"ข้ามิได้โง่เขลาถึงขนาดที่จะดื่มยาพิษที่ท่านอุตส่าห์บรรจงปรุงแต่งด้วยความใส่ใจ... ท่านอ๋อง"
สุ้มเสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบ ทว่าก้องกังวานบาดลึกในความเงียบสงัดของห้องโถงจันทร์กระจ่าง แสงตะเกียงน้ำมันหอมระเหยไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลายเมฆมงคล กลิ่นอายของความกดดันแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นใต้น้ำที่รอวันปะทุ จอกเหล้าหยกขาวในมือเรียวบางสั่นไหวเล็กน้อย มิใช่เพราะความหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะความเดือดดาลที่ถูกกดทับไว้ด้วยสติปัญญาอันเฉียบคม
เซียวหานจิ่งไม่ขยับเขยื้อn ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิทนั่งนิ่งราวนายพรานผู้ช่ำชองกำลังมองดูเหยื่อติดบ่วง ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬหรี่ลงเล็กน้อย ประกายความเย็นชาและอำนาจมืดทาบทับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลัก
เขามิได้แปลกใจที่นางรู้ทัน... แต่นาง ‘รู้’ ได้อย่างไรต่างหาก คือสิ่งที่น่าสนใจ
"เจ้าเรียกมันว่ายาพิษอย่างนั้นหรือ ฟางเซียน"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ในป่าลึกดังขึ้น เขายกจอกเหล้าของตนขึ้นจิบช้าๆ สายตายังคงไม่ละไปจากดวงหน้าของสตรีตรงหน้า "ในยุทธภพและราชสำนัก ต่างร่ำลือกันว่า ‘ดอกพิษพันราตรี’ สามารถพรากวิญญาณคนได้ภายในสามลมหายใจ แต่ทว่า... สิ่งที่อยู่ในจอกของเจ้านั้น มีสัดส่วนของรากบัวหิมะพันปีผสมอยู่เจ็ดส่วน และเกสรบัวสวรรค์อีกสามส่วน หากผู้ใดดื่มเข้าไป มิใช่ความตายที่จะมาเยือน แต่มันคือการชำระล้างพิษเรื้อรังที่ฝังรากลึกในชีพจรมานานแรมปีต่างหากเล่า"
หลินฟางเซียนแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาคู่สวยฉายแววเย้ยหยัน "ท่านอ๋องช่างสรรหาคำแก้ตัวได้แนบเนียนยิ่งนัก รากบัวหิมะพันปีกับเกสรบัวสวรรค์กระนั้นหรือ? สูตรยานี้... แม้แต่ปรมาจารย์แพทย์โอสถแห่งเขาเทียนซานผู้ล่วงลับ ยังต้องใช้เวลาไตร่ตรองถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนกว่าจะผสมออกมาได้ลงตัวเช่นนี้ ทว่าท่าน... แม่ทัพผู้กุมกองกำลังทหารนับแสนผู้ใช้ชีวิตอยู่กับคมดาบ กลับล่วงรู้ตำรับยาแพทย์โบราณที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไรกัน?"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา หนักอึ้งจนแทบได้ยินเสียงหัวใจเต้นระส่ำ
เซียวหานจิ่งวางจอกเหล้าลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดงเสียงดัง *กริ๊ก* ใบหน้าคมคายขยับเข้ามาใกล้ รัศมีอันน่าเกรงขามแผ่พุ่งจนหลินฟางเซียนต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว
"เจ้าไม่ใช่หลินฟางเซียนบุตรสาวเสนาบดีหลินผู้โง่เขลาเบาปัญญาและอ่อนแอคนนั้น"
ประโยคสั้นๆ ที่ถูกเอ่ยออกมาอย่างเรียบเรื่อย ทว่ากลับสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่ดวงจิตของหลินฟางเซียนราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน เลือดในกายของนางเย็นเฉียบ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยพลันทิ้งร่องรอยความตื่นตระหนกไว้ชั่วพริบตา ก่อนจะถูกเก็บซ่อนกลับไปภายใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว
"ท่านอ๋องตรัสอันใด หม่อมฉันฟังไม่เข้าใจ" นางเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา แม้ในใจจะตื่นตระหนกจนแทบควบคุมไม่อยู่
