"ถ้าฟิสิกส์คลาสสิกอธิบายทุกอย่างในเอกภพได้จริง ค่าความหนาแน่นของพลังงานที่รั่วไหลตรงมุมชั้นหนังสือนี้ คงเป็นแค่ความผิดพลาดของเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิในห้องสมุด... ถ้าฉันไม่เห็นมันด้วยตาตัวเองนะคะ"
ปลายนิ้วเรียวยาวของศรัณย์หยุดชะงักลงห่างจากสันหนังสือสารานุกรมฟิสิกส์ควอนตัมเพียงไม่กี่มิลลิเมตร นัยน์ตาสีเข้มหลังกรอบแว่นทรงเหลี่ยมหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด บรรยากาศรอบตัวของห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์ยามวิกาลเงียบสงัดจนได้ยินเสียงฮัมเบาๆ ของหลอดไฟฟلูออเรสเซนต์บนเพดาน ทว่า สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนักศึกษาปีสามผู้ยึดมั่นในตรรกะอย่างเขา กลับไม่ใช่ตัวหนังสือในตำรา หากเป็น ‘เส้นด้ายสีเทา’ บางเฉียบที่กำลังสั่นไหวระริกอยู่กลางอากาศ มันฉีกขาดออกจากความว่างเปล่าราวกับรอยปริของผืนผ้าใบเก่าๆ และที่สำคัญที่สุด... มันกำลังส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาด้วยคลื่นความถี่ต่ำที่สั่นสะเทือนไปถึงแก้วหู
ศรัณย์ถอนหายใจยาวเหยียด เขาพยายามดึงสติกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงด้วยการท่องกฎทางเทอร์โมไดนามิกส์ในใจเพื่อกลบเกลื่อนความกระวนกระวาย "ไม่มีจริงหรอก วิญญาณน่ะมันเป็นแค่พลังงานความร้อนที่หลงเหลือ หรือไม่ก็ภาพหลอนจากอาการพักผ่อนไม่เพียงพอ" เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางขยับแว่น
ทว่า... รอยแยกนั้นกลับขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความชื้นแฉะและกลิ่นอายอับเก่าของกาลเวลาพัดโชยทะลุผ่านช่องว่างนั้นออกมา ราวกับประตูที่เชื่อมต่อระหว่างโลกปัจจุบันกับมิติที่ถูกลืมเลือนกำลังถูกเปิดออกด้วยแรงผลักดันบางอย่างที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์
ฉับพลันนั้นเอง อุณหภูมิรอบตัวก็ดิ่งฮวบลงจนเกิดไอสีขาวที่ริมฝีปาก ศรัณย์ชะงักกึก กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร้องเตือนภัยเสียงดังลั่น แต่นิสัยส่วนตัวที่มักจะวิเคราะห์ทุกปัญหาอย่างรอบคอบก็รั้งเขาไว้ไม่ให้วิ่งหนี เขาเลือกที่จะหยิบปากกาแลกซี่แท็บเล็ตขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันวัดสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (EMF) เพื่อบันทึกความผิดปกตินี้ไว้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ แทนที่จะหลับหูหลับตาเชื่อว่านี่คือเรื่องเหนือธรรมชาติ
"ค่าฟลักซ์แม่เหล็กพุ่งสูงขึ้นแปดร้อยเปอร์เซ็นต์... เป็นไปได้ยังไงในพื้นที่ปิดแบบนี้" เขากระซิบพึมพำอย่างตื่นตัว ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เริ่มเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว
ก่อนที่ศรัณย์จะได้บันทึกข้อมูลเสร็จสิ้น เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับก้าวเดินบนปุยเมฆก็ดังขึ้นมาจากความมืดหลังชั้นหนังสือแถวที่สิบสอง ฝีเท้านั้นไม่ได้มาพร้อมกับเสียงสะท้อน แต่มันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะจะโคนสม่ำเสมอ น่าประหลาดใจยิ่งนักที่ระบบเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวอัตโนมัติของห้องสมุดกลับไม่ทำงานแม้แต่น้อย
"การพยายามอธิบายปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณด้วยสมการควอนตัม ก็เหมือนกับการเอาไม้บรรทัดเหล็กไปวัดความรู้สึกเศร้าสร้อยของมนุษย์นั่นแหละค่ะ... มันไม่มีทางลงตัวหรอกนะคะ"
