กลิ่นหอมหวานของกำยานดอกเหมยที่ลอยอวลอยู่กลางตำหนักรับรอง ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศรอบกายผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับหนักอึ้งจนคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดลำคอของผู้ที่อยู่ในห้องทีละน้อย
"ข้าได้ยินมาว่า สนብฉางฮูหยิน ให้ความสนิทสนมกับกรมพิธีการเป็นพิเศษในช่วงนี้... น่าชื่นชมเสียจริงนะคะที่ท่านยังคงมีแก่ใจใส่
ใจต่อเรื่องราวนอกเรือน ทั้งที่ภาระหน้าที่ในจวนอ๋องก็นับว่าหนักหนาอยู่โขแล้ว"
สุ้มเสียงหวานใสราวกับระฆังแก้ว แต่กลับแฝงไว้ด้วยเข็มพิษที่เคลือบน้ำผึ้งอย่างแนบเนียน ดังขึ้นทำลายความเงียบ หลี่ฟางเซียนยกถ้วยชาเคลือบหยกขาวขึ้นจรดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า นางปรายตามองสตรีเบื้องหน้าผ่านไอหมอกกรุ่นของชาอุ่น รอยยิ้มที่แต่งแต้มบนเรียวปากของนางงดงามดั่งภาพวาด แต่ดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
ฉางอี้หลิง ชะงักมือที่กำลังจะรินชา นางคือสตรีผู้ครอบครองตำแหน่ง "ดวงใจแห่งจวนอ๋อง" ในชาติภพก่อน—ศัตรูหัวใจผู้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของหลี่ฟางเซียนจนจมดิน บัดนี้ ในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายหงส์สีชมพูอ่อนขับผิวให้ผุดผ่อง อี้หลิงยังคงไว้ซึ่งความงามที่ผู้คนต่างหลงใหล ทว่ายามนี้ รอยยิ้มของอีกฝ่ายกลับเริ่มสั่นระริกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับนางในฝึกหัดผู้ต่ำศักดิ์ แต่กลับมีรัศมีบางอย่างที่กดดันให้ผู้คนต้องหายใจอย่างระมัดระวัง
"ฟางเซียน... เจ้าคงเข้าใจผิดกระมัง ข้าเป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง จะไปล่วงรู้เรื่องราชการบ้านเมืองได้อย่างไรกัน" อี้หลิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าปลายนิ้วที่เรียยาวราวลำเทียนกลับจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด
"นั่นสินะคะ" ฟางเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะราวเสียงดนตรี แต่มันกลับทำให้แผ่นหลังของอี้หลิงเย็นวาบ "สตรีในเรือนหลัง... สมควรอยู่แต่ในเรือนหลังและดูแลความเรียบร้อย หาใช่การส่งจดหมายลับผ่านบ่าวไพร่ไปยังขุนนางฝ่ายนอกไม่"
เปรี้ยง! ราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ อี้หลิงหน้าถอดสีทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางไม่คิดว่าเด็กสาวผู้นี้จะกล้ากล่าววาจาทิ่มแทงกลางวงสนทนาเช่นนี้อย่างไร้ความเกรงกลัว
"เจ้า! เจ้าหมายความว่าอย่างไร ฟางเซียน เจ้ากำลังกล่าวหาข้าหรือ!" อี้หลิงหลุดเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย สูญเสียความเยือกเย็นที่เคยฝึกฝนมาแรมปีไปชั่วขณะ
"ข้าเพียงแต่พูดตามที่ตาเห็นและหูได้ยินก็เท่านั้นเองค่ะ ฮูหยินโปรดอย่าได้ร้อนรนจนเกินงามเลย" ฟางเซียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังกระทบกันเบาๆ แต่มันกลับก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟัง นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นกายหอมเย็นของดอกบัวหลวงปะทะเข้ากับนาสิกของอี้หลิง "ท่านกับข้า... ต่างก็รู้ดีว่ากระดานนี้เพิ่งเริ่มต้นเดินหมากลำดับแรกเท่านั้น ท่านยังเหลือเวลาอีกมากให้แสดงฝีมือ... อย่าเพิ่งรีบเร่งเปิดเผยไพ่ตายในมือจนหมดเสียก่อนเล่าคะ"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง อี้หลิงจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกหวาดกลัวเป็นครั้งแรก ในแววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความอ่อนต่อโลก มีเพียงความล้ำลึกดั่งห้วงมหาสน และความอาฆาตมาดร้ายที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดภายใต้หน้ากากของผู้ดี
ในจังหวะนั้นเอง ประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่รอให้ผู้ใดอนุญาต ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินดิ้นทองก้าวเข้ามาอย่างองอาจ กลิ่นอายกดดันอันทรงอำนาจแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ อ๋องเฉินจวินปรากฏกายขึ้นราวกับเทพสงครามที่ก้าวออกมาจากภาพวาดโบราณ พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์กวาดมองสตรีทั้งสองที่ยืนเผชิญหน้ากันด้วยบรรยากาศคุกรุ่น
อี้หลิงรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นความน่าสงสารทันที นางทำทีเป็นเซถลาเข้าไปหาบุรุษผู้เป็นใหญ่ในที่นั้น "ท่านอ๋อง... หม่อมฉันถูกกล่าวหา... ฟางเซียนนาง..."
