบนบัลลังก์หยกขาวด้วยท่าทีสง่างามเยือกเย็นดั่งรูปสลักน้ำแข็ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวเล็กน้อยตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน ทว่าแววตาคู่คมกริบดั่งกระบี่เพชรกลับทอประกายความเหี้ยมเกรียมและรuดร้าวอย่างหาได้ยากยิ่ง นางไม่เคยหวั่นเกรงต่อความตาย ทว่าสิ่งที่นางห่วงหาคือภาระหน้าที่ต่อบรรพบุรุษและ... บุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องล่างผู้นั้น
"ให้พวกมันมา" เสียงหวานใสแต่เยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัด หลินซูเหยาลุกขึ้นยืน ชายอาภรณ์ยาวลากพื้น กลิ่นอายเซียนบริสุทธิ์ระเบิดออกอย่างไร้ความปรานี "สำนักหิมะโปรยตั้งมั่นอยู่บนยอดเขานี้มาสามร้อยปี มิเคยต้องก้มหัวให้มารสารเลวหน้าใด ต่อให้วันนี้กระดูกต้องกลายเป็นผุยผง ข้า หลินซูเหยา ก็จะสลักชื่อพวกมันไว้บนป้ายวิญญาณด้วยมือตนเอง"
จ้าวเฟยหลงเหลือบสายตากลับมามองนาง แววตาที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาต่อโลกหล้าพลันอ่อนลงวูบหนึ่งอย่างลึกซึ้ง เขายกย่องความองอาจของนาง นางเซียนผู้เย็นชาต่อคนทั้งโลก แต่กลับยอมใช้ชีวิตและเกียรติยศทั้งหมดเดิมพันเคียงข้างเขา มือหนากระชับด้ามกระบี่ในมือแน่นขึ้นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ซูเหยา เจ้าไม่ต้องเอาสำนักเข้าแลกเพื่อข้า" จ้าวเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคงดั่งหินผา "ความแค้นระหว่างข้ากับพรรคอสูรโลหิต เป็นหนี้เลือดที่ข้าต้องสะสางด้วยตัวคนเดียว ป้ายประกาศิตโลหิตนี้... ข้าจะเป็นคนไปเก็บกวาดมันเอง"
"ท่านพูดเพ้อเจ้ออะไร!" หลินซูเหยาตวาดกลับเสียงกร้าว ดวงตาสวยเฉียบแดงก่ำขึ้นเล็กน้อย ความเยือกเย็นทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงความเปราะบางที่นางซ่อนไว้มิดชิดที่สุด นางก้าวลงจากบัลลังก์ด้วยความเร็วปานสายฟ้า พริบตานั้นร่างอรชรก็มายืนหยุดอยู่ตรงหน้าเขา มือเรียวบางดั่งหยกสลักเอื้อมไปกุมมือที่ถือกระบี่ของเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นสั่นน้อยๆ สะท้อนถึงคลื่นอารมณ์ที่โถมซัดในจิตใจ "ท่านคิดว่าข้าเป็นใคร? สตรีที่รอคอยให้บุรุษออกไปตายลำพังเพื่อรักษาศักดิ์ศรีงั้นหรือ? หากท่านก้าวออกไปจากประตูสำนักนี้เพียงลำพัง ข้า... ข้าจะเผาทั้งยอดเขานี้ให้มอดไหม้แล้วตามไปเป็นผีเฝ้ากระบี่กับท่าน!"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงทันที คำพูดของนางเซียนผู้สูงศักดิ์เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและรักฝังจิตฝังวิญญาณ จ้าวเฟยหลงมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น เขามองเห็นเงาสะท้อนของตนเองในแววตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาคลอเบ้าแต่ไม่ยอมไหลริน
นี่คือความผูกพันที่เหนือกว่าความเป็นความตาย—จอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวไร้พ่ายกับนางเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ ทว่ากลับยอมมอบดวงใจทั้งดวงให้แก่กันและกันเพียงผู้เดียว
"โง่เขลา..." จ้าวเฟยหลงหลุดยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งในรอบร้อยปีของเขา เขายกมืออีกข้างขึ้นลูบเรือนผมนุ่มสลวยของนางอย่างทะนุถนอม "เจ้าเป็นถึงเจ้าสำนักหิมะโปรย เหตุใดจึงดื้อรั้นเช่นนี้"
"ข้าไม่ได้ดื้อรั้น... ข้าแค่พูดความจริง" หลินซูเหยาซบใบหน้าลงกับอกเสื้อของเขาอย่างหมดฟอร์ม กลิ่นอายเลือดและกลิ่นอายสนธยาบนตัวเขาช่างคุ้นเคยและให้ความรู้สึกปลอดภัยที่สุดในยุทธภพที่โหดร้ายนี้ "พวกมันยกทัพมานับหมื่น คนเหล่านั้นล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านการอาบโลหิตมาโชกโชน ท่านจะรับมือคนเดียวได้อย่างไร"
"ใครบอกว่าข้าจะรับมือคนเดียว?"
