โลหิตสีดำคล้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ กระทบลงบนพื้นหิมะขาวโพลนจนเกิดเป็นรอยด่างพร้อยราวน้ำหมึกที่หยดลงบนกระดาษเซวียนจื่อ
จ้าวเฟยหลงเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยกิริยาอันเรียบเฉย แววตาของบุรุษหนุ่มมิได้มีความยินดีแม้แต่น้อยจากการสังหารมือสังหารเงาเพลิงโลกันตร์ทั้งเจ็ดคนที่ลอบเร้นเข้ามาในเขตแดนพำนัก ปราณกระบี่ที่แผ่ออกมาก่อนหน้านี้ถูกเก็บงกดลงสู่จุดตันtianอย่างแนบเนียน ทว่าบาดแผลลึกบริเวณหัวไหล่ซ้ายที่เกิดจากพิษ "โลหิตสลายกระดูก" กลับกำลังแผ่ซ่านความเจ็บปวดเสียดแทงกระดูกดำดิ่งเข้าสู่หัวใจอย่างช้าๆ
ค่ำคืนนี้ลมหนาวพัดโชยราวกับมีดโกน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับไอเย็นยะเยือกของยอดเขาหิมะโปรย
"ยืนทื่ออยู่ตรงนั้น คิดว่าบาดแผลของเจ้าจะสมานเองได้ด้วยการโคจรลมปราณเพียงอย่างเดียวกระนั้นหรือ?"
สุ้มเสียงราบเรียบเย็นชาดั่งสายน้ำแข็งไหลรินดังขึ้นจากเบื้องหลัง หลินซูเหยาปรากฏกายขึ้นราวกับภูตผีไร้เงา นางสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเมฆาและเกล็ดหิมะด้วยด้ายเงินสะท้อนแสงจันทร์ เส้นผมสีดำสนิทปล่อยสยายคลอเคลียกับแผ่นหลังบอบบาง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยร้อยปีลอยล่องมาปะทะนาสิก กลบกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในบริเวณนั้นจนสิ้นซาก
จ้าวเฟยหลงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาไม่หันกลับไปมองนาง ทว่าน้ำเสียงที่ตอบกลับยังคงความเย่อหยิ่งทระนงตนไว้ไม่เสื่อมคลาย "ศิษย์พี่หญิงใหญ่ซู... พิษระดับนี้ หากข้าต้องตายด้วยน้ำมือมันจริงๆ คงต้องกล่าวว่าวิถีกระบี่ของข้าคงมาได้เพียงเท่านี้"
"ปากแข็ง"
หลินซูเหยาก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกสลักออกไปคว้าจับที่ข้อแขนของจ้าวเฟยหลง ปราณเย็นบริสุทธิ์แห่งสำนักหิมะโปรยถูกส่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่จุดชีพจรทั่วร่างของเขาโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต ปราณนี้เย็นเยียบถึงขั้วกระดูก ทว่ากลับทรงพลังราศีกดขี่พิษร้ายที่กำลังกัดกินเนื้อหนังให้หยุดการลุกลามลงได้ในพริบตา
จ้าวเฟยหลงย่นคิ้วเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวดปนประหลาดใจ เขาพยายามชักแขนกลับตามสัญชาตญาณของมือสังหารผู้ไม่เคยยอมให้ใครเข้าใกล้จุดตาย ทว่าเงื้อมมือของนางกลับมั่นคงราวนมหผาหิน
"หากเจ้ายังขยับตัวอีกแม้แต่นิดเดียว พิษนั่นจะไหลเข้าสู่หัวใจ และต่อให้ข้าใช้พลังทั้งหมดของเจ้าสำนักหิมะโปรย ก็มิอาจดึงวิญญาณเจ้ากลับมาจากปรโลกได้" หลินซูเหยาเอ่ยตำหนิ น้ำเสียงของนางแม้จะยังคงความเย็นชาตามวิสัย แต่หากเงี่ยหูฟังให้ดี ย่อมสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวระคนห่วงใยที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด
นางพาจ้าวเฟยหลงเข้ามาภายในห้องโถงลับ ชั้นในสุดของตำหนักหิมะโปรย ที่ซึ่งแสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายโบราณกระทบลงบนผิวน้ำในอ่างหยกขาวที่ส่งไอเย็นพวยพุ่ง
