หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่หวนคืน•ตอนที่ 7

ในฐานะคนสนิทของจักรพรรดิ

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับความเย็นเยียบของแท่นหยกขาวในตำหนักอักษรหลวง ช่างเป็นกลิ่นที่หลี่ฟางเซียนคุ้นเคยจนแทบจะกลืนกินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ นางก้มศีรษะลงเล็กน้อย ปลายเส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวระต้นคอระหง ภายใต้ชุดนางในสีครามเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีตเรียบร้อย ปลายนิ้วเรียวเรียบเนียนกำลังฝนหมึกอย่างจังหวะจะโคน สม่ำเสมอ ดุจเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่เบื้องหลังม่านแห่งอำนาจ "เจ้าคิดว่าฎีกาฉบับนี้จากหัวเมืองทางใต้ ควรวางไว้ที่กองกลาง หรือส่งตรงถึงมือเราดีล่ะ, ฟางเซียน" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องทรงพระอักษร จักรพรรดิหนุ่มไม่ได้เงยพระพักตร์ขึ้นจากกองฎีกาสูงท่วมหัว สายพระเนตรคมปลาบยังคงกวาดมองตัวอักษรสีชาดเบื้องหน้า ทว่าความกดดันรอบกายกลับพุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก หลี่ฟางเซียนหยุดมือที่กำลังฝนหมึก นางเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์อย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนมุมปาก ทว่าดวงตากลับล้ำลึกดั่งหุบเหวไร้ก้นบึ้ง "ทูลฝ่าบาท ฎีกาฉบับนั้นประทับตราลับสีชาดสามชั้น ย่อมมิใช่เรื่องที่ขุนนางฝ่ายปกครองทั่วไปจะล่วงรู้ได้เพคะ หากส่งไปกองกลาง เกรงว่าความจะรั่วไหลสู่อำนาจมืดของตระกูลอวี้เสียเปล่าๆ... แต่หากจะให้ส่งตรงถึงพระเนตรพระหัตถ์โดยตรง ก็เกรงว่าจะขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนัก" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ให้ซุ่มเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคมซึมซาบเข้าสู่โสตประสาทของพระองค์ "ทว่า... ในฐานะที่หม่อมฉันได้รับความไว้วางใจให้คอยถวายงานใกล้ชิด หม่อมฉันเห็นว่า ควรเก็บไว้ในหีบไม้จันทน์หอมส่วนพระองค์ และรอให้แม่ทัพเฉินจวินตรวจสอบความปลอดภัยของกองกำลังทางใต้เสียก่อน จึงค่อยนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในยามราตรีที่สงบเงียบที่สุดเพคะ" จักรพรรดิชะงักพระหัตถ์ที่ถือพู่กัน ทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน แววตาคู่นั้นทั้งหวาดระแวงและพึงพอใจในคราเดียวกัน ความเฉียบแหลมที่ไร้รอยต่อนี้ ช่างหาได้ยากยิ่งในหมู่สตรีวังหลัง หรือแม้แต่ขุนนางชายชาตรีในท้องพระโรง ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรก็ถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีดำสนิทคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวงก้าวเข้ามาอย่างองอาจ กลิ่นอายสงครามและความเย็นชาจากแดนประจิมแผ่ซ่านเข้ามาในห้องทันที อ๋องเฉินจวินปรากฏกายขึ้นราวกับพญายมผู้กุมความเป็นความตายของอาณาจักร "ฝ่าบาท..." เฉินจวินประสานมือคารวะอย่างเสียไม่ได้ สายตาคมกริบเหลือบมองหลี่ฟางเซียนเพียงชั่วพริบตาเดียว แต่กลับสื่อความหมายนับร้อยพันที่พวกเขารู้กันเพียงสองคน "สายรายงานจากชายแดนแจ้งว่า