กลิ่นสนิมเหล็กเข้มข้นลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงจากอิฐมอญ—นี่ไม่ใช่กลิ่นที่ควรมีอยู่บนชั้นเจ็ดของหอพักนักศึกษา อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอายุร่วมสามสิบปีหลังนี้ควรจะมีเพียงกลิ่นน้ำยาถูพื้นเจือจางกับกลิ่นอับของเสื้อผ้าที่ตากไว้ไม่แห้งสนิท
ศรัณย์ก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ส้นรองเท้าผ้าใบกระทบเข้ากับขอบวงกบประตูห้องพัก 704 อย่างจังจนเกิดเสียงดังทึบ แท็บเล็ตในมือสั่นสะเทือนรุนแรงจนหน้าจอพลาสติกเกือบหลุดจากอุ้งมือที่ชุ่มเหงื่อ ข้อความตัวอักษรสีแดงฉานที่กระพริบบนจอไม่ได้บอกแค่ระดับความอันตราย แต่มันกำลังคำนวณ 'มวลสารพลังงาน' ที่ทะลักผ่านรอยแยกมิติเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
*“ถอยมาสองก้าว ท่องคาถาปรับสมดุลอนุภาคที่ฉันเพิ่งสอนไปเมื่อคืนนี้… อย่าใช้แรงปะทะ ให้ใช้หลักการแทรกสอดคลื่น”*
เสียงกระซิบที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นดังขึ้นข้างใบหู อาจารย์อรชรไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้เกินกว่าระยะที่ปลอดภัย ร่างเพรียวบางในชุดสูทลำลองสีเทายังคงยืนสงบนิ่งอยู่ตรงมุมทางเดิน แสงไฟนีออนบนเพดานกระพริบถี่ๆ จนเกิดเสียงฮัมต่ำในลำคอ เงามืดมหึมาที่แผ่ขยายออกมาจากรอยแยกเบื้องหน้าเริ่มบิดตัวเป็นรูปร่าง—มันคือกลุ่มก้อนควันสีดำสนิทที่อัดแน่นไปด้วยเศษเสี้ยวความทรงจำอันแตกสลาย แรงดันอากาศรอบตัวลดฮวบลงจนแก้วหูอื้ออึง ศรัณย์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา สมองส่วนตรรกะประมวลผลอย่างรวดเร็วภายใต้ความกดดันระดับสูงสุด
“คลื่นความถี่ของวิญญาณตนนี้มีความหนาแน่นสูงเกินกว่าจะขับไล่ด้วยอาคมทั่วไป… ต้องล่อให้มันคายพลังงานส่วนเกินออกมาผ่านจุดอับสัญญาณของสนามแม่เหล็กโลกครับ—เอ๊ย! ค่ะ!” ศรัณย์เกือบเผลอใช้สรรพนามคุ้นชิน แต่รีบเปลี่ยนคำลงท้ายแทบไม่ทันเมื่อเห็นหางตาเรียวคมของอาจารย์สาวหันมามองด้วยแววตาดุแกมเอ็นดู
“สมองยังทำงานได้ดีแม้ในยามวิกฤต ถือว่าสอบผ่านเรื่องสติ” อาจารย์อรชรเอ่ยเรียบๆ พลางสะบัดข้อมือเบาๆ แผ่นยันต์กระดาษสีขาวนวลนับสิบใบก็พุ่งออกจากเรียวปากนิ้วราวกับสายฝนโปรยปราย พวกมันลอยค้างกลางอากาศ เรียงตัวกันเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน คล้ายกับโครงสร้างผลึกทางฟิสิกส์ที่ศรัณย์เคยเห็นในตำราเล่มหนา
เงาดำนั้นคำราม—ไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ป่า แต่เป็นเสียงสะท้อนของการสอบตก เสียงกระซิบของการท่องจำสูตรเคมีที่ไม่ยอมเข้าหัว และเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กหนุ่มผู้แบกความคาดหวังของครอบครัวไว้จนหลังแอ่น รอยแยกมิติตรงกลางห้องกว้างขึ้นเรื่อยๆ เผยให้เห็นโต๊ะอ่านหนังสือไม้ตัวเก่า กองหนังสือเตรียมสอบที่ขึ้นรา และร่างโปร่งแสงสีเทาหม่นที่กำลังนั่งกุมขมับอยู่บนเก้าอี้พลาสติก
“นั่น… ธน ภัทร นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปีสาม ที่หายตัวไปเมื่อช่วงสอบปลายภาคปีก่อน” ศรัณย์พึมพำ ดวงตาหลังกรอบแว่นกวาดมองรายละเอียดรอบตัว “เขาไม่ได้ถูกฆาตกรรม… แต่เขา ‘วนซ้ำ’ อยู่ในลูปเวลาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนพลังงานจิตวิญญาณแตกตัว”
“ถูกต้องค่ะ” อาจารย์อรชรย่างสามขุมเข้าไปใกล้จุดศูนย์กลางของสนามพลัง มือเรียวบางกดลงบนไหล่ของศรัณย์เพื่อถ่าย-โอนกระแสความอบอุ่นที่ช่วยลดความหนצוเหน็บของวิญญาณลงได้ครึ่งหนึ่ง “เขาติดอยู่กับความกลัวที่จะทำข้อสอบไม่ได้ ความกลัวที่จะล้มเหลว หน้าที่ของเราไม่ใช่การกำจัดเขา แต่คือการเป็น ‘ผู้คุมสอบ’ คนสุดท้ายที่จะบอกเขาว่า… การสอบครั้งนี้ หมดเวลาแล้ว”