"ฟังไม่เข้าใจงั้นหรือ?" มุมปากหนายกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มิใช่รอยยิ้ม ดวงตาดุร้ายคู่นั้นกวาดมองสำรวจเรือนร่างและท่าทีของนางอย่างพินิจพิจารณา "หลินฟางเซียนผู้นั้นหวาดกลัวแม้แต่เงาของตนเอง ร้องไห้คร่ำครวญทุกคราที่ต้องเผชิญหน้ากับความกดดัน และที่สำคัญ... นางไม่เคยรู้ว่าชีพจรของตนเองมีพิษสุมอยู่ ทว่าเจ้า... เจ้ากลับมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นดอกพิษพันราตรี แถมยังแสดงทักษะการจับชีพจรและวิเคราะห์โรคราวกับหมอเทวดาผู้ผ่านการรักษาคนมานับหมื่นรายในโลกที่ข้าไม่เคยรู้จัก"
คำว่า *'โลกที่ข้าไม่เคยรู้จัก'* ทำเอาหลินฟางเซียนลมหายใจสะดุด
นางทะลุมิติมาจากศตวรรษที่ 21 ผ่านอุบัติเหตุทางการแพทย์อันลึกลับ เข้ามาอยู่ในร่างของสตรีอาภัพผู้มีชะตากรรมถูกส่งมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่นางระมัดระวังตัวมาโดยตลอด ปิดบังตัวตนและทักษะการแพทย์สมัยใหม่ด้วยความรอบคอบ เหตุใด... เหตุใดชายผู้นี้ถึงจับพิรุธได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
"ท่าน... รู้ได้อย่างไร..." น้ำเสียงของนางหลุดความสั่นเครือออกมาเล็กน้อยอย่างไม่อาจหักห้าม
เซียวหานจิ่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกำยำในชุดคลุมสีดำสนิททำให้เขาราวกับมรณะที่ก้าวออกมาจากเงาความมืด เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว ช้าๆ ทว่ามั่นคง จนกระทั่งร่างของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและกลิ่นจางๆ ของสนป่าโชยเข้าจมูกของนาง
"ข้าไม่สนใจว่าวิญญาณในร่างนี้จะมาจากดินแดนอันไกลโพ้นแห่งใด หรือเจ้าจะข้ามผ่านกาลเวลาอันน่าเหลือเชื่อมาด้วยวิธีใดก็ตามที..." เซียวหานจิ่งโน้มใบหน้าลงมา กระซิบข้างใบหูของนางด้วยสุ้มเสียงที่สั่นระริกด้วยความรู้สึกอันล้ำลึกที่ถูกเก็บงำไว้ "สิ่งที่ข้ารู้มีเพียงอย่างเดียว... เจ้าคือสตรีคนเดียวที่ทำให้หัวใจที่ตายด้านดวงนี้กลับมาเต้นได้อีกครั้ง และข้าไม่มีวันยอมปล่อยให้ใครหน้าไหนแย่งชิงเจ้าไปจากอ้อมแขนนี้ แม้กระทั่งเงาของความตายก็ไม่มีสิทธิ์!"
หลินฟางเซียนเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ความหวาดระแวงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ชายผู้นี้... มิได้หวังจะกำจัดนางเพราะความลับเรื่องตัวตน แต่มันคือ...
"ท่านอ๋อง... ท่านบ้าไปแล้วหรือไร?" นางเอ่ยเสียงสั่น
"ใช่ ข้ามันบ้า..." เซียวหานจิ่งแค่นหัวเราะต่ำๆ มือหนาเอื้อมออกไปจับคางเรียวของนางให้เงยขึ้นสบตา บังคับให้นางรับรู้ถึงความจริงจังและคลั่งไคล้ที่ระอุอยู่ภายในแววตาคู่นั้น "บ้าจนยอมพลิกแผ่นดินเพื่อปกป้องเจ้า บ้าจนยอมเอาบัลลังก์และชีวิตเข้าแลกเพื่อให้เจ้าปลอดภัย... ดังนั้น ฟางเซียน จงเลิกหวาดระแวงข้า แล้วมาจับมือกันทำลายหมากกระดานนี้เสียที"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดและอบอวลด้วยคลื่นอารมณ์อันซับซ้อนนั้นเอง
*ปัง!*
เสียงถีบประตูห้องโถงด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์เงาที่พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังทหารหลวงขององค์รัชทายาทบุกเข้ามาปิดล้อมตำหนักจันทร์กระจ่างแล้ว พร้อมด้วย... พระราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดจากฮ่องเต้!"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับความลับอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะครับ
ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด!•ตอนที่ 9
การเจรจาหลังม่าน
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!