น้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากังวานใสและเจือด้วยรอยยิ้มจางๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ศรัณย์สะดุ้งสุดตัว หัวใจกระตุกวูบ เขาหันขวับกลับไปมองทันทีด้วยความตกใจระคนระแวดระวัง เพราะต่อให้เขาจะหูไวแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่ใครจะเข้ามาประชิดตัวในระยะไม่ถึงหนึ่งเมตรโดยที่เขาไม่รู้ตัวเด็ดขาด
ภายใต้แสงไฟสีสวลีสลัวของโคมไฟอ่านหนังสือ ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น เธอสวมเสื้อคลุมยาวสีเทาเข้มทับชุดกระโปรงผ้าลินินสีครีมสไตล์วินเทจ เส้นผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลถูกรวบเก็บไว้หลวมๆ ด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือใบหน้าเรียวสวยที่ดูอ่อนเยาว์ราวกับนักศึกษาปีหนึ่ง แต่แววตากลับลึกซึ้งและผ่านโลกมาอย่างยาวนานราวกับผ่านกาลเวลามานับร้อยปี เธอกำลังยืนมองรอยแยกมิติสีเทานั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับมันเป็นเพียงแค่ฝุ่นละอองบนโต๊ะหนังสือ
"คุณเป็นใคร? เข้ามาในนี้ได้ยังไง ประตูกลางปิดไปตั้งแต่สามทุ่มแล้ว และในระบบทะเบียนนักศึกษาก็ไม่มีใครแต่งตัวแบบคุณ" ศรัณย์ตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามรักษามาดความสุขุมของนักศึกษาคณะฟิสิกส์ แม้ว่ามือข้างที่ถือแท็บเล็ตจะเริ่มชื้นเหงื่อแล้วก็ตาม
หญิงสาวปรายตามามองเขาเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างนึกเอ็นดู ท่าทีของเธอช่างผ่อนคลายตัดกับความตึงเครียดของสถานการณ์โดยสิ้นเชิง "ชื่อของดิฉันเหรอคะ... เรียกว่าอาจารย์อรชรก็Dค่ะ ส่วนเรื่องที่ว่าเข้ามาได้ยังไง บางที... ประตูไม่ได้มีไว้แค่ให้คนเดินเข้าออกหรอกนะคะ แต่มันเปิดให้คนที่ ‘มองเห็น’ ก้าวข้ามต่างหาก"
พูดจบ อาจารย์อรชรก็ก้าวเท้าเข้าไปหารอยแยกมิติที่กำลังสั่นระริกนั้นอย่างไม่เกรงกลัว เธอยื่นปลายนิ้วมือเปล่าเปลือยสัมผัสลงไปที่เส้นด้ายสีเทาอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้น รอยแยกที่เคยปั่นป่วนก็สงบลงในพริบตา ราวกับพายุที่ถูกสยบด้วยผืนน้ำอันราบเรียบ
ศรัณย์เบิกตากว้าง อ้าปากค้างเล็กน้อย สมองกำลังประมวลผลด้วยความเร็วสูงเพื่อหาทฤษฎีทางฟิสิกส์มาหักล้างภาพตรงหน้า แต่มันไม่มีกฎข้อไหนในตำราที่อธิบายได้เลยว่ามนุษย์สามารถหยุดยั้งรอยต่อของมิติด้วยปลายนิ้วเปล่าได้อย่างไร
อาจารย์อรชรหันกลับมามองเขา รอยยิ้มละมุนละไมปรากฏขึ้นบนใบหน้า พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ศรัณย์รู้สึกราวกับว่า โลกอันมีระเบียบวินัยที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตกำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า
"ดูเหมือนว่า... คุณจะทำ ‘ของบางอย่าง’ ตกหล่นไว้ในมิติที่สี่เข้าแล้วนะคะ ศรัณย์ และถ้าคุณยังยืนกรานที่จะเมินเฉยต่อมัน ชีวิตประจำวันอันแสนสงบสุขของคุณ... คงจะต้องปิดฉากลงตั้งแต่คืนนี้แล้วล่ะค่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตดัง "ปี๊ด!" แหลมสูงบาดแก้วหู หน้าจอแท็บเล็ตในมือของศรัณย์ดับวูบลง ก่อนจะปรากฏข้อความตัวอักษรสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นมาแทนที่ พร้อมกับเงาสودมืดมหึมาที่ค่อยๆ ก้าวทะลักออกมาจากรอยแยกเบื้องหน้า...
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเปิดหน้าแรกของบันทึกเล่มนี้ด้วยกันนะคะ!
บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ•ตอนที่ 1
สมการที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!