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง จ้าวเฟยหลงนั่งลงบนตั่งไม้แกะสลักอย่างอดทน ขณะที่หลินซูเหยากำลังตระเตรียมสมุนไพรหายากและเข็มเงินบริสุทธิ์เพื่อทำการขับพิษ
นี่คือภาพที่ไม่มีผู้ใดในยุทธภพเคยล่วงรู้ เจ้าสำนักหิมะโปรยผู้เย็นชาดั่งเทพเซียนไร้หัวใจ ผู้ซึ่งใช้กระบวนท่า "เหมันต์ไร้ปรานี" สังหารศัตรูตระกูลมารนับร้อยโดยไม่กะพริบตา บัดนี้กำลังก้มลงใช้ปลายนิ้วเรียวบรรจงถอดเสื้อคลุมเปื้อนเลือดออกจากไหล่ของบุรุษหนุ่มอย่างเบามือที่สุด เกรงว่าหากรุนแรงเกินไปจะทำให้เขาเจ็บปวด
แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันหอมสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของหลินซูเหยา ขนตางอนยาวทอดเงาลงบนพวงแก้มเนียนละเอียด หน้าผากของนางมีหยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นบางเบาเนื่องจากการใช้ลมปราณควบคุมพิษอย่างต่อเนื่อง ความงดงามที่ไร้การปรุงแต่งนี้ ทำให้หัวใจของจ้าวเฟยหลงที่ด้านชามานานนับปีจากการถูกสำนักเดิมหักหลัง เกิดระลอกคลื่นความไหววั่นขึ้นอย่างรุนแรง
"เจ้ามองอะไร?" หลินซูเหยาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากบาดแผล
"มองว่า... สตรีที่ผู้คนต่างร่ำลือกันว่าเย็นชาดั่งน้ำแข็งสลัก แท้จริงแล้วกลับมีจิตใจที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย" จ้าวเฟยหลงกล่าวด้วยรอยยิ้มมุมปาก น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่ตามนิสัย ทว่าแววตาที่ทอดมองนางกลับล้ำลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง
หลินซูเหยาชะงักมือที่กำลังถือเข็มเงิน นางเงยหน้าขึ้นสบตาจ้าวเฟยหลงตรงๆ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองใกล้ชิดกันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะปนกับไอหนาว
ในดวงตาคู่สวยของนาง ไม่มีร่องรอยของความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเงียบงัน ความกดดันจากหน้าที่ และ... ความรู้สึกบางอย่างที่นางพยายามหลบ
หลินซูเหยาไม่เคยยอมอ่อนข้อให้ผู้ใด นางคือผู้สืบทอดกระบี่หิมะโปรยผู้ต้องแบกรับชื่อเสียงของสำนักไว้บนบ่า แต่วินาทีนี้ นางกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ เป็นเสียงถอนหายใจที่ยาวนานที่สุดในรอบหลายปี
จู่ๆ มุมปากของหลินซูเหยาก็ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ราวกับดอกเหมยตูมแย่งผลิบานท่ามกลางพายุหิมะอันเหน็บหนาว งดงาม ตระการตา และเปราะบางจนหัวใจของจ้าวเฟยหลงแทบหยุดเต้น
"หากคนในยุทธภพรู้ว่าเจ้ากล้าล้อ 'เซียนกระบี่หิมะโปรย' เช่นนี้ ศีรษะของเจ้าคงอยู่บนบ่าได้อีกไม่เกินสามลมหายใจ" หลินซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน เป็นน้ำเสียงที่มีเพียงจ้าวเฟยหลงเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ยิน
"ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องรักษาศีรษะนี้ไว้ให้ดี เพื่อจะได้คอยดูรอยยิ้มเช่นนี้ของเจ้าไปนานๆ" จ้าวเฟยหลงตอบกลับทันควัน แววตาคมกริบฉายประกายความอบอุ่นที่หาได้ยากจากมือสังหารผู้โดดเดี่ยว