ศรัณย์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ สองมือยกแท็บเล็ตขึ้นตั้งค่าโปรแกรมจำลองคลื่นเสียงที่เขาเขียนขึ้นเองเมื่อคืนนี้ มันคือการผสมผสานระหว่างศาสตร์ไสยเวทโบราณและคลื่นความถี่อัลตราซาวด์เพื่อปรับสมดุลจิตใจ ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังเงาดำที่พยายามจะตะเกียกตะกายหนีออกจากรอยแยก
“ธนภัทรครับ—ค่ะ!” ศรัณย์เผลออีกแล้ว แต่เขาไม่มีเวลามาเขินอาย “คุณทำข้อสอบข้อนี้เสร็จแล้ว ผลคะแนนไม่สำคัญเท่ากับการที่คุณได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว ปล่อยมือจากกระดาษแผ่นนั้นเถอะครับ”
เงาดำชะงักกكن เสียงกรีดร้องแหลมสูงเงียบลงทันVี เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้าน ร่างโปร่งแสงของเด็กหนุ่มหันกลับมามองด้วยดวงตากลวงโบกสีดำสนิท ก่อนที่ริมฝีปากที่สั่นเทาจะคลายออกเป็นรอยยิ้มจางๆ ความตึงเครียดในอากาศเริ่มคลายตัวลง รอยแยกมิติตรั้งแคบเข้าหากันราวกับแผลที่กำลังสมานตัวด้วยเข็มและด้ายแห่งสัจธรรม
“ทำได้ดีมาก” อาจารย์อรชรกล่าวชมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ร่างของธนภัทรค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองละมุนลอยขึ้นสู่เพดานคอนกรีต หายลับไปกับสายลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างห้อง 704 ที่ถูกเปิดออก
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ มีเพียงเสียงพัดลมระบายอากาศของแท็บเล็ตในมือศรัณย์ที่ยังคงหมุนด้วยความเร็วสูงเพื่อระบายความร้อน ศรัณย์ถอนหายใจยาวเหยียด ทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงห้องอย่างหมดแรง เสื้อเชิ้ตชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ แต่มุมปากกลับแย้มยิ้มออกมาได้ในที่สุด นี่คือชัยชนะครั้งแรกที่ไม่ได้ใช้กำลังเข้าหักหาญ แต่เป็นการใช้ความเข้าใจและตรรกะเยียวยา
“เหนื่อยหน่อยนะคะ นักฟิสิกส์ผู้รอบคอบ” อาจารย์อรชรยื่นกระป๋องน้ำอัดลมเย็นเฉียบมาตรงหน้า ดวงตาสวยคู่คมพราวระยับด้วยรอยยิ้มบางๆ “แต่ยังพักไม่ได้หรอกค่ะ… เพราะดูเหมือนว่า ‘ระบบ’ จะส่งงานชิ้นใหม่มาให้เราแล้ว”
ศรัณย์รับกระป๋องน้ำมาถือไว้โดยอัตโนมัติ แต่ก่อนที่เขาจะได้เปิดฝา เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตแบบเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง—ไม่ใช่จากแท็บเล็ตในมือเขา แต่มาจากโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในชั้นเจ็ดที่พร้อมใจกันส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงพร้อมเพรียงกัน หน้าจอทุกจอทอแสงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นพร้อมข้อความใหม่ที่สั่นสะเทือนยิ่งกว่าเดิม:
*[แจ้งเตือนฉุกเฉิน: พบรอยแยกมิติระดับ A+ บริเวณห้องเก็บศพของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย — เป้าหมาย: วิญญาณพยาบาลสาวผู้กุมความลับการทดลองต้องห้ามกำลังจะตื่นจากการหลับใหล]*
ก่อนที่ศรัณย์จะทันได้อ้าปากทักท้วง ประตูลิฟต์ปลายทางเดินที่ควรจะปิดตายมานานหลายปี กลับส่งเสียง “ติ๊ง!” ดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับบานประตูเหล็กที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นเงาร่างในชุดพยาบาลสีขาวเปื้อนคราบเลือดสีเข้มกำลังยืนรอพวกเขาอยู่ด้านใน… และเธอกำลังหันหน้ามามองตรงมายังพวกเขาด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างจนถึงใบหู!
***
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับศรัณย์และอาจารย์อรชรนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ•ตอนที่ 2
วิญญาณที่ไม่มีเสียง
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!