ทว่าเฉินจวินกลับมิได้ชายตานแลความอ่อนแอจอมปลอมนั้นเลยแม้แต่น้อย พระองค์เสด็จผ่านร่างของอี้หลิงไปราวนางเป็นเพียงอากาศธาตุ ก่อนจะไปหยุดยืนเคียงข้างหลี่ฟางเซียนอย่างสนิทสนม พระหัตถ์หนายื่นไปปัดปอยผมที่คลอเคลียแกVนวลของนางออกอย่างแผ่วเบา เป็นการกระทำที่แสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจนและไร้เยื่อใยต่ออีกฝ่ายสิ้นเชิง
"เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงมารบกวนนางที่นี่" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น เยียบเย็นจนอี้หลิงตัวสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บแค้นและน้อยเนื้อต่ำใจ
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันเพียงแต่..." อี้หลิงพยายามจะอธิบาย แต่สายตาที่เฉินจวินทอดมองมายังนางนั้นว่างเปล่าและไร้ความปราณีเสียยิ่งกว่าคมดาบ
"ออกไปซะ" รับสั่งสั้นๆ ทรงพลังดั่งประกาศิตจากสวรรค์
อี้หลิงกัดริมฝีปากจนห่อเลือด นางส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายมายังหลี่ฟางเซียนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะจำใจย่อกายถวายบังคมแล้วถอยร่นออกไปจากตำหนักด้วยความอัปยศอดสู
เมื่อประตูตำหนักปิดสนิทลง ความเงียบสงบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง เฉินจวินหันมามองสตรีในดวงใจ พระโอษฐ์หยักลแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น
"เจ้าเล่นแรงเกินไปหรือไม" สุ้มเสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างนึกสนุก
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมคลา รอยยิ้มเยارหยันผุดขึ้นที่มุมปาก "สำหรับงูพิษ... หากไม่ตัดหัวเสียตั้งแต่ยังเล็ก เกรงว่าวันหน้าคนที่ต้องหลั่งเลือดจะไม่ใช่ผู้อื่น... แต่เป็นพวกเราเองนะคะ ท่านอ๋อง"
เฉินจวินหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ มือหนายกขึ้นโอบกระชับเอวบางเข้ามาใกล้ ทว่าก่อนที่บทสนทนาอันลึกซึ้งจะได้ดำเนินต่อไป เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีประจำพระองค์ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... ส่งตรงถึงตำหนักในแล้ว!"
ขันทีผู้นั้นผลักประตูเข้ามาโดยไม่รออนุญาต ในมือชูม้วนพระราชโองการประทับตราหยกสีชาดที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว และเมื่อเฉินจวินรับม้วนกระดาษนั้นมาคลี่ออกอ่าน เพียงแค่กวาดสายตาผ่านตัวอักษรไม่กี่บรรทัด พระพักตร์ที่เคยเยือกเย็นมาตลอดก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืดทะมึนราวยามพายุตั้งเค้า
หลี่ฟางเซียนเอี้ยวตัวมองข้ามหัวไหล่แกร่งของชายหนุ่ม และทันทีที่นางเห็นพระนามที่ประทับอยู่ท้ายราชโองการ ดวงตากลมโตก็หรี่แคบลงทันที... เป็นชื่อของบุคคลที่ควรจะถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักส่วน
"ดูท่าทาง... หมากกระดานนี้จะมีคนเดินตาเดินเกมล่วงหน้าเราไปก้าวหนึ่งเสียแล้วกระมังเพคะ" นางกระซิบเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนเรียวปากอีกครั้งท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในหมากกระดานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่หวนคืน•ตอนที่ 10
คมดาบที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!