โลหิตอุ่นร้อนหยดลงกระทบพื้นไม้ขัดมัน ส่งกลิ่นคาวคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายฝนยามราตรีที่ลอยลอดบานหน้าต่างแกะสลักเข้ามา
ในความมืดสลัวของห้องโถงลับหลังเรือนพักแรม แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องผ่านรอยร้าวของกระเบื้องมุงหลังคา เผยให้เห็นเงาร่างสองร่างที่แนบชิดติดกันจนแทบหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เซียวหานจิ่งใช้ลำแขนแกร่งดั่งคีมเหล็กโอบกระชับเอวบางของหลินฟางเซียนไว้แน่น ฝ่ามือหนาอีกข้างกดศีรษะนางให้แนบซบลงกับอกแกร่งของตน ขณะที่คมดาบเล่มยาวของมือสังหารเดนตายปักคาอยู่กับเสาไม้ด้านหลัง ห่างจากศีรษะของพวกเขาไปเพียงไม่ถึงคืบ
"อย่าขยับ" เสียงกระซิบต่ำพร่าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักที่แนบอยู่ข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่บนลาดไหล่ระหงสั่นไหวเล็กน้อย ฟ้องให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ชายหนุ่มผู้กุมอำนาจทั่วหล้าพยายามสะกดกลั้นไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น
หลินฟางเซียนมิได้หวาดกลัวจนตัวสั่นเทาตามสัญชาตญาณของสตรีทั่วไป นางกลับใช้ปลายนิ้วเรียวยาวที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อยาว สัมผัสลงบนชีพจรบริเวณข้อมือของบุรุษที่กำลังปกป้องนางอย่างเงียบเชียบ สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจเขาที่รัวเร็วผิดปกติ แม้ภายนอกเขาจะดูดุจดั่งหินผาผู้ไร้ความรู้สึก แต่นางรู้ดี... ว่าบุรุษผู้นี้กำลังแบกรับบาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ขวา ซึ่งเกิดจากการเอาตัวเข้ามารับลูกดอกอาบยาพิษแทนนาวเมื่อเคาน์เตอร์ชั่วยามก่อน
"ท่านอ๋อง... พิษในกายท่านเริ่มเดินเครื่องแล้ว" เสียงหวานเอ่ยกระซิบลอดไรฟัน ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววเด็ดเดี่ยว นางไม่ยอมปล่อยให้คนที่เอาชีวิตมาแลกเพื่อความปลอดภัยของนางต้องดับดิ้นลงในที่อับทึบเช่นนี้เป็นอันขาด
"ข้ายังไหว..." เซียวหานจิ่งกัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมหนา แม้ความเจ็บปวดจากการถูกพิษกัดกินกระดูกจะแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย แต่ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นยังคงกวาดมองความเคลื่อนไหวภายนอกผ่านรอยแยกของประตูอย่างระแวดระวัง เขายอมตายคาสนามรบได้ แต่มิยอมให้สตรีในอ้อมกอดนี้ต้องมีรอยขีดข่วนแม้แต่ปลายเส้นผม
เบื้องนอก เสียงฝีเท้าของกลุ่มมือสังหารนับสิบชีวิตยังคงเดินวนเวียนอยู่บริเวณระเบียงทางเดิน แสงคบเพลิงสาดส่องสว่างจนเงาร่างทาบทับเข้ามาบนผนังกระดาษสา เสียงคมดาบกระทบกับพื้นไม้ดังขึ้นเป็นระยะ บ่งบอกว่าองครักษ์เงาที่เหลืออยู่กำลังต้านทานการจู่โจมระลอกใหม่อย่างสุดกำลัง
สถานการณ์แขวนอยู่บนเส้นด้าย หากส่งเสียงดังเพียงนิด หรือหากลมหายใจสะดุดแม้แต่จังหวะเดียว ความตายจะพุ่งทะลุกำแพงเข้ามาหาพวกเขาทันที
หลินฟางเซียนขบริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้ พิษสลายกระดูกจะแล่นเข้าสู่หัวใจของเซียวหานจิ่ง และต่อให้เป็นหมอเทวดากลับชาติมาเกิดก็ไม่อาจยื้อชีวิตเขาไว้ได้ มือเรียวเล็กค่อยๆ เอื้อมไปหยิบซองเข็มเงินขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ภายในอาภรณ์อย่างเงียบเชียบที่สุด
"ท่านต้องเชื่อใจข้า" นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงความมั่นคงเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดราวกับประกายดาวในคืนเดือนมืด "ข้าจะฝังเข็มสกัดจุดชีพจรเพื่อหยุดการไหลเวียนของโลหิตชั่วคราว แต่มันจะเจ็บปวดเจียนตาย... ท่านต้องอดทน"
เซียวหานจิ่งก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน แววตาเยชาชาและดุร้ายในยามปกติบัดนี้กลับเจือไปด้วยความอ่อนโยนล้ำลึกที่เขามิเคยแสดงให้ผู้ใดเห็น เขายกย่องนางเหนือกว่าบัลลังก์และอำนาจใดๆ ในแผ่นดินนี้ หากนางต้องการชีวิตเขา เขาก็พร้อมจะมอบให้โดยไม่ลังเล นับประสาอะไรกับความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยนี้เล่า
"ทำตามที่เจ้าต้องการเถอะ... ฟางเซียน ต่อให้ความตายมาเยือน ข้าก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากเจ้าเด็ดขาด"
สิ้นคำพูดนั้น หลินฟางเซียนไม่รอช้า นางใช้ความรวดเร็วและแม่นยำดั่งภูติพราย ปักเข็มเงินลงบนจุดชีพจรสำคัญบริเวณลำคอและหัวไหล่ของเซียวหานจิ่งทั้งสิ้นสี่เล่มติดต่อกัน
*อึก!*
เซียวหานจิ่งส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรุนแรง เส้นเลือดบริเวณขมับปูดโปน ร่างกายกำยำกระตุกเกร็งขึ้นวูบหนึ่งจนแทบทรงตัวไม่อยู่ แต่เขากลับกัดฟันกรอดจนเลือดซึมออกจากมุมปาก ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เพื่อไม่ให้มือสังหารภายนอกล่วงรู้ตำแหน่งของพวกเขา มือหนาข้างที่ยังพอมีแรงคว้าเอวบางเข้ามายึดเหนี่ยวไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม ราวกับนางคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณเดียวท่ามกลางพายุคลั่ง
ในขณะเดียวกัน โลหิตสีดำคล้ำที่เจือพิษก็ไหลทะลักออกจากบาดแผลบริเวณหัวไหล่ขวาลงสู่พื้น กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ บ่งบอกว่าพิษร้ายถูกขับออกมาบางส่วนแล้ว ลมหายใจของเซียวหานจิ่งค่อยๆ สงบลง ความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านในกายเริ่มทุเลาลงทีละน้อย เหลือเพียงหยาดเหงื่อที่ชุ่มโชกแผ่นหลังหนาของเขา
ทั้งคู่รอดตายมาด้วยกันอย่างหวุดหวิดจากเงื้อมมือมัจจุราชในค่ำคืนนี้
ทว่า... ความเงียบงันหาได้อยู่ยาวนานไม่
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นสามครั้งตามด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยจากองครักษ์เงา และไม่ใช่การบุกจู่โจมของมือสังหาร แต่เป็นรหัสลับประจำตระกูลขุนนางใหญ่ที่กุมอำนาจอยู่เบื้องหลังราชสำนัก
เซียวหานจิ่งลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาดุร้ายคู่เดิมกลับมาเปล่งประกายความเยียบเย็นอีกครั้ง ร่างกายที่เพิ่งผ่านพ้นขอบเหวแห่งความตายกลับตั้งตรงขึ้นอย่างสง่างามราวกับพญาอินทรีที่บาดเจ็บแต่ยังคงความน่าเกรงขาม
"ท่านอ๋อง..." หลินฟางเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากจังหวะเสียงเคาะนั้น
ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด บานประตูไม้แกะสลักที่ปิดสนิทก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับสายลมเย็นเยียบที่พัดหอบกลิ่นอายดอกเหมยหลงฤดูเข้ามาในห้อง
บุรุษในชุดคลุมปักลายมังกรห้าก้าว ผู้สวมหน้ากากเงินปกปิดใบหน้าครึ่งซีกก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของแขกยามวิกาลผู้นั้น ก่อนที่เขาจะโยนวัตถุบางอย่างกลิ้งหลุนๆ มาหยุดอยู่แทบเท้าของหลินฟางเซียน
นั่นคือ... ป้ายคำสั่งทองคำแท้ของหน่วยองครักษ์หลวงประจำพระองค์ฮ่องเต้ ที่มีรอยคราบเลือดสดๆ ติดอยู่ หญิงสาวก้มมองมันแวบหนึ่ง ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง เมื่อตระหนักได้ทันทีว่า... ป้ายนี้เป็นของใคร และข่าวกรองที่พวกเขารู้มาตลอดทางเป็นเพียงกลลวงชิ้นใหญ่
"ยินดีด้วยที่พวกเจ้ายังรอดชีวิตมาได้..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็นจากหลังหน้ากากเงิน "แต่ทว่า... พระราชโองการฉบับด่วนที่สุดจากเมืองหลวง ที่สั่งปลดท่านอ๋องและริบทรัพย์ตระกูลหลินทั้งหมด เพิ่งเดินทางมาถึงมือเสด็จพ่อของข้าเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนแล้วล่ะนะ"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลและคมดาบนี้ไปด้วยกันนะครับ - เฉินเว่ยสายลุย
ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด!•ตอนที่ 16
การลอบสังหารยามค่ำ
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!