"เจ้าจะยอมให้พวกมันพรากสิ่งที่เหลืออยู่ไปอีกหรือ หญิงชรา?"
เสียงของจางอี้เฟิงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่ที่ซวนเซเหมือนคนเมา ร่างสูงโปร่งในชุดสีครามเข้มยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สายตาของเขาจับจ้องไปที่หญิงชราผู้มีใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบดินและน้ำตา นางกำลังกอดกุมมือของเด็กน้อยที่สั่นเทาอยู่ข้างกาย
"ท่านจอมยุทธ์... พวกมันมีอาวุธ มีทหารของสำนักมหาเทพ... พวกเราเป็นเพียงชาวนา จะเอาอะไรไปสู้กับมารร้ายที่เหาะเหินเดินอากาศได้?" หญิงชราสะอื้น ตัวสั่นเทิ้มจนเสียงแทบขาดห้วง
"ความกลัวคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดที่หวงหลงใช้กดขี่พวกท่าน" จางอี้เฟิงเดินเข้าไปใกล้ วางมือบนด้ามดาบไร้เงาที่พาดอยู่ข้างเอว "มันไม่ได้กลัวความตาย แต่มันกลัวว่าคนอย่างพวกท่านจะตระหนักว่า หากวันหนึ่งต้องตาย... การตายอย่างมีเกียรติในฐานะมนุษย์ ย่อมดีกว่าการตายอย่างสุนัขรับใช้ที่รอคอยการถูกเชือด"
"คำพูดสวยหรูมันไม่ได้ทำให้ท้องอิ่ม และมันไม่ได้ทำให้คมดาบของพวกมันทื่อลง" ไป๋หลิงที่ยืนพิงกรอบประตูพลางขัดเงากริชในมือกล่าวแทรกขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง สายตาคมกริบของนางกวาดมองไปรอบห้อง "แต่สิ่งที่จางอี้เฟิงพูดนั้นถูกอย่างหนึ่ง... พวกมันกำลังมาที่นี่เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบสุดท้าย ก่อนที่สำนักมหาเทพจะเปลี่ยนหมู่บ้านแห่งนี้ให้เป็นสุสาน"
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงทันที เสียงจิ้งหรีดนอกหน้าต่างดูจะดังขึ้นจนน่าอึดอัด จางอี้เฟิงไม่ได้โต้ตอบสิ่งใด เขาเดินออกไปที่ชานบ้าน มองเห็นแสงไฟคบเพลิงจากระยะไกลที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาเหมือนงูพิษตัวมหึมา มันไม่ใช่กองทัพใหญ่โต แต่เป็นกลุ่มสมุนของมารโลหิตที่ทำหน้าที่กดขี่ชาวบ้านราวกับเป็นทาส
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก รับเอาไอเย็นของยามค่ำคืนเข้าสู่ปอด ปรัชญาเต๋าที่อาจารย์เคยพร่ำสอนแวบเข้ามาในห้วงคำนึง ‘