เสียงเคาะกระจกโต๊ะอาหารสองครั้งด้วยเล็บเจลสีนู้ดเรียบหรู ดังแทรกขึ้นกลางความเงียบอันน่าอึดอัดภายในห้องอาหารจีนร่วมสมัยบนชั้นสามสิบห้าของโรงแรมหรู
"สเปกเหล็กเสริมแรงที่ทางบริษัทคุณคินน์เสนอมาสำหรับฐานรากโซน A... ฉันเกรงว่ามันจะบางเกินไปสำหรับแรงเฉือนที่คำนวณไว้ใหม่นะคะ"
พิมพ์รตาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นกันแดดแบบแฟชั่นที่เธอจงใจถอดวางไว้บนโต๊ะ กวาดมองร่างสูงหนาในชุดสูทสีเทาชาร์โคลของอดีตสามีด้วยสายตาประดั่งมองเอกสารไร้ชีวิตชิ้นหนึ่ง ปลายนิ้วเรียวยาวเลื่อนกระดาษพิมพ์เขียวข้ามผ่านถ้วยชาอู่หลงที่ยังส่งไอความร้อนกรุ่น ไปหยุดอยู่ตรงหน้าของคินน์พอดี
คินน์ไม่ได้ก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้นทันที ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วหนาเข้มคู่นั้นเงยขึ้นสบตากับเธอ นิ่งสนิท ราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไม่มีลมพัดผ่าน สันกรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูนชั่วขณะ ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะขยับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์
"คุณกำลังใช้มาตรฐานของตึกสูงระฟ้าแปซิฟิกมาวัดโครงการนี้... พิมพ์รตา" คินน์ทวนชื่อเธอดw้วยน้ำเสียงที่จงใจเน้นย้ำทีละพยางค์ ราวกับต้องการชั่งน้ำหนักความเจ็บปวดในอดีตที่ฝังอยู่ระหว่างเขากับเธอ "โปรเจกต์รีสอร์ทริมผานี่ไม่ได้ต้องการเหล็กเกรดนั้น มันสิ้นเปลืองงบประมาณ และคุณก็รู้ดีว่าโครงสร้างเดิมที่เราเคยออกแบบไว้ร่วมกัน... มันรองรับน้ำหนักได้มากกว่าที่พิมพ์คิดด้วยซ้ำ"
คำว่า *"ที่เราเคยออกแบบไว้ร่วมกัน"* ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารจีนจานหรูที่พนักงานเพิ่งยกมาเสิร์ฟ แต่มันกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว
พิมพ์รตาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ เพื่อซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก ก่อนจะวางมันลงกระทบกับจานรองกระเบื้องเคลือบจนเกิดเสียงดัง *กริ๊ก* แหลมบาดหู
"อย่ามาพูดคำว่า 'ร่วมกัน' ให้มันน่าขยะแขยงเลยค่ะ, คุณคินน์"
ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างดุเดือด ไม่มีใครยอมหลบตาใคร รังสีความกดดันรอบตัวพวกเขาแผ่ขยายจนพนักงานเสิร์ฟที่เพิ่งถอยออกไปต้องรีบเดินเลี่ยงหนีด้วยความหวาดหวั่น
"โปรเจกต์นี้ไม่มีคำว่า 'เรา' ตั้งแต่วันที่คุณเซ็นชื่อลงในใบหย่าโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้าฉันแล้วค่ะ ตอนนี้มีแค่ 'ฉัน' ในฐานะหัวหน้าสถาปนิกผู้กุมชะตากรรมของโครงการนี้... กับ 'คุณ' ในฐานะวิศวกรรับจ้างที่บริษัทของฉันว่าจ้างมาให้ทำงานให้ลุล่วงเท่านั้น"
คินน์ชะงักไปชั่ววินาที มือใหญ่ที่ถือตะเกียบอยู่เผลอบีบเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด บาดแผลในอดีตที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นด้วยความเย่อหยิ่งและโง่เขลาในวันนั้น กำลังย้อนกลับมาลงทัณฑ์เขาอย่างสาสมในวันนี้ ทุกคำพูดของพิมพ์รตาคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นที่ไม่มีวันหายสนิท
เขายอมรับความจริงข้อหนึ่ง... ว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่พิมพ์รตาคนเดิมที่เคยเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายและรอคอยความรักจากเขาในห้องชุดสี่เหลี่ยมแคบๆ อีกต่อไปแล้ว เธอในตอนนี้คือเพชรที่ผ่านการเจียระไนด้วยไฟแห่งความแค้นและความสำเร็จ จนกลายเป็นสถาปนิกมือฉกาจที่น่าเกรงขามที่สุดในวงการ
