กลิ่นหอมบางเบาของกำยานบุปผชาติหลงจิ่งลอยวนอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ ราวกับม่านหมอกสีเทาที่จงใจปกปิดความร้าวฉานอันเปราะบางภายในพระตำหนักอักษรทอง
หลี่ฟางเซียนคุกเข่าลงอย่างเชื่องช้า ท่าทางของนางนอบน้อมดั่งลูกนกในกำมือ ทว่าปลายนิ้วเรียวที่ประคองถาดเครื่องกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามกลับนิ่งสนิทอย่างไร้ระลอกคลื่น นางเลือกช่วงเวลาที่มหาดเล็กถอยรอนออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงโอรสสวรรค์ผู้กำลังจมดิ่งอยู่ในกองฎีกาอันมืดมน
"ฝ่าบาท..." สุ้มเสียงของนางทุ้มนุ่ม ละมุนละไมดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงผืนทรายที่แห้งผาก "หม่อมฉันเห็นพระองค์ทรงทอดพระเนตรฎีกาจากหัวเมืองใต้มาตั้งแต่ยามอู่แล้ว หม่อมฉันเกรงว่าพระวรกายจะแบกรับความเหนื่อยล้าไม่ไหวเพคะ"
จักรพรรดิอี้หลางมิได้เงยพระพักตร์ขึ้นทันที ปลายพู่กันขนหมาป่าในพระหัตถ์ยังคงจรดลงบนกระดาษสาเนื้อดีอย่างมั่นคง ทว่าจังหวะการสะบัดข้อมือนั้นกลับหนักหน่วงจนเกือบทะลุเนื้อกระดาษ ความระแวงแคลงใจที่ทรงสะสมมาหลายแรมปีสะท้อนชัดผ่านรอยย่นระหว่างพระขนง
"เจ้าเป็นเพียงนางในตำหนักนอก มีสิทธิ์อันใดมาใส่ใจเรื่องราชกิจแผ่นดิน?" น้ำเสียงของพระองค์เย็นเยียบและเต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหง
"หม่อมฉันมิกล้าก้าวก่ายราชกิจแผ่นดินเพคะ..." ฟางเซียนแย้มสร้อยพระสรวลบางเบา แววตาคู่คมที่ซ่อนอยู่ภายใต้แพขนตางอนงามทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง "เพียงแต่... หม่อมฉันเป็นห่วงความปลอดภัยของราชสำนักต่างหากเพคะ"
คำว่า 'ความปลอดภัย' ทำให้พระหัตถ์ที่ถือพู่กันชะงักกึก จักรพรรดิอี้หลางเงยพระพักตร์ขึ้น ดวงเนตรคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองสตรีเบื้องพระพักตร์ราวกับจะฉีกนางออกเป็นชิ้นๆ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร ฟางเซียน?"
"หม่อมฉันเป็นเพียงหญิงต่ำต้อย ไร้ญาติขาดมิตร ไร้ผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับขุนนางฝ่ายนอก... หม่อมฉันจึงมองเห็นสิ่งที่คนในภาพวาดมองไม่เห็นเพคะ" ฟางเซียนทอดถอนหายใจยาวนานราวกับแบกรับความลับอันหนักอึ้งไว้ผู้เดียว นางขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายหอมเย็นประหลาดลอยแตะนาสิกของโอรสสวรรค์ "หม่อมฉันเพียงแต่วิตกแทนฝ่าบาท... ว่าเหตุใดช่วงนี้ ฎีกาจากหัวเมืองตระกูลซ่งของพระมเหสีเอก จึงมักจะรายงานความสงบเรียบร้อยอย่างไร้ที่ติ ราวกับตระเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าก่อนที่ฝ่าบาทจะทรงถามเสียอีก"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจกลางตำหนักอักษรทอง!
พระพักตร์ของจักรพรรดิอี้หลางตึงเครียดขึ้นในทันที ตระกูลซ่ง... ตระกูลของพระมเหสีเอกผู้เพียบพร้อมและทรงอำนาจ บิดาของนางคุมกำลังทหารครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง น้องชายของนางกุมคลังหลวง ความคิดที่ว่า *'หากวันหนึ่งพวกมันแข็งข้อขึ้น ข้าจะเหลืออะไร?'* พลุ่งพล่านขึ้นมาในพระหัตถ์ที่กำพู่กันจนสั่นเทา
"เจ้ากำลังจะบอกว่า... มเหสีซ่งสมคบคิดกับขุนนางหัวเมืองใต้?" พระองค์เค้นเสียงต่ำลอดไรฟัน ความระแวงที่ฟางเซียนหยอดลงไปเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วดั่งเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับหยาดฝนพิษ
"หม่อมฉันมิกล้าปรักปรองใครเพคะ..." ฟางเซียนกราบลงแนบพื้น ศีรษะแทบชิดกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ทว่าริมฝีปากบางเฉียบกลับยกยิ้มขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียมในมุมอับสายตา "เพียงแต่... สัปดาห์ก่อน หม่อมฉันบังเอิญไปเดินเล่นที่สวนท้อหลังตำหนักใหญ่ และได้ยินนางกำนัลคนสนิทของพระสนมเอกตระกูลหลิวหลุดปากพูดถึงเรื่อง 'เครื่องทรงทองคำลายมังกรห้าเล็บ' ที่ถูกส่งออกจากห้องคลังลับโดยไม่ผ่านตราประทับของขันทีหลวง... ฝ่าบาทเพคะ ของล้ำค่าระดับนั้น หากไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ แล้วผู้ใดจะกล้าแตะต้องหรือเพคะ?"
