"ข้าชักสงสัยเสียแล้วกระมัง... ว่าคุณหนูหลี่ผู้เก็บตัวเงียบงันมาตลอดหลายปี เหตุใดจึงล่วงรู้แผนการในท้องพระโรงได้แม่นยำราولกับไปยืนฟังอยู่เบื้องหลังม่านมุกด้วยตนเอง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ท่าختมกลางความเงียบงันของห้องหนังสือลับประจำจวนอ๋อง กลิ่นหอมจาง ๆ ของกำยานไม้กฤษณาอบอวลไปทั่ว ทว่าไม่อาจกลบความตึงเครียดที่ลอยตัวคุกรุ่นอยู่กลางอากาศได้
หลี่ฟางเซียนมิได้สะท้านสะเทือน นางเพียงปรายตามองบุรุษผู้มีเรือนร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีนิลปักลายพยัคฆ์ด้วยด้ายเงิน อ๋องเฉินจวินกำลังใช้สายตาคมกริบดั่งใบมีดวิเคราะห์นาง ประหนึ่งสัตว์ล่าเหงื่อที่กำลังพิจารณาว่าเหยื่อตรงหน้าคือมิตรหรือภัยคุกคาม
นิ้วเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างค่อย ๆ ยกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ขึ้นจรดริมฝีปาก นางจิบชาหลงจิ่งอึกเล็กน้อยอย่างใจเย็น กิริยาท่าทางนั้นนุ่มนวลสง่างาม ราวกับสตรีสูงศักดิ์ผู้ผ่านการอบรมมาอย่างดีจากราชสำนักชั้นสูง ไร้ซึ่งพิรุธใด ๆ ให้จับผิด
"ท่านอ๋องกำลังตรัสเรื่องอันใดหรือเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีในห้องหอผู้หนึ่ง จะไปล่วงรู้ราชกิจเบื้องสูงได้อย่างไรกัน" ฟางเซียนทูลตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนมุมปาก ทว่าดวงตากลับทอประกายล้ำลึกประดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง
"หึ..." เฉินจวินแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวนางทีละน้อย จนเงาร่างของเขาทาบทับร่างระหงของนางเอาไว้ทั้งหมด "สตรีในห้องหอผู้ใดกัน ที่สามารถวางหมากซ้อนหมากได้อย่างแนบเนียน จนทำให้เสนาบดีหลิวต้องตกม้าตายในคดีลักลอบค้าอาวุธเมื่อวานนี้ เจ้ามิได้เพียงแค่รู้... แต่เจ้ากำลังชักใยพวกมันทั้งหมดต่างหาก ฟางเซียน"
สายตาของเขาทั้งคมและดุดัน จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางเพื่อค้นหาความจริง ฟางเซียนไม่หลบสายตา นางเงยหน้าขึ้นสบประสานกับดวงเนตรคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว ในชาติภพก่อน บุรุษผู้นี้คือเงาที่คอยปกป้องนางจนลมหายใจสุดท้าย แต่นั่นคือความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นหลังจากที่นางตกสู่ห้วงเหวแห่งความตายแล้ว ในยามนี้... เมื่อพวกเขายังต้องเดินอยู่บนกระดานแห่งอำนาจที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว เฉินจวินย่อมต้องระแวดระวังนางเป็นธรรมดา
"หากหม่อมฉันบอกว่า... ทั้งหมดนี้คือผลพวงจากการที่ข้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ท่านอ๋องจะทรงเชื่อหรือไม่เล่าเพคะ" ฟางเซียนเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าประโยคนั้นกลับดังก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟัง
เฉินจวินชะงักไปชั่วขณะ ร่างที่กำลังโน้มตัวลงมานิ่งค้าง ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด แม้จะเป็นคำพูดที่ฟังดูเหลือเชื่อและราolกับเรื่องเพ้อฝัน ทว่าประกายความเด็ดเดี่ยวและไร้ความปราณีในแววตาคู่นั้นของนาง กลับเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในร่างของเด็กสาววัยสิบเจ็ดปีทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น... มันคือแววตาเดียวกับจักรพรรดินีผู้ล่วงลับที่เขาเคยลอบมองด้วยความรู้สึกซับซ้อนในชาติภพก่อน
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแลบแปลบอยู่กลางอากาศ ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาคนสนิทดังขึ้นทำลายความเยียบเย็นที่น่าอึดอัดนี้
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว..."
