"จดหมายฉบับนี้ หากตกอยู่ในมือของสุนัขตัวใดในตำหนักยี่ว์... หัวของคนผู้นั้นจะมิได้อยู่บนบ่าอีกต่อไป"
น้ำเสียงของเซียวหานจิ่งราบเรียบทว่าเย็นยะเยือกราวกับเกล็ดน้ำแข็งพันปีในหุบเขาอุดร สายพระเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองร่างบอบบางในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายหงส์เหินที่กำลังนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องประดับหยกขาว กลิ่นอายกดดันแผ่ซ่านไปทั่วตำหนักใหญ่จนแม้แต่ขันทีรับใช้ด้านนอกยังไม่กล้าหายใจแรง
หลินฟางเซียนมิได้หันกลับไปมองบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งกองทัพบูรพาทันที นางเพียงยกปลายนิ้วเรียวงามขึ้นสัมผัสปิ่นทองคำฝังไข่มุกราตรีที่เพิ่งเสียบลงบนมวยผม ท่าทีเยือกเย็นและสง่างามราวกับเทพเซียนลงมาจุติ นางปรายตามองเงาสะท้อนในกระจกทองเหลือง ก่อนจะแย้มสรวลบางเบาที่มุมปาก
"ท่านอ๋องทรงวิตกกังวลเกินไปแล้วกระมังเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยวไว้เต็มเปี่ยม "สปายที่หม่อมฉันคัดสรรเพื่อส่งเข้าสู่วังหลวงในครานี้ มิใช่สายลับบ้านนอกคอกนาทั่วไป แต่เป็นนางกำนัลฝีมือเยี่ยมจากหอคอยหมื่นบุปผาที่ผ่านการล้างสมองและฝึกฝนศิลปะแห่งการเอาตัวรอดมาอย่างโชกโชชัน ต่อให้ไทเฮาหรือฮ่องเต้จะระแวงระวังเพียงใด ก็มิอาจมองทะลุปรุโปร่งถึงชั้นเชิงที่เราวางไว้หรอกเพคะ"
เซียวหานจิ่งก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำปักดิ้นทองทาบทับบรรยากาศรอบตัวให้มืดมนลงไปอีก เขายื่นมือหนาออกไปโอบรอบเอวคอดกิ่วของนางอย่างถือวิสาสะ ดึงร่างนุ่มนวลเข้ามาชิดแนบกายจนได้ยินเสียงหัวเต้นระรัว แม้ภายนอกเขาจะดูโหดเหี้ยมดุร้ายต่อผู้คนทั้งหล้า แต่ยามใดที่อยู่เบื้องหน้าสตรีผู้นี้ ดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววคลั่งรักและหวาดกลัวที่จะสูญเสียนางไปเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
"เปิ่นหวางมิได้ห่วงใยแผนการ" ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงของนาง ขณะที่น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหู "เปิ่นหวางเป็นห่วง... เจ้า"
หลินฟางเซียนสะดุ้งเล็กน้อย นางเหลือบมองค้อนบุรุษผู้มักจะแสดงความเย่อหยิ่งต่อหน้าผู้อื่น แต่กลับกลายร่างเป็นลูกสุนัขตัวใหญ่ยามอยู่กันตามลำพัง ทว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ นางไม่มีเวลามาต่อลอต่อเถียงเรื่องความคลั่งรักของเขา
"ปล่อยหม่อมฉันก่อนเพคะ ท่านอ๋อง" นางเอ่ยเตือนเสียงเข้ม พลางใช้มือเรียวแกะมือหนาที่พันธนาการเอวตนไว้ออกอย่างนุ่มนวล "ยามนี้ยามวิกาล แผนการส่งตัว 'ไป๋เหลียน' เข้าวังหลวงกำลังจะเริ่มขึ้น หากเรามัวแต่ชักช้า เกรงว่าประตูวังชั้นในจะปิดเสียก่อน"
เซียวหานจิ่งยอมคลายอ้อมแขนออกอย่างไม่เต็มใจนัก เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม ทอดมองภรรยาเอกของตนด้วยสายตาซับซ้อน ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาด้วยวิญญาณจากภพภูมิประหลาด ความสามารถทางการแพทย์ที่เหนือล้ำ และปัญญาที่เฉียบคมราวกับยอดกุนซือ ทำให้นางกลายเป็นหัวใจและมันสมองของจวนอ๋องอย่างแท้จริง
"เจ้ามั่นใจแค่ไหนว่าไป๋เหลียนจะยอมจำนนต่อเราไปตลอดรอดฝาก?" เซียวหานจิ่งเอ่ยถามด้วยสัญชาตญาณของนักการเมืองผู้โชกโชน "นางเป็นคนของหอคอยหมื่นบุปผา แม้เราจะกุมจุดอ่อนของนางไว้ แต่ในวังหลวงเต็มไปด้วยผลประโยชน์และอำนาจล้นฟ้า หากฮ่องเต้หรืออัครเสนาบดีหลี่ใช้เงินทองหรือตำแหน่งหน้าที่ซื้อตัวนาง... เจ้าคิดว่านางจะยังจงรักภักดีต่อเราอยู่หรือ?"
หลินฟางเซียนหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้าในแสงเทียน นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและเย้ยหยันต่อโชคชะตา
"ท่านอ๋องทรงลืมไปแล้วหรือว่า ยาพิษที่หม่อมฉันกรอกปากนางเมื่อยามโพล้เพล้คืออะไร?"
เซียวหานจิ่งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"ยาพิษสลายโลหิตเจ็ดราตรี" หลินฟางเซียนเฉลยด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ "หากไม่มี 'ยาถอนพิษ' ที่หม่อมฉันปรุงขึ้นและต้องกินทุกๆ เจ็ดวันเพื่อต่ออายุขัย นางจะทรมานราวกับถูกไฟนรกแผดเผาจนกระดูกแหลกสลายเป็นจุล ต่อให้ฮ่องเต้จะมอบบัลลังก์มังกรให้ชั่วคราว นางก็ไม่มีปัญญาเสวยสุขหรอกเพคะ เพราะชีวิตของนาง... อยู่ในกำมือของหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียว"
ความเด็ดขาดและเลือดเย็นที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มงดงามดั่งภาพวาด ทำให้เซียวหานจิ่งอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา เขายื่นมือไปกุมมือเรียวของนางขึ้นมาจุมพิตอย่างทะนุถนอม ราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวในใต้หล้าที่เขาไม่อาจสูญเสีย
"ภรรยาข้า... ร้ายกาจยิ่งนัก" เขากล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ ทว่าแววตากลับลึกล้ำไปด้วยความเสน่หา "เช่นนั้น แผนการขั้นต่อไป เจ้าจะให้ไป๋เหลียนทำสิ่งใดในตำหนักใน?"
หลินฟางเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อย นางเดินไปหยิบแผนผังตำหนักในของวังหลวงที่กางไว้บนโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังตำหนักอิงฮวา ซึ่งเป็นที่ประทับของสนมเอกหลิว ผู้เป็นหลานสาวแท้ๆ ของอัครเสนาบดีหลี่ ศัตรูตัวฉกาจของจวนอ๋อง
"เป้าหมายแรกของเรา มิใช่การลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ หรือการขโมยตราแผ่นดิน" หลินฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขยับตัวเข้ามาใกล้เพื่อให้เขาเห็นจุดที่นางกำลังวางหมาก "แต่เป็นการ 'ยุยงและสร้างความร้าวฉาน' ระหว่างสนมเอกหลิวกับฮองเฮา"
เซียวหานจิ่งโน้มตัวลงมาพิจารณาแผนผังตามคำบอกเล่า ดวงตาคมกริบฉายแววพึงพอใจขึ้นเรื่อยๆ
"สนมเอกหลิวเป็นสตรีที่มักใหญ่ใฝ่สูงและเจ้าอารมณ์ นางอาศัยอำนาจของตระกูลหลี่กดขี่สนมคนอื่นมานานนับปีจนฮองเฮาทรงระอาใจ หากไป๋เหลียนสามารถแทรกตัวเข้าไปเป็นนางกำนัลคนสนิทในตำหนักอิงฮวาได้ นางย่อมมีโอกาสสร้างหลักฐานเท็จ ว่าสนมเอกหลิวแอบติดต่อกับสำนักมือสังหารนอกด่านเพื่อวางยาปลงพระชนม์องค์รัชทายาท..."
"ฮึ..." เซียวหานจิ่งแค่น יםในลำคออย่างชอบใจ "ยืมมือฮองเฮา กำจัดสายเลือดตระกูลหลี่ หมากตานี้... นับว่าลึกล้ำยิ่งนัก"
"ยังไม่หมดแค่นั้นเพคะ" หลินฟางเซียนกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ในขณะที่ตระกูลหลี่กำลังวุ่นวายกับการแก้ข้อกล่าวหาเรื่องการลอบปลงพระชนม์ ท่านอ๋องก็สามารถนำกำลังพลเข้าควบคุมประตูเมืองหลวงและคลังเสบียงหลวงได้โดยง่าย เพราะไม่มีใครว่างพอจะมาขัดขวางท่านอีกต่อไป"
บรรยากาศในตำหนักเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเปลวเทียนที่ไหววูบตามสายลมยามค่ำคืน เซียวหานจิ่งมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ความรัก ความหลงใหล และความยำเกรงผสมผสานกันจนกลายเป็นความผูกพันที่มั่นคงราวนิจนิรันดร์ สตรีผู้นี้มิได้เป็นเพียงชายาที่คอยอยู่เคียงข้าง แต่คือนักวางกลยุทธ์ผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินร่วมกับเขา
"เจ้าช่าง... คู่ควรกับบัลลังก์เคียงคู่ข้าเสียจริง ฟางเซียน" เขากระซิบแผ่วเบา ดึงร่างนางเข้ามากอดแนบอกแน่นราวกับต้องการหลอมรวมนางเป็นเนื้อเดียวกับตัวเขา
หลินฟางเซียนซบหน้าลงกับอกแกร่ง นางฟังเสียงหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกับจังหวะชีวิตของตนเอง แม้เบื้องหน้าจะมีขุนเขาแห่งอำนาจและคมดาบรออยู่ แต่นางหาได้หวาดกลัวไม่ ในเมื่อพวกเขามีทั้งสติปัญญาและกำลังพลที่พร้อมจะพลิกแผ่นดินคว่ำ
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความหวานชื่นและกลิ่นอายแห่งชัยชนะที่ยังมาไม่ถึง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักหน่วงขององครักษ์เงาก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวของทั้งสองคนอย่างกะทันหัน
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงร้อนรนของไป๋ฉีดังทะลุบานประตูกระดาษสาเข้ามา "สายรายงานด่วนจากในวังหลวง แจ้งว่า... พระราชโองการลับฉบับใหม่เพิ่งถูกประกาศออกมาเมื่อหนึ่งเค่อก่อน!"
เซียวหานจิ่งขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาดึงตัวออกจากหลินฟางเซียน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งในพริบตา "เข้ามา!"
ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ไป๋ฉีคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าอาบเหงื่อชุ่ม รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แทบจะขาดหาย
"ฮ่องเต้... ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งให้... ให้พระชายาหลินฟางเซียน ดำรงตำแหน่ง 'ราชตองฮูหยินพิเศษ' พร้อมทั้งมีรับสั่งให้เสด็จเข้าวังหลวงไปพำนัก ณ ตำหนักบูรพา... ภายในคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของเซียวหานจิ่งก็พลันแข็งทื่อ ดวงตาดำสนิทเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ไอร้อนระอุและจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวจะทะลักทะลายออกมาจากร่างของเขาจนห้องทั้งห้องแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
ส่วนหลินฟางเซียน... นางนิ่งค้างไปสนิท รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อครู่มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงตากลมโตจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างยามราตรีที่มืดมิด
*นี่มัน... แผนซ้อนแผนอันใดกันแน่?*
ทุกท่านครับ เรื่องราวช่างเข้มข้นขึ้นทุกขณะจิต ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลและคมดาบนี้ไปด้วยกันนะครับ - เฉินเว่ยสายลุย
ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด!•ตอนที่ 14
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ท่านอย่าได้หมายตาจะหย่าขาด! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!