“พระชายา... ดูเหมือนท่านจะลืมไปเสียสนิทว่า ในห้องโถงวิจิตรแห่งนี้ หัวของท่านวางอยู่บนเขียงที่ข้าเป็นผู้กุมมีดเอาไว้”
เสียงทุ้มต่ำดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในถ้ำมืดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับจนแทบหยุดหายใจ เซียวหานจิ่งนั่งพิงพนักบัลลังก์ชั่วคราว ดวงตาคมกริบดุจใบมีดโกนจดจ้องร่างบางที่ยืนเด่นอยู่เบื้องหน้าหลินฟางเซียนมิได้ก้มหน้าหลบสายตา นางเพียงกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างเยือกเย็น ในมือยังคงกำซองจดหมายที่เพิ่งถูกส่งมาเมื่อครู่ไว้แน่น
“ท่านอ๋อง... บนเขียงนั้นอาจมีหัวของหม่อมฉันวางอยู่จริง แต่ท่านก็ควรระลึกไว้เช่นกันว่า หากไร้ซึ่งหม่อมฉัน วันนี้ท่านคงมิได้นั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อรอฟังคำพิพากษาจากฮ่องเต้ด้วยร่างกายที่ไร้พิษร้ายหรอกนะเพคะ”
หลินฟางเซียนเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับค้อนที่ตอกลงบนตอกไม้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดของตำหนักหลวง รัศมีอำนาจของฮ่องเต้ที่แผ่ออกมาจากการประทับนั่งบนอาสนะมังกรเบื้องหน้าทำให้นางรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่มุ่งหมายจะกดให้คนต่ำต้อยจมลงสู่ดิน
ฮ่องเต้เซียวจงฉินทรงวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม เสียงกระทบกันของกระเบื้องเคลือบดังก้องกังวานราวกับเสียงลั่นของสายฟ้าที่กำลังจะผ่าลงมา “เซียวหานจิ่ง... นี่หรือคือสตรีที่เจ้าเลือกมาเป็นชายา? สตรีผู้มีความรู้ในวิชาแพทย์ต่ำต้อย ทั้งยังกล้าต่อปากต่อคำกับโอรสแห่งสวรรค์? ข้าเห็นทีเจ้าคงจะหลงใหลในความงามจนลืมฐานันดรศักดิ์ไปเสียแล้ว”
เซียวหานจิ่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่กำยำภายใต้ชุดคลุมสีดำปักลายมังกรห้าเล็บดูน่าเกรงขามดุจเทพสงครามที่พร้อมจะสังหารผู้คนได้ทุกเมื่อ เขาเดินเยื้องย่างไปหยุดข้างกายหลินฟางเซียน มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวงามของนางไว้แน่นต่อหน้าสายตาของฮ่องเต้ ก่อนจะหันไปประสานสายตากับผู้เป็นกษัตริย์โดยไร้ความเกรงกลัว
“ฝ่าบาท... คำนิยามของความเหมาะสมในสายพระเนตรของท่าน กับความต้องการในหัวใจของกระหม่อมนั้นมักจะสวนทางกันเสมอ” เซียวหานจิ่งเว้นวรรค ดวงตาคมฉายแวววาวด้วยประกายแห่งการท้าทาย “นางอาจมิใช่นางพญาที่เพียบพร้อมในจารีต แต่ในยามที่กระหม่อมตกอยู่ในเงื้อมมือของความตาย นางคือคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาฉุดกระชากข้าขึ้นจากหุบเหว หากการรักษาชีวิตของชายาผู้นี้คือความผิด กระหม่อมก็ยินดีที่จะรับโทษทัณฑ์จากท่านด้วยความเต็มใจ”
คำพูดของเซียวหานจิ่งเปรียบเสมือนการประกาศสงครามอย่างเงียบเชียบ หลินฟางเซียนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือของเขา นางรู้ดีว่าในยุคสมัยที่บุรุษคือเจ้าชีวิต การที่อ๋องผู้ทรงอำนาจกล้าออกมาปกป้องนางต่อหน้าพระพักตร์เช่นนี้ คือการแขวนคอตัวเองไว้บนเส้นด้ายที่รอวันขาดสะบั้น
“เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้า?” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเย็นเยียบ “เซียวหานจิ่ง เจ้าควรตระหนักว่าอำนาจที่เจ้ามีอยู่ มาจากบัลลังก์ที่ข้ามอบให้ มิใช่สิ่งที่จะนำมาใช้เพื่อปกป้องสตรีเพียงคนเดียว”
