"สุราจันทราค้างฟ้าสามจอกนี้ รสชาติอสรพิษโลหิตข้นคลั่กเกินกว่าจะเรียกว่าสุรามนุษย์… เกรงว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าเงินที่ข้าโยนลงบนโต๊ะเมื่อครู่ ซื้อได้แม้กระทั่งกระดูกสันหลังของสุนัขรับใช้สำนักกระบี่เมฆา"
เสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโรงเตี๊ยมชายแดนเซียน โรงเตี๊ยมไม้เก่าคร่ำครึตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างแดนมนุษย์และเขตอิทธิพลของนิกายเซียน ยามนี้ไม่มีแขกเหรื่อคนอื่นหลงเหลืออยู่เลย แม้แต่เฒ่าแก่เจ้าของร้านยังหลบซ่อนตัวตัวสั่นงันท่อนอยู่หลังม่านผ้าใบสีตุ่น
ไป๋อวิ๋นเฟย เอนกายพิงเสาไม้สลักลายที่ผุกร่อนตามกาลเวลา เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบไว้ครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกสลักลายพยัคฆ์ ริมฝีปากหยักลึกแย้มยิ้มเยาะหยัน ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในฝักจับจ้องไปยังจอกสุราตรงหน้า ในมือข้างขวาของเขาหมุนวนกระบี่เหล็กดำสนิทเล่มหนึ่งอย่างเกียจคร้าน ตัวกระบี่ไม่มีลวดลายประดับประดา ทว่าแผ่ไอสังหารเย็นเยียบออกมาจางๆ จนหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่ริมหน้าต่างระเหยกลายเป็นไอสีขาว
บรรยากาศในโรงเตี๊ยมตึงเครียดจนแทบจะใช้มือตัดได้ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ของไป๋อวิ๋นเฟยแผ่ขยายกดทับอากัปกิริยาของทุกคนในรัศมีสามสา้าว
ทว่า... ไม่มีใครกล้าขยับตัว
ณ โต๊ะมุมอับด้านทิศเหนือ ซึ่งถูกความมืดของเงาไม้บังไว้ครึ่งหนึ่ง ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูไร้ซึ่งรอยเปื้อนใดๆ นั่งนิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็ง นางไม่ได้แตะต้องสุราในจอกตรงหน้าแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวกำลังดีดเบาๆ บนผิวโต๊ะไม้ เกิดเป็นผลึกน้ำแข็งบางเบารูปดอกเหมันต์ลามเลียไปตามพื้นผิวอย่างเงียบเชียบ
มู่หรงชิงหลัน ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ
ดวงตาของนางคู่ดั่งห้วงน้ำแข็งหมื่นปี เยือกเย็น ไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ และเปี่ยมด้วยรัศมีกดดันที่สูงส่งจนผู้คนแทบไม่กล้าสบตา นางคือศิษย์เอกแห่งวังน้ำค้างเก้าชั้นฟ้า ผู้บรรลุเคล็ดวิชา "เหมันต์สยบฟ้า" ตั้งแต่อายุยังน้อย การปรากฏตัวของนางในสถานที่กันดารเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
"วาจายโสสุรทิน แต่ฝีมือกลับรั้งท้ายยุทธภพ ไป๋อวิ๋นเฟย... เจ้ายังคงสำรวมความปากกล้าของตนเองไม่ได้เลยสินะ"
สุ้มเสียงของนางใสราวกระดิ่งเงินกระทบสายลม ทว่ากลับเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาว ทำให้อุณหภูมิภายในโรงเตี๊ยมลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว
ไป๋อวิ๋นเฟยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำเจือแววเย้ยหยัน เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับนางโดยไม่หลบเลี่ยง เคมีระหว่างคนทั้งสองปะทะกันกลางอากาศจนเกิดเสียงเปรี๊ยะราวกับประกายไฟจากหินอัคนี
"โอ้? ที่แท้ก็เป็นคุณหนูใหญ่แห่งวังน้ำค้างเก้าชั้นฟ้า แม่นางมู่หรงผู้สูงส่ง... ลมหวนอันใดกันที่พัดพาร่างอันบริสุทธิ์ดั่งเทพธิดาลงมาสู่ดินโคลนตมเช่นนี้เล่า? หรือว่า... สุราในวังน้ำค้างของพวกเจ้ามันจืดชืดจนต้องแอบมาขโมยสุราเถื่อนในดินแดนชายแดนเพื่อหาความเร้าใจ?"