"ถ้าเรื่องโครงสร้างเหล็ก... พิมพ์ยังยืนกรานคำเดิมนะคะ" พิมพ์รตากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไร้เยื่อใย เธอหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงขึ้นมาหมุนเล่นในมือ "แก้แบบซะ ส่งคืนให้ฉันก่อนเที่ยงวันพรุ่งนี้ ไม่อย่างนั้น... ฉันจะใช้สิทธิ์ขาดในการยกเลิกสัญญาจ้าง และคุณก็รู้ดีว่าชื่อเสียงของบริษัทวิศวกรรมเล็กๆ ของคุณตอนนี้... คงรับแรงกระแทกจากการถูกบริษัทใหญ่อย่างฉันฟ้องร้องไม่ไหวหรอกค่ะ"
นี่ไม่ใช่แค่การถกเถียงเรื่องงาน แต่มันคือสงครามจิตวิทยาที่เธอตั้งใจจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาให้จมดิน คินน์เม้มปากเป็นเส้นตรง ดวงตาคมเข้มฉายแววความเจ็บปวดระคนสำนึกผิดที่วาบผ่านขึ้นมาเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความนิ่งขรึมตามวิสัยของวิศวกรผู้ยึดมั่นในตรรกะ
เขารู้ดีว่าเธอตั้งใจจะแก้แค้น เขาสมควรได้รับมัน เขายอมรับความเจ็บปวดนี้ทุกลมหายใจ แต่ทว่า... ท่าทีที่แข็งกร้าวและไร้หัวใจของเธอในตอนนี้ กลับสร้างรอยร้าวในอกของเขาให้ลึกยิ่งกว่าเดิม
"พิมพ์... เรื่องเมื่อห้าปีก่อน..." คินน์ตัดสินใจเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เป็นครั้งแรกที่ความเยือกเย็นของเขาทลายลง เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามร้องขอความเมตตาจากอดีตภรรยา "ฉันรู้ว่าฉันทำลายทุกอย่าง... ฉันขอโทษ แต่เรื่องงานนี้..."
"หยุดเถอะค่ะ!" พิมพ์รตากระแทកเสียงขัดขึ้นทันที ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อกดดันให้เขาต้องแหงนมอง "คำขอโทษของคุณมันราคาถูกเกินกว่าจะเอามาแลกกับเวลาห้าปีที่ฉันต้องจมปลักอยู่กับความพังพาศasย! เก็บมันไว้บอกตัวเองตอนที่คุณนั่งกินข้าวคนเดียวเถอะค่ะ!"
เธอกวาดกระเป๋าถือแบรนด์เนมและแว่นตากันแดดขึ้นมาถือไว้ เตรียมจะสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องอาหารแห่งนี้เพื่อจบเกมการทรมานทางจิตใจในมื้อเที่ยงนี้เสียที
ทว่า... ในวินาทีที่พิมพ์รตาหมุนตัวกลับ ทันใดนั้น ประตูห้องอาหารส่วนตัวก็ถูกผลักเปิดออกกว้างโดยพนักงานต้อนรับ พร้อมกับร่างเล็กจิ๋วของเด็กชายวัยประมาณสี่ขวบในชุดเอี๊ยมยีนส์น่ารัก ที่วิ่งนำหน้าเข้ามาด้วยความซุกซน มือเล็กๆ ถือหุ่นยนต์ของเล่นวิ่งตรงเข้ามาหาพิมพ์รตาผู้เป็นมารดา
"แม่ครับ! น้องกรณ์หิวข้าวแล้ว ทำไมแม่คุยงานนานจังล่ะครับ?"
เสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยดังลั่นห้องอาหาร ทำให้พิมพ์รตาหน้าถอดสี ชะงักกึกไปทันทีด้วยความตกใจ ขณะที่คินน์ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พลันชะงักค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางศีรษะ เมื่อดวงตาคมกริบของเขาเบนไปสบเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กชายตัวน้อยที่มีโครงหน้า คิ้ว และสันจมูก ถอดแบบพิมพ์เดียวกับเขาอย่างไร้ที่ติ... ชนิดที่ต่อให้ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขของใคร!
หัวใจของวิศวกรหนุ่มหยุดเต้นไปชั่วขณะ โลกทั้งใบหมุนเคว้งคว้าง ขณะที่สมองอันชาญฉลาดประมวลผลย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาเมื่อห้าปีก่อน... ช่วงเวลาที่เธอหายตัวไปจากชีวิตของเขาอย่างไร้ร่องรอย... พร้อมกับความลับบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ใต้รอยร้าวอันแหลกสลาย
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดิ่งลึกไปกับเกมแก้แค้นบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
ทัณฑ์รักรอยร้าวของยัยสถาปนิกกับนายวิศวกรขั้วตรงข้าม•ตอนที่ 5
อาหารมื้อเที่ยงที่ขมขื่น
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์รักรอยร้าวของยัยสถาปนิกกับนายวิศวกรขั้วตรงข้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!