มือเรียวของนางเอื้อมออกไปแตะลงที่บาดแผลเบาๆ พร้อมกับที่พลังปราณระเบิดออกเพื่อขับโลหิตพิษหยดสุดท้ายให้ออกมาจากร่าง ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่างจนจ้าวเฟยหลงต้องกัดฟันกรอด ทว่ามืออีกข้างหนึ่งของหลินซูเหยากลับยื่นมาสัมผัสฝ่ามือหนาของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว เป็นการบีบกระชับเบาๆ เพื่อถ่ายทอดพลังและความเชื่อมั่นให้แก่กันและกัน
ท่ามกลางยุทธภพอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยการหักหลัง เล่ห์กล และคาวเลือด คนทั้งสองต่างเป็นเหยื่อของโชคชะตาที่ถูกบีบให้ต้องถือกระบี่ฟาดฟัน ทว่า ณ ห้วงเวลานี้ ในความเงียบสงบของตำหนักหิมะ มีเพียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานกันอย่างเงียบเชียบ
ทว่า ความสงบสุขมักมีอายุสั้นดั่งประกายไฟในสายลม
*กริ๊ง...*
เสียงกระดิ่งเตือนภัยโบราณที่แขวนอยู่หน้าประตูตำหนักหิมะโปรยดังขึ้นกังวานฝ่าความเงียบยามวิกาล มันเป็นเสียงที่มิได้เกิดจากสายลม ทว่าเกิดจากการสั่นสะเทือนของปราณกระบี่ภายนอกที่ทรงพลังจนน่าสะพรึงกลัว!
หลินซูเหยาชักมือกลับทันที สีหน้าของนางเปลี่ยนจากความอ่อนโยนกลับคืนสู่ความเย็นชาดั่งน้ำแข็งในพริบตา แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่พุ่งตรงไปที่ประตูตำหนัก
"พวกมันตามมาเร็วเกินคาด..." หลินซูเหยากล่าวเสียงต่ำ พร้อมกับที่กระบี่ประจำกายในฝักข้างกายเริ่มสั่นสะท้อนเบาๆ
จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้บาดแผลที่หัวไหล่จะยังไม่หายสนิท ทว่าประกายตาของมือสังหารผู้กระหายการต่อสู้กลับลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เขายื่นมือไปกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ข้างกาย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ดีนัก... ข้ากำลังเบื่อหน่ายฝีมือของพวกสุนัขรับจ้างสำนักเงาเพลิงพอดี"
ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยสิ่งใด ประตูไม้หนาหนักของตำหนักหิมะโปรยก็ถูกระเบิดออกเป็นจุลด้วยคลื่นกระแทกอันรุนแรง เศษไม้ปลิวว่อนท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายเข้ามา พร้อมกับเงาร่างของบุรุษชุดดำผู้หนึ่งที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืด ใบหน้าของมันสวมหน้ากากรูปอสูรน่าเกลียดน่ากลัว และในมือถือกระบี่ที่อาบไปด้วยปราณโลหิตสีแดงฉาน
"หลินซูเหยา... จ้าวเฟยหลง... พวกเจ้าคิดว่าจะซ่อนตัวพลอดรักกันอยู่ได้นานสักแค่ไหนกันเชียว!" เสียงคำรามดังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหนทางยุทธภพอันหนเหน็บนี้ไปด้วยกันนะครับ
**- เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ -**
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน•ตอนที่ 20
รอยยิ้มที่หาได้ยาก
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยในใจเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!