กลิ่นอับของกระดาษโบราณผสมกับกลิ่นจางๆ ของหมึกจีนโบราณอบอวลอยู่รอบตัว ทว่าสิ่งที่ทำให้ศรัณย์ต้องชะงักมือที่กำลังถือปากกาเลเซอร์วัดคลื่นพลังงาน ไม่ใช่กลิ่นเหล่านั้น—แต่เป็นรอยร้าวบนผิวแก้วน้ำชาบนโต๊ะต่างหาก
รอยร้าวนั้นไม่ได้เกิดจากการกระแทก แต่มันแยกตัวออกจากกันด้วยความถี่สั่นสะเทือนของพลังงานวิญญาณที่รั่วไหลออกมาจากสมุดบันทึกเล่มหนาตรงหน้า
"ความถี่ที่สามจุดเจ็ดเฮิรตซ์... เสถียรภาพของสนามพลังรอบตัวอาจารย์กำลังลดลงอีกแล้วนะคะ" ศรัณย์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่งตามแบบฉบับของนักศึกษาคณะฟิสิกส์ประยุกต์ผู้ยึดมั่นในตรรกะ แม้ในใจจะเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติที่อยู่นอกเหนือตำราเรียนฟิสิกส์เล่มไหนๆ ในมหาวิทยาลัย
อาจารย์อรชรเงยหน้าขึ้นจากบันทึกหน้าเก่าคร่ำคร่า ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้สะท้อนความหวาดกลัว มีเพียงประกายความอ่อนโยนเจือความเศร้าลึกซึ้งที่มักซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มเสมอ เธอยกปลายนิ้วขึ้นแตะขอบกระดาษแผ่นเปราะบางราวกับกลัวว่ามันจะสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปต่อหน้าต่อตา
"ฟิสิกส์สอนให้เธอเชื่อมั่นในกฎแห่งการอนุรักษ์พลังงานใช่ไหมคะ ศรัณย์" เสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้น บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลดลงทีละน้อย "พลังงานไม่เคยสูญหายไปไหน... มันแค่เปลี่ยนรูป และบางครั้ง... ดวงวิญญาณก็เช่นกันค่ะ"
ศรัณย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาวางเครื่องมือวัดลงบนโต๊ะไม้ขัดเงาอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวเลขดิจิทัลที่กระพริบเตือนบนหน้าจอ การคำนวณทางคณิตศาสตร์บอกเขาว่า พลังงานที่แผ่ออกมาจากตัวของอาจารย์อรชรในตอนนี้ มีลักษณะทางกายภาพที่ "ไม่ควรมีอยู่จริง" ในทะเบียนราษฎร์ หรือแม้แต่ในระนาบของคนเป็น
"ผมคำนวณอัตราการถ่ายเทมวลสารและสนามออร่าของอาจารย์มาตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมา" ศรัณย์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขารู้ดีว่าความตรงไปตรงมาของตนบางครั้งอาจดูไร้หัวใจ แต่สำหรับเขาแล้ว การเข้าใจความจริงคือการปกป้องที่ดีที่สุด "ไม่มีชีพจร ไม่มีอุณหภูมิร่างกายที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และที่สำคัญที่สุด... รอยแยกมิติรอบตัวอาจารย์ไม่เคยปิดสนิทเลยตั้งแต่เราเริ่มทำคดีนี้"
อาจารย์อรชรระบายยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ทว่าแฝงความลับอันยาวนานนับศตวรรษ เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายเสื้อผ้าฝ้ายสีนวลไหวตามแรงลมที่ไม่มีที่มา
"เธอเป็นเด็กช่างสังเกตเสมอสมกับเป็นลูกศิษย์เอกของฉันนะคะ" เธอกล่าวพร้อมกับเดินไปที่หน้าต่างบานเก่าที่มองออกไปเห็นสนามหญ้าในยามค่ำคืน "ถ้าอย่างนั้น... เธอก็คงพอจะเดาได้แล้วสินคะ ว่าทำไมฉันถึงเลือกเธอ"
ศรัณย์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สมองอัจฉริยะประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้น ตั้งแต่วันแรกที่เขาบังเอิญมองเห็น 'รอยแยก' ของมิติวิญญาณ จนกระทั่งวันที่อาจารย์อรชรยื่นมือเข้ามาฉุดเขาออกจากการถูกกลืนกินโดยวิญญาณอาฆาต
"อาจารย์ไม่ใช่ผู้ดูแลบันทึกวิญญาณตั้งแต่แรก..." ศรัณย์เอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ทีละคำราวกับกำลังประกอบชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย "แต่อาจารย์คือ... 'วิญญาณตกค้าง' ที่รอการปลดปล่อยเสียเอง"
คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจของศรัณย์และเสียงหริ่งเรไรนอกหน้าต่าง
อาจารย์อรชรหันกลับมามองเขา แววตาคู่นั้นไหววูบคล้ายผิวน้ำในยามต้องลม "ถูกต้องค่ะ... ฉันไม่ใช่คนเป็นมานานมากแล้ว นานเสียจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกอุ่นยามต้องแสงแดดจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร" เธอก้มมองมือเรียวโปร่งแสงของตนเองที่เริ่มมีละอองแสงสีทองจางๆ ลอยวน "บันทึกเล่มนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อบันทึกชื่อของคนอื่น แต่มันคือพันธสัญญาที่ฉันต้องทำ108ดวงวิญญาณให้ลุล่วง เพื่อที่ฉัน... จะได้มีโอกาสก้าวข้ามผ่านประตูแห่งวัฏสงสาร"
"แล้วทำไมอาจารย์ถึงไม่บอกผมตั้งแต่แรก?" ศรัณย์ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาว แต่ในความเย็นนั้นกลับมีความอบอุ่นประหลาดที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเขา
"เพราะถ้าฉันบอก... เธอก็จะมองฉันด้วยความกลัว หรือไม่ก็พยายามหาทางส่งฉันไปเกิดใหม่โดยไม่สนใจความรู้สึกของฉันเลยน่ะสิคะ" อาจารย์อรชรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเจือความขี้เล่นเช่นเคย แม้สถานการณ์จะบีบคั้น "เด็กหัวดื้ออย่างศรัณย์ ต้องใช้เวลาเรียนรู้ด้วยหลักฐานและตรรกะของตัวเอง ถึงจะยอมรับความจริงข้อนี้ได้"
ศรัณย์เม้มปากแน่น ความรู้สึกบางอย่างตีรวนอยู่ในอก เขาเป็นคนยึดติดกับเหตุผลและตรรกะ แต่ความผูกพันตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมากลับทำให้หัวใจของเขารู้สึกหน่วงแปลกๆ ความคิดที่จะต้องสูญเสียอาจารย์ผู้คอยชี้ 33นำและอยู่เคียงข้างเขาในยามวิกฤต ทำให้เขารู้สึกเหมือนสูญเสียจุดยึดเหนี่ยวสำคัญไป
"ผมไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นหรอกครับ... หมายถึงค่ะ" ศรัณย์รีบแก้คำพูดเมื่อเผลอใช้น้ำติดปากแบบเดิม แววตาของเขามุ่งมั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "ถ้าบันทึกเล่มนี้ต้องการร้อยแปดดวงวิญญาณ... ตอนนี้เราปลดปล่อยไปแล้วร้อยเจ็ดดวง เหลืออีกแค่ดวงเดียวเท่านั้นใช่ไหมครับ—ค่ะ?"
อาจารย์อรชรชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นประกายความเด็ดเดี่ยวในแววตาของชายหนุ่ม
"ศรัณย์... ดวงวิญญาณดวงสุดท้ายในบันทึกนี้ ไม่ใช่ใครอื่นไกลหรอกนะคะ..." อาจารย์อรชรสูดหายใจเข้าลึกๆ แม้เธอจะไม่มีปอดก็ตาม น้ำเสียงของเธอกลับสั่นเครือเล็กน้อยเป็นครั้งแรก "แต่มันคือดวงวิญญาณของ 'อรชร' ผู้เขียนบันทึกเล่มนี้ขึ้นมาเมื่อร้อยปีก่อน และการจะปลดปล่อยฉันได้... เธอจะต้องเป็นคนตัดสินใจทำพิธีส่งวิญญาณด้วยมือของเธอเอง โดยต้องแลกกับการที่เธอจะไม่สามารถมองเห็นฉัน หรือจดจำเรื่องราวของเราได้อีกตลอดไป"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้งราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง ศรัณย์ยืนแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น บันทึกวิญญาณบนโต๊ะสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หน้ากระดาษเปิดพลิกส,ะบัดด้วยตัวเองด้วยความเร็วสูง จนกระทั่งมันหยุดกึกที่หน้าสุดท้าย—หน้าที่ว่างเปล่ารอการลงชื่อครั้งสุดท้าย
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนระบบภารกิจระดับ SSS ดังขึ้นก้องกังวานในโสตประสาทของศรัณย์ พร้อมกับหน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้าเข้มที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศต่อหน้าต่อตาเขา:
[ระบบตรวจสอบเงื่อนไขสำเร็จ: ปลดล็อคพันธสัญญาแห่งบันทึกวิญญาณ]
[ภารกิจสุดท้าย: เลือกระหว่าง 'เก็บรักษาความทรงจำและพันธะ' เพื่อให้อาจารย์อยู่เคียงข้างต่อไป หรือ 'ปลดปล่อยดวงวิญญาณ' เพื่อให้เธอก้าวสู่สุขคติ แต่สูญสิ้นความทรงจำทั้งหมดร่วมกัน]
[เวลาถอยหลังก่อนระบบปิดผนึกถาวร: 00:03:59]
ศรัณย์จ้องมองหน้าต่างระบบสลับกับใบหน้าของอาจารย์อรชรที่ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้เป็นครั้งสุดท้าย มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ขณะที่เสียงลมพายุวิญญาณเริ่มคำรามก้องนอกหน้าต่างราวกับกำลังเร่งเร้าให้เขาต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนี้—
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและเติบโตไปพร้อมกับศรัณย์และอาจารย์อรชรนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — นภากระซิบผี
บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ•ตอนที่ 16
ความลับของบันทึกวิญญาณ
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!