คำโกหกที่ปั้นแต่งขึ้นอย่างไร้รอยต่อนี้ถูกโยนเข้าไปในกองไฟแห่งความหวาดระแวง พระสนมเอกตระกูลหลิวคือคู่ปรับตัวฉกาจของพระมเหสีซ่งในวังหลัง การที่ตระกูลหลิวลักลอบเคลื่อนย้ายสมบัติหลวง ย่อมหมายถึงการสะสมเสบียงกรังเพื่อการใหญ่!
จักรพรรดิอี้หลางทุบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงอักษรเสียงดังสนั่น "บังE! พวกนางกล้าดีอย่างไรถึงริอ่านทำเรื่องเช่นนี้เบื้องหลังหลังคาตำหนักของข้า!"
"ฝ่าบาทโปรดทรงพระพิโรธด้วยความระมัดระวังเพคะ..." ฟางเซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยคลอหน่วงด้วยหยดน้ำตาแห่งความภักดีจอมปลอม แต่งแต้มความน่าสงสารจนยากจะปฏิเสธ "หม่อมฉันเพียงไม่อยากให้ฝ่าบาทต้องถูกหลอกให้ตายใจ... ในวังหลังแห่งนี้ สตรีทุกคนล้วนมีเบื้องหลัง มีตระกูลที่ต้องปกป้อง มีอำนาจที่อยากครอบครอง... มีเพียงหม่อมฉันคนนี้ ที่ชีวิตและลมหายใจมีไว้เพื่อรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแต่เพียงผู้เดียวเพคะ"
คำพูดยกยอที่เยินยอจนถึงขีดสุดนี้ กลับซาบซึ้งตรึงใจจักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกร ในสายตาของอี้หลาง ยามนี้สตรีเบื้องหน้าช่างไร้พิษภัยและน่าทะนุถนอมที่สุด นางไม่มีตระกูลหนุนหลัง ไม่มีอำนาจในมือ มีเพียงหัวใจที่มอบให้พระองค์—ช่างแตกต่างจากเหล่ามเหสีและสนมที่ต่างจ้องจะสูบกินเลือดเนื้อของพระองค์ด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง
"เจ้าช่าง... เป็นคนเดียวจริงๆ ที่ซื่อตรงต่อข้า..." จักรพรรดิอี้หลางยื่นพระหัตถ์หนาออกไปยลโฉมและเชยคางมนขึ้นมาพิจารณา แววตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยความลุ่มหลงและไว้ใจที่ถูกชักใยอย่างสมบูรณ์แบบ
ฟางเซียนซ่อนความสะอิดสะเอียนไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน นางปล่อยให้พระหัตถ์หยาบกร้านลูบไล้พวงแก้ม นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก—*นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น* มเหสีซ่ง พระสนมหลิว และทุกคนที่เคยเหยียบย่ำนางในชาติก่อน พวกมันจะต้องหันมาฆ่าฟันกันเองจนพินาศย่อยยับด้วยเงื้อมมือของจักรพรรดิผู้โง่เขลาผู้นี้
ทว่า ทันใดนั้นเอง... ขันทีคนสนิทก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความตกใจ ขัดจังหวะบรรยากาศอันเร้าใจภายในตำหนัก
"กราบทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าคุกเข่าตัวสั่นงก "แม่ทัพเฉินจวิน... ส่งสารด่วนสลักตราพยัคฆ์จากค่ายทหารชายแดนเหนือ แจ้งว่าพบกองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับหมื่นนายกำลังเคลื่อนพลประชิดชายแดน โดยมี... มีตราสัญลักษณ์ของตระกูลซ่งประทับอยู่บนธงนำทัพพ่ะย่ะค่ะ!"
พระพักตร์ของจักรพรรดิอี้หลางถอดสีจนซีดเผือดในพริบตาเดียว!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในหมากกระดานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่หวนคืน•ตอนที่ 13
รอยร้าวในใจจักรพรรดิ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!