กองกำลังของตระกูลอวี้เริ่มเคลื่อนไหวผิดปกติแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ฟางเซียนหันไปสบตาอ๋องเฉินจวิน นัยน์ตาทั้งสองคู่ประสานกันโดยไม่มีใครยอมใคร คลื่นใต้น้ำแห่งความแค้นในอดีตชาติและการวางหมากในปัจจุบันกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว นางแสร้งทำเป็นก้มลงจัดเครื่องเขียน เพื่อซ่อนประกายตาวาวโรจน์แห่งความสะใจ ตระกูลอวี้... พวกท่านคิดว่าการเหยียบย่ำชีวิตข้าในชาติก่อน จะทำให้พวกท่านครองบัลลังก์ได้ค้ำฟ้าอย่างนั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี "ท่านอ๋องมาได้จังหวะพพอดี" จักรพรรดิแย้มพระสรวลเย็นเยียบ "เรากำลังปรึกษากับฟางเซียนเรื่องการจัดการฎีกาจากทางใต้ ในฐานะที่ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ และฟางเซียน... ในฐานะคนสนิทที่ใกล้ชิดเราที่สุด พวกท่านทั้งสองมีความเห็นว่าอย่างไร หากเราจะใช้โอกาสนี้... ถอนรากถอนโคนเสี้ยนหนามให้สิ้นซากในคราเดียว?" เฉินจวินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทรงอักษรมากขึ้น กลิ่นอายบุรุษเพศทรงอำนาจกดทับจนฟางเซียนรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ชายหนุ่มโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำพร่าที่ได้ยินกันเพียงสามคน "หากจะถอนรากถอนโคน ย่อมต้องมีเหยื่อล่อที่หอมหวานพอ... และหม่อมฉันคิดว่า ตำแหน่งพระสนมเอกที่ว่างลงในตำหนักบูรพา ช่างเหมาะสมกับสตรีผู้ชาญฉลาดเช่นนางในหลี่ฟางเซียนยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ" สิ้นคำกล่าวของอ๋องเฉินจวิน ห้องทรงพระอักษรตกอยู่ในความเงียบงันราวกับถูกแช่แข็ง หลี่ฟางเซียนเบิกAตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก นางไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าโยนหินก้อนใหญ่ลงในบึงน้ำนิ่งกลางราชสำนักเช่นนี้ การก้าวขึ้นเป็นพระสนม... หมายถึงการเดินเข้าสู่สนามรบที่แท้จริง ทว่ามันก็แลกมาซึ่งอำนาจที่นางโหยหา จักรพรรดิย่อมตกพระทัยไม่แพ้กัน ก่อนที่พระองค์จะทรงพระสรวลออกมาเสียงดังลั่นด้วยความชอบใจ "ดี! ดีมาก! อ๋องเฉินจวินช่างมีตาแหลมคมนัก! หลี่ฟางเซียน... เจ้าว่าอย่างไร หากเราจะมีพระราชโองการแต่งตั้งเจ้าในคืนนี้เลย?" ฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความตื่นตระหนก นางย่อกายลงคำนับอย่างงดงามไร้ที่ติ รอยยิ้มเย้ายวนแต่ทว่าเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้า "พระกรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมเพคะ... แต่ก่อนที่หม่อมฉันจะรับพระราชโองการนั้น มีบางสิ่งที่ท่านอ๋องเฉินจวินนำติดตัวมาด้วย และหม่อมฉันคิดว่าฝ่าบาททรงต้องทอดพระเนตรเสียก่อนเพคะ" นางผายมือไปยังชายเสื้อคลุมของอ๋องเฉินจวิน ทันใดนั้น เฉินจวินก็หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ มันคือป้ายหยกประจำตัวของไทเฮาที่ควรจะอยู่ภายในตำหนักในอันลึกเร้น แต่วัดนี้... กลับมาอยู่ในมือของแม่ทัพผู้คุมกำลังทหาร! ดวงตาของจักรพรรดิเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อทอดเห็นรอยเลือดจางๆ ที่เปื้อนอยู่บนขอบป้ายหยกนั้น ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในหมากกระดานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%