จ้าวเฟยหลงเงยหน้าขึ้น สายตาดั่งเหยี่ยวพญาหันไปมองเบื้องล่างหน้าผาหมื่นพายุ ท้องนภาที่เคยแจ่มใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เมฆหมอกสีดำทะมันทวลดั่งคลื่นยักษ์ กลิ่นอายปราณมารนับหมื่นสายกำลังพุ่งทะยานขึ้นมาประชิดขอบเขตค่ายกลป้องกันสำนักแล้ว แรงกดดันมหาศาลทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว
ซูเหยาผละออกจากอ้อมอกของเขาอย่างรวดเร็ว แววตาเปลี่ยนกลับมาเป็นเจ้าสำนักผู้เยือกเย็นและเด็ดขาดอีกครั้ง นางสะบัดแขนเสื้อ สำนักหิมะโปรยทั้งสำนักพลันสั่นสะเทือน อักขระเวทสีขาวนับล้านตัวปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ประสานกับกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของจ้าวเฟยหลงที่เริ่มสั่นระริกส่งเสียงร้องคำรามดังก้องฟ้าดิน
"ในเมื่อพวกมันอยากประกาศสงคราม..." จ้าวเฟยหลงสะบัดกระบี่ในมือ คลื่นปราณกระบี่ไร้ลักษณ์สายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศขึ้นไปบนฟ้าจนเมฆหมอกสีดำแยกออกเป็นสองเสี่ยง เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความทะนงตนที่สะท้านไปถึงดวงวิญญาณของศัตรูเบื้องล่าง
"...เราก็จะใช้เลือดของพวกมัน ล้างทัณฑ์สวรรค์ให้รู้สำนึก!"
ทว่า ในวินาทีที่ค่ายกลป้องกันของสำนักกำลังจะประสานเข้ากับพลังปราณกระบี่ของจ้าวเฟยหลงเพื่อเปิดฉากปะทะรอบแรกนั้นเอง เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกโลกันตร์ก็ดังแทรกขึ้นมาเหนือฟ้า ท้องฟ้าเบื้องบนแตกออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท ร่างในชุดคลุมสีเลือดร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับศีรษะของบุคคลที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งที่ถูกโยนลงมาตกกระแทกพื้นเบื้องหน้าพวกเขาอย่างแรง!
"ฮ่าๆๆ... จ้าวเฟยหลง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าสงครามครั้งนี้มีเพียงแค่พวกมดปลวกหกสำนักมาร?" เสียงของมารโลหิตกระชากวิญญาณดังสะท้อนก้อง "จงดูให้เต็มตา... ว่าผู้ที่ทรยศเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นผู้ชักใยแผนการทั้งหมดในครั้งนี้... คือผู้ใดกันแน่!"
ศีรษะที่กลิ้งหลุดมานั้นเบิกตาค้างด้วยความหวาดกลัว เลือดสดๆ ยังคงไหลนอง และเมื่อจ้าวเฟยหลงก้มลงมองชัดๆ ร่างกายของยอดมือสังหารผู้ไม่เคยสะท้านต่อสิ่งใด กลับต้องแข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่ากลางวันแสกๆ...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงบทนี้นะครับ เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน•ตอนที่ 24
พันธสัญญาเลือด
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!