"ปากสุนัข" มู่หรงชิงหลันเอ่ยสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความโกรธเกรี้ยว ทว่าไอเย็นรอบตัวกลับทวีความรุนแรงขึ้นจนเสาไม้เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะหนาเตอะ
"สุนัขตัวนี้กัดเจ็บนักนะแม่นาง หากเจ้าอยากพิสูจน์ เกรงว่าเก้าอี้ตัวที่เจ้านั่งอยู่อาจจะไม่มั่นคงพอให้เจ้ารับกระบวนท่าของข้า" ไป๋อวิ๋นเฟยยิ้มกริ่ม ดวงตาพินิจพิเคราะห์เรือนร่างระหงภายใต้ชุดคลุมสีขาวนั้นอย่างไม่เกรงใจ แม้จะรู้ว่าสตรีตรงหน้าคืออันตรายระดับวิกฤตที่สามารถแช่แข็งวิญญาณเขาได้ในพริบตา แต่วิถีกระบี่อันทะนงตนของเขากลับไม่อนุญาตให้ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว
ความแค้นระหว่างสำนักกระบี่เมฆาที่ล่มสลาย กับเงื่อนงำบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงวังน้ำค้างเก้าชั้นฟ้ายังคงค้างคาอยู่ในใจ ปมเชือกเส้นนี้ดึงดูดให้พวกเขาทั้งสองต้องมาเผชิญหน้ากันในสถานที่รกร้างแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"เจ้าตามหาคัมภีร์กระบี่สุริยันจันทราสินะ" มู่หรงชิงหลันไม่ต่อความยาว, นางเอ่ยเข้าประเด็นด้วยแววตานิ่งสนิท "แต่สิ่งที่เจ้ากำลังไขว่คว้า... มันคือหายนะที่จะลากเจ้าลงสู่อเวจีที่แม้แต่กระบี่ในมือเจ้าก็ปกป้องวิญญาณของเจ้าไม่ได้"
"หายนะหรือ?" ไป๋อวิ๋นเฟยแค่นยิ้ม ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันขึ้นวูบหนึ่ง "ชีวิตของข้า ไป๋อวิ๋นเฟย... ต่อให้สวรรค์เบื้องบนเป็นผู้บัญชา หรือนรกเบื้องล่างเป็นผู้กำหนด ข้าก็ไม่เคยคิดก้มหัวให้ผู้ใด แล้วไยข้าต้องกลัวหายนะที่สร้างจากน้ำมือมนุษย์เล่า!"
สิ้นคำพูด ร่างของไป๋อวิ๋นเฟยก็หายวับไปจากที่นั่งราวกับภูตผี!
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นกลางห้องโถงมืดทึบ กระบี่เหล็กดำในมือของชายหนุ่มปะทะเข้ากับกระบี่น้ำแข็งโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นในมือของมู่หรงชิงหลันอย่างแม่นยำ แรงปะทะของปราณกระบี่ทั้งสองสายระเบิดออกจนโต๊ะเก้าอี้ไม้ภายในโรงเตี๊ยมแหลกละเอียดเป็นผุยผงในชั่วพริบตา
ความรวดเร็วและดุดันนี้เกินกว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปจะจินตนาการได้ ทั้งสองยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด ใบหูห่างกันเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นอายบุรุษปะทะเข้ากับกลิ่นหอมเย็นจางๆ ดั่งดอกเหมันต์บนยอดเขาหิมะ
มู่หรงชิงหลันขมวดคิ้วเล็กน้อยยามที่เห็นแววตาเจ้าเล่ห์แต่จริงจังอย่างยิ่งยวดของบุรุษเบื้องหน้า ปราณเหมันต์ในร่างนางพยายามแช่แข็งแขนของเขา ทว่าไป๋อวิ๋นเฟยกลับโคจรพลังปราณอัคคีโลหิตต้านทานไว้ได้อย่างฉิวเฉียด เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมของคนทั้งคู่ ทว่าไม่มีใครยอมลดละแรงกดดัน
"ฝีมือพัฒนาขึ้นไม่น้อยนี่..." นางกระซิบชิดริมฝีปากเขา แววตาสั่นไหววูบหนึ่งอย่างยากจะสังเกตเห็น
"เพื่อมัดใจแม่นางเซียนผู้เยือกเย็น ข้าไหนเลยจะกล้าหยุดพัฒนา" ไป๋อวิ๋นเฟยยิ้มกวนประสาท ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นตัว
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยชีวิตดังขึ้นกึกก้องจากภายนอกโรงเตี๊ยม แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณนับสิบสายแผ่พุ่งเข้ามาปิดล้อมตัวอาคารไว้ทุกทิศทาง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่ดังก้องสะท้อนมาจากท้องฟ้ายามวิกาล
"ฮ่าๆๆๆ! ไป๋อวิ๋นเฟย... มู่หรงชิงหลัน... พวกเจ้าสองคนคิดจริงๆ หรือว่าการพบกันที่นี่จะรอดพ้นจากสายตาของหอคอยทศวรรษสวรรค์!"
แสงกระบี่สีทองนับพันสายพุ่งทะลุหลังคาโรงเตี๊ยมลงมาดั่งสายฝนอัสนี พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่ง ที่ยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดเสาธงด้านนอก โดยมีกระบี่โบราณเล่มหนึ่งลอยคว้างอยู่เหนือศีรษะแผ่ไอสังหารสะเทือนเลื่อนลั่น!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ทะยานฟ้าท้าบัญชาสวรรค์•ตอนที่ 2
หยาดน้ำค้างบนคมดาบ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าบัญชาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!