ความเงียบงันภายในตรอกแคบมืดทึบของย่านสลัมเขตตะวันออก ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงกริชโลหะเวทที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี เป้าหมายของมันคือจุดตายบริเวณท้ายทอยของร่างที่กำลังยืนหันหลังให้ ทว่าสิ่งที่ปลายคมมีดกระทบกลับไม่ใช่เนื้อหนังอันนิ่มนวลของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย หากแต่เป็นม่านพลังงานสีครามเข้มที่สะท้อนประกายแสงวาววับราวกับกระจกแก้วชั้นดี
"ช้าไป… และตื้นเขินเกินกว่าจะเรียกว่าการลอบสังหารนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด เรนหมุนตัวกลับช้าๆ นัยน์ตาสสีนิลจ้องมองไปยังเงาร่างสามคนที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงอิฐผุพังด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความตื่นตระหนก เขารู้ตัวตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเลี้ยวเข้ามาในเขตอับสายตาแห่งนี้แล้ว การเคลื่อนไหวที่ไร้ระเบียบและจิตสังหารที่พยายามซ่อนแต่กลับรั่วไหลออกมาอย่างไร้ชั้นเชิง มันช่างดูน่าสมเพชเสียจนเขาไม่อยากจะนับว่าพวกมันคือนักฆ่ามืออาชีพ
"แก… รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่!" เสียงแหบพร่าของหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ มันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างโปร่งของเด็กหนุ่มตรงหน้า แรงกดดันนั้นหนักอึ้งราวกับภูเขาผืนใหญ่ที่กดทับลงบนบ่าจนแทบหายใจไม่ออก
"มันไม่สำคัญหว่าผมจะรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่หรอกครับ สิ่งที่พวกคุณควรใส่ใจในตอนนี้… คือการคิดคำตอบให้ได้ว่า ใครเป็นคนส่งพวกคุณมา และพวกคุณมีปัญญาชดใช้ค่าเสียเวลาของผมด้วยอะไร" เรนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มือขวายกขึ้นปัดเบาๆ ราวกับกำลังปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนไหล่
"ฆ่ามันซะ! อย่าไปกลัว มันก็แค่เด็กเวทไร้สังกัดคนเดียว!"
สิ้นเสียงคำรามด้วยความหวาดกลัวแต่พยายามข่มขวัญ นักฆ่าทั้งสามคนก็ระเบิดมานาสีดำทมิฬออกมาพร้อมกัน พวกลงมือพุ่งเข้าประชิดตัวด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูง กริชอาบยาพิษนับส่มเล่มพุ่งตรงเข้าจุดสำคัญทั่วร่างของเรนในเสี้ยววินาที ทว่าในสายตาของเซียนเวทผู้ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน การเคลื่อนไหวของพวกมันช่างเชื่องช้าประหนึ่งภาพสโลว์โมชัน
ลูเซียที่ยืนกอดอกพิงผนังตึกอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ถอนหายใจเบาๆ ออกมาด้วยความเบื่อหน่าย เธอยังไม่ทันได้ขยับตัวด้วยซ้ำ แค่เพียงเห็นรอยยิ้มมุมปากของเรน เธอก็รู้ได้ทันทีว่าจุดจบของพวกโง่เขลาเหล่านี้จะเป็นเช่นไร
"ระบบลงทัณฑ์… เริ่มกระบวนการ"
เรนพึมพำเบาๆ แต่อำนาจเวทกลับแผ่ขยายออกไปครอบคลุมพื้นที่รัศมีสิบเมตรในพริบตา พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของนักฆ่าทั้งสามพลานปรากฏอักขระเวทสีทองอร่ามเรืองแสงสว่างวาบขึ้นมาขัดขวางการเคลื่อนไหวของพวกมันทันที โซ่ตรวนแห่งมานาบริสุทธิ์พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินพันธนาการข้อเท้าและแขนของพวกมันเอาไว้แน่นหนาจนขยับเขยื้อนไม่ได้
"อาร์๊ก! นี่มันเวทอะไรกันวะ! ขยับไม่ได้… ปล่อยกูนะเว้ย!" นักฆ่าคนหนึ่งแผדเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เมื่อโซ่เวทเริ่มรัดแน่นขึ้นจนกระดูกเริ่มส่งเสียงลั่นกรอบ
เรนก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว รองเท้าหนังส่งเสียงกระทบพื้นผิวถนนอย่างเป็นจังหวะ ทุกย่างก้าวที่เขาลากผ่าน สร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้ถูกพันธนาการจนใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด พวกเขาพยายามรีดเค้นพลังมานาเฮือกสุดท้ายเพื่อทำลายพันธนาการ แต่ยิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่ โซ่เวทก็ยิ่งรัดแน่นและดูดกลืนพลังชีวิตของพวกเขาไปมากเท่านั้น
"พวกคุณคิดจริงๆ หรือครับว่า การส่งมดปลวกระดับนี้มา จะสามารถระคายผิวของผมได้" เรนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า ก้มลงมองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันและรังเกียจ "กิลด์เงาอัสนี… ส่งพวกสวะไร้ค่าแบบนี้มาตาย เพื่อต้องการทดสอบฝีมือของผมอย่างนั้นสินะครับ"
หัวหน้ากลุ่มนักฆ่าเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เรารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาสังกัดกิลด์ไหน ทั้งที่สัญลักษณ์และชุดเกราะถูกซ่อนไว้ภายใต้เสื้อคลุมมอนสเตอร์อย่างมิดชิด ความลับระดับสูงสุดขององค์กรถูกมองทะลุปรุโปร่งด้วยเด็กหนุ่มอายุเพียงเท่านี้ได้อย่างไร
"แก… แกเป็นใครกันแน่!"