“หม่อมฉันหาได้ปกป้องเพียงสตรี แต่หม่อมฉันปกป้อง ‘ผู้ร่วมชะตากรรม’ ของหม่อมฉันพะยะค่ะ” หลินฟางเซียนแทรกขึ้นมา จังหวะก้าวของนางมั่นคง นางค่อยๆ ขยับตัวไปเบื้องหน้าครึ่งก้าว “ฝ่าบาท... หากพระองค์ทรงต้องการให้หม่อมฉันหายไปจากสายตาของท่านอ๋อง หม่อมฉันยินดีน้อมรับคำสั่ง แต่ก่อนหน้านั้น หม่อมฉันขอถามพระองค์สักคำเถิดว่า อาการประชวรที่ทำให้พระองค์ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับความเจ็บปวดในพระวรกายนั้น หากมิใช่เพราะพระองค์กำลังถูกวางยาพิษที่หมอหลวงในวังมิอาจล่วงรู้ แล้วท่านอ๋องของหม่อมฉันจะเป็นคนเดียวหรือพะยะค่ะที่สูญเสียอำนาจ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงทันที ประโยคนี้เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำนิ่งสนิท แรงกระเพื่อมของมันทำให้อากาศรอบข้างหนักอึ้ง ฮ่องเต้ชะงักไป ดวงตาที่เคยเฉยเมยบัดนี้สั่นไหวอย่างไม่อาจปิดมิด
เซียวหานจิ่งกระชับมือที่กุมนางไว้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย เขาไม่คิดว่านางจะกล้าหาญถึงขั้นเปิดเผยเรื่องสำคัญต่อหน้าฮ่องเต้เช่นนี้ แต่นั่นคือเหตุผลที่เขารู้สึกว่าเขาไม่มีวันปล่อยนางไปได้ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหรือหักหาญกับผู้ใดก็ตาม
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด ขันทีเฒ่าร่างผอมแห้งก็นำพาถาดไม้ลงรักปิดทองก้าวเข้ามาในห้องโถง บนถาดนั้นมีจอกเหล้าทองคำเพียงจอกเดียวที่ถูกปิดด้วยผ้าแพรสีขาวสะอาด
“ฝ่าบาท...” ขันทีผู้นั้นค้อมตัวจนเกือบชิดพื้น “ราชโองการลับจากหอตรวจการ... ส่งมาถึงพระหัตถ์ของท่านในเพลานี้พะยะค่ะ”
ฮ่องเต้หันไปมองจอกเหล้านั้น สายพระเนตรของพระองค์แปรเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความเย็นชาลึกซึ้ง พระองค์ค่อยๆ ยื่นพระหัตถ์ออกไปหยิบจอกเหล้านั้นขึ้นมา ก่อนจะจ้องมองไปยังเซียวหานจิ่งและหลินฟางเซียนด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
“ในเมื่อพวกเจ้ามั่นใจนักว่าตนเองอยู่เหนือความตาย... งั้นก็จงลองพิสูจน์ดูสิว่า ความภักดีหรือพิษร้ายในจอกนี้ สิ่งใดกันแน่ที่จะเป็นผู้พรากชีวิตของพวกเจ้าไปก่อนกัน”
ฮ่องเต้ทรงยกจอกเหล้าขึ้นจรดริมฝีปาก ทว่าสายตาของพระองค์ยังคงจ้องเขม็งมาที่หลินฟางเซียนราวกับจะรอชมความพินาศของนางในวินาทีที่จอกนั้นแตะถึงริมฝีปาก... หรือไม่ก็ในวินาทีที่นางต้องเลือกตัดสินใจว่า จะยอมดื่มเพื่อปกป้องชายผู้เป็นสามี หรือจะปล่อยให้เขาต้องรับชะตากรรมเพียงลำพัง
หลินฟางเซียนนิ่งค้าง หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ นางสัมผัสได้ว่าในจอกนั้นมิใช่เหล้าธรรมดา แต่เป็นกลิ่นของสมุนไพรที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี... กลิ่นของ ‘ดอกพิษพันราตรี’ ที่แม้แต่มือหมอเทวดายังต้องสั่นสะท้าน
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมลุ้นไปกับชะตากรรมของพวกเขานะครับ แล้วพบกันในตอนถัดไปครับผม!
ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด!•ตอนที่ 8
คำดูแคลนจากฮ่องเต้
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!