กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและโลหิตเจือจางลอยอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรห้ากรงเล็บสีดำสนิทประทับยืนนิ่งสนิท ณ ธรณีประตู รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาราวกับพายุครามที่กำลังก่อตัว กลิ่นอายความดุดันและอำนาจดิบเถื่อนอันเป็นเอกลักษณ์ของแม่ทัพผู้ผ่านศึกโชกโชนกดทับบรรยากาศในเรือนปีกตะวันตกจนแทบหยุดหายใจ
เซียวหานจิ่งไม่ได้ขยับพระบาทก้าวออกไปทันทีตามที่ตรัสไว้ ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกลับกวาดมองผ่านม่านโปร่งสีมุกไปยังร่างของสตรีที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
หลินฟางเซียนในยามนี้มิได้มีสภาพหวาดกลัวตัวสั่นเทาเช่นวันวาน นางยังคงสวมอาภรณ์เรียบง่ายสีฟ้าครามปักลายเหมันต์ปนเศร้า ทว่าแผ่นหลังนั้นเหยียดตรงดั่งสนทนกลางเหมันต์ ปลายเรียวหัตถ์ขาวผ่องกำลังบรรจงใช้เข็มเงินเล่มบางเฉียบปักลงบนจุดชีพจรบนแขนเสื้อของบ่าวไพร่ที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ลอบทำร้ายเมื่อครู่ด้วยความมั่นคง ราวกับโลกภายนอกที่กำลังลุกเป็นไฟด้วยเพลิงอำนาจไม่มีผลอันใดต่อสมาธิของนางแม้แต่น้อย
"ฮูหยิน... ดูเหมือนว่าแขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มนี้ จะมิได้มาเพื่อคารวะพวกเราตามธรรมเนียมกระมังครับ"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะบดขยี้ผู้ใดก็ตามที่บังaชาญกล้าล่วงเกิน
หลินฟางเซียนชะงักปลายนิ้วที่ถือเข็มเงินเพียงชั่วลมหายใจ นางไม่ได้หันกลับไปทันที ทว่ากลับกดปลายนิ้วลงไปอีกเล็กน้อยเพื่อรีดเลือดพิษสีดำคล้ำออกจากบาดแผลของบ่าวไพร่ ก่อนจะใช้ผ้าแพรสีขาวสะอาดซับมันอย่างประณีตบรรจง ท่าทีสุขุมเยือกเย็นนี้ทำเอาบรรดามหาดเล็กและองครักษ์เงาที่ติดตามมาถึงกับลอบกลืนน้ำลาย
นางค่อยๆ หันกลับมา ดวงหน้าเนียนละเอียดประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย ดวงตากลมโตคู่นั้นสุกสกาวดั่งดาราในคืนเดือนมืด ไม่มีร่องรอยความหวาดหวั่นพรพร่องแม้แต่น้อย มีเพียงความลึกล้ำที่แม้แต่เซียวหานจิ่งผู้กุมชะตาชีวิตคนนับแสนยังต้องขมวดพระขนงเข้าหากันด้วยความฉงน
"เรียนท่านอ๋อง... คนที่กล้าลองดีกับเรือนหลังของหม่อมฉัน เกรงว่าคงมิได้มีแค่เงาดำที่กองอยู่หน้าประตูรอดูกลอุบายกระมังคะ... เอ่อ... หม่อมฉันหมายถึง... กระmกระหม่อม..." หลินฟางเซียนเกือบหลุดคำพูดจากโลกยุคปัจจุบันออกมา ทว่านางปรับน้ำเสียงและสรรพนามได้อย่างแนบเนียนในเสี้ยววินาที "กระหม่อมฉันหมายถึง... คนพวกนั้นคงโง่เขลาเบาปัญญาจนไม่รู้ว่า สถานที่แห่งนี้คือเขตพระราชฐานชั้นในที่แม้แต่เงาพญายมยังต้องขออนุญาตก่อนก้าวเข้ามา"
คำพูดที่เปรียบเปรยอย่างเผ็ดร้อนแต่กลับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลรื่นหูนี้ ทำให้มุมพระoษฐ์หยักลึกของท่านอ๋องกระตุกขึ้นเล็กน้อย ความสนเท่ห์ในแววตาของบุรุษผู้เย็นชาพลุ่งพล่านขึ้นราวกับไฟป่าที่ต้องลม
เดิมที... พระองค์ทรงคิดว่านางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกตระกูลใหญ่ส่งมาเพื่อเป็นสายลับคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวในจวนอ๋อง เป็นสตรีอ่อนแอที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมตื้นเขินเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทว่านับตั้งแต่วันที่นางใช้โอสถประหลาดช่วยชีวิตทหารเอกในกองทัพ และการเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหารเมื่อครู่ด้วยสติปัญญาที่เฉียบคมราวกับยอดกุนซือ... สตรีผู้นี้ก็ค่อยๆ ลบภาพจำเดิมทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความลึกลับน่าค้นหาที่ดึงดูดสายตาของพระองค์ให้ละไปจากนางไม่ได้เลยแม้แต่เคเคอร์เดียว
"เจ้าเปลี่ยนไปมาก..." เซียวหานจิ่งก้าวพระบาทข้ามธรณีประตูเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายกดดันระดับราชาพุ่งเข้าหาจนบ่าวไพร่ต้องหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ทว่าหลินฟางเซียนกลับยืนหยัดเผชิญหน้าโดยไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว
"คนเราย่อมต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและภัยอันตรายที่รายล้อมเพคะ ท่านอ๋องผู้ปรีชาสามารถย่อมเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี" หลินฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกริบอย่างไม่เกรงกลัว "หากหม่อมฉันยังคงเป็นสตรีอ่อนแอที่เอาแต่น้ำตาตกในเช่นวันวาน ป่านนี้คงกลายเป็นวิญญาณไร้ญาติขาดมิตรฝังอยู่ใต้แปลงดอกไม้ในจวนหลังนี้ไปนานแล้ว"
ความกล้าหาญที่เจือด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันเล็กๆ นั้น ทำให้หัวใจของเซียวหานจิ่งที่ด้านชาต่ออิสตรีมานานนับปีเกิดอาการกระตุกวูบอย่างประหลาด ความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่า 'ความสนใจ' คืบคลานเข้ามาเกาะกุมดวงใจดุร้ายของแม่ทัพผู้ไม่เคยสยบให้ผู้ใด พระองค์ก้มพระoษฐ์ลงกระซิบชิดริมพระกรของนางด้วยสุ้มเสียงที่ต่ำพร่าจนคนที่ได้ยินต้องใจสั่น
"เช่นนั้น... ฮูหยินของเปิ่นหวางคงไม่รังเกียจกระมัง หากคืนนี้... เปิ่นหวางจะขออยู่ 'ตรวจอาการ' ของเจ้าด้วยตนเองอย่างละเอียด"
หลินฟางเซียนชะงักกึก ใบหน้าขาวผ่องขึ้นสีระเรื่อด้วยความขัดเขินที่ถูกรุกรานพื้นที่ส่วนตัวอย่างกะทันหัน นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง ทว่ากลับถูกพระหัตถ์แข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กคว้าข้อพระกร (ข้อมือ) เอาไว้เบาๆ ไม่ให้หนีพ้น
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังระอุขึ้นด้วยแรงดึงดูดอันตราย ทว่าก่อนที่เซียวหานจิ่งจะได้เอ่ยเย้า1อะไรนางไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็พุ่งทะยานเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยท่าทางตื่นตระหนก
"กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชองครักษ์หลวงนำพระราชโองการด่วนที่สุดจากห้องพระคลังหลวงมาถึงหน้าจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวหานจิ่งหรี่พระเนตรลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากวรกายอีกครั้ง พระหัตถ์ที่กุมข้อพระกรของหลินฟางเซียนคลายออกช้าๆ ทว่าสายตายังคงจับจ้องสตรีตรงหน้าไม่วางตา ราวกับต้องการสลักภาพนางไว้ในห้วงภวังค์
"ให้มันเข้ามา..." สุ้มเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้น
ทว่าในวินาทีที่ม่านประตูถูกเปิดออกพร้อมกับขันทีเฒ่าถือม้วนราชองครักษ์สีทองอร่ามก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด หลินฟางเซียนกลับเหลือบไปเห็นคราบผงสีดำบางอย่างที่ติดอยู่บริเวณมุมถาดรองราชองครักษ์... มันคือผงพิษ 'สลายวิญญาณ' ชนิดเดียวกับที่ใช้ลอบสังหารนางในห้องเครื่องเมื่อเช้า!
ดวงตากลมโตของหลินฟางเซียนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางพุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าเซียวหานจิ่งในเสี้ยววินาที พร้อมกับคว้าข้อมือของขันทีเฒ่าเอาไว้แน่นก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้เปิดม้วนพระราชโองการ!
"ช้าก่อน! พระราชโองการฉบับนี้... มีพิษ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของ "เฉินเว่ยสายลุย" เสมอมานะครับ
ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด!•ตอนที่ 6
สายตาที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!