เฉินจวินผละถอยออกห่างจากฟางเซียนด้วยความไม่เต็มใจนัก เขาสบตากับนางเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันไปสั่งเสียงเข้ม "เข้ามาได้ มีเรื่องอันใดรีบร้อนถึงได้ทำตัวเสียมารยาทเช่นนี้"
ประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างแรง องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนเม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก "สายลับของเราที่แฝงตัวอยู่ในจวนอัครเสนาบดีมารายงานด่วนพ่ะย่ะค่ะ... ตอนนี้ฝ่ายนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว พวกมันส่งจดลับฉบับหนึ่งออกนอกเมืองอย่างลับ ๆ และเป้าหมายของจดหมายฉบับนั้น... มุ่งตรงไปยังค่ายทหารชายแดนทิศประจิม"
คำว่า 'ค่ายทหารชายแดนทิศประจิม' ทำให้แววตาของเฉินจวินเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นทันที นั่นคือเขตกองกำลังที่อยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลหลิว และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่หากเกิดความผิดพลาดขึ้น แผ่นดินอาจลุกเป็นไฟได้ในชั่วข้ามคืน
ทว่า ในขณะที่เฉินจวินกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงถึงผลกระทบที่จะตามมา หลี่ฟางเซียนที่ยืนอยู่อีกด้านกลับนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะคลี่ยิ้มออกมา รอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความตายที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องขนลุกซู่
นางจำจดหมายฉบับนั้นได้... ในชาติก่อน มันคือชนวนเหตุที่ทำให้ตระกูลหลิวใช้ข้ออ้างเรื่องกบฏชายแดนมาบีบคั้นราชสำนัก จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมนองเลือดที่พรากทุกสิ่งไปจากนาง
ฟางเซียนค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้จันทน์แดง นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึกสีดำสนิทอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษสาแผ่นขาวสะอาดด้วยลายมือที่ปราดเปรื่องและงดงาม
เฉินจวินหันกลับมามองการกระทำของนางด้วยความฉงน "ฟางเซียน เจ้ากำลังทำอะไร"
ฟางเซียนวางพู่กันลง นางหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาเป่าให้หมึกแห้งด้วยความนุ่มนวล ก่อนจะส่งมันให้กับอ๋องหนุ่ม พร้อมกับรอยยิ้มที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา
"ส่งจดหมายฉบับนี้ตามหลังพวกมันไปเพคะท่านอ๋อง..." ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใด ๆ "แล้วท่านจะทรงพบว่า หมากตานี้... ข้าไม่ได้เดินพลาดไปแม้แต่ก้าวเดียว"
เฉินจวินรับกระดาษแผ่นนั้นมา กวาดสายตาอ่านข้อความสั้น ๆ ที่ปรากฏอยู่บนนั้นเพียงชั่วพริกตาเดียว... ทว่าทันใดนั้นเอง นัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพผู้เกรียงไกรก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายสะท้านเฮือกด้วยความตื่นตะลึงระคนทึ่งอย่างปิดไม่มิด
ในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามความจริงบางอย่าง เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด ถาดในมือรองรับด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองอร่าม—พระราชโองการลับฉบับใหม่ที่ถูกส่งตรงมาจากตำหนักในกลางดึกสงัด!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในหมากกระดานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่หวนคืน•ตอนที่ 8
พายุที่เริ่มก่อตัว
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!