"ผมก็แค่คนที่พวกคุณไม่ควรหาเรื่องด้วยก็เท่านั้นเองครับ"
เรนยกมือขึ้นชี้ไปที่กลางหน้าผากของหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า ปลายนิ้วชี้มีประกายสายฟ้าสีครามสว่างวาบขึ้นมาข่มขวัญ "ในเมื่อพวกคุณเลือกที่จะเดินเข้ามาในกับดักนี้ด้วยความสมัครใจ งั้นก็จงรับบทเรียนราคาแพงกลับไปรายงานนายเหนือหัวของพวกคุณซะ ว่าอย่าได้บังอาจส่งใครมาสร้างความรำคาญให้ผมอีก"
สิ้นคำพูดนั้น ลำแสงสายฟ้าความรุนแรงสูงก็พุ่งทะลวงผ่านร่างของนักฆ่าทั้งสามคนในเวลาไล่เลี่ยกัน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนไปทั่วตรอกแคบ ก่อนที่ร่างทั้งสามจะล้มฟุบลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น โดยที่ลมหายใจยังคงอยู่ครบถ้วน แต่เส้นชีพจรมานาภายในร่างกายถูกทำลายจนหมดสิ้น กลายเป็นคนพิการทางเวทมนตร์ไปตลอดชีวิต ไม่ต่างอะไรกับเศษขยะที่ไร้ค่าในโลกใบนี้
ลูเซียเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับใช้ปลายรองเท้าเขี่ยร่างที่นอนหมดสภาพบนพื้นเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเรนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและศรัทธายิ่งกว่าเดิม "จัดการเร็วกว่าที่คิดไว้นะครับเนี่ย นายท่าน… ดูท่าทางพวกเบื้องบนคงจะเริ่มนอนไม่หลับกันแล้วล่ะมั้งครับ"
"ปล่อยให้พวกมันนอนไม่หลับไปก่อนเถอะครับ ลูเซีย" เรนเก็บมือกลับ ปัดเสื้อผ้าเล็กน้อยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เพราะของจริง… มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก"
ในขณะที่เรนกำลังจะก้าวเดินออกจากตรอกมืด สายตาก็เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่างที่ร่วงหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อของหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าที่นอนหมดสติ มันคือแผ่นศิลาเวทสื่อสารระดับสูงที่ยังคงทำงานอยู่ และที่หน้าจอแสดงผลของศิลานั้น ปรากฏชื่อของบุคคลที่กำลังเชื่อมต่อสัญญาณอยู่ทางปลายสาย—**"มาสเตอร์ดาริอุส"** ผู้นำสูงสุดแห่งกิลด์เงาอัสนี และยังเป็นหนึ่งในสภาผู้บริหารระดับสูงของเมืองหลวง
เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังลอดออกมาจากแผ่นศิลาเวทท่ามกลางความเงียบงัน
*"ลูกน้องไร้ประโยชน์… ตายหมดแล้วสินะ เจ้าเด็กเวทไร้สังกัด… แกคิดว่าเล่นสนุกอยู่รึไง หึ! แกคิดว่าตัวเองแน่มากสินะที่จัดการพวกมันได้ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า… ศัตรูที่แท้จริงของแก กำลังรอต้อนรับแกอยู่ที่ประตูทางเข้าสภาใหญ่ด้วยกองกำลังทหารเวทหนึ่งพันนาย!"*
เรนก้มลงมองแผ่นศิลาเวทที่กำลังส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ย เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากจะยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ดูลึกลับและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "จอมเวทไร้นาม" มา ณ ที่นี้นะครับ
เซียนเวทไร้สังกัดกับระบบลงทัณฑ์ผู้โอหัง•ตอนที่ 9
กับดักที่กลายเป็นบทเรียน
ผลงานโดย จอมเวทไร้นาม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมเวทไร้นาม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเวทไร้สังกัดกับระบบลงทัณฑ์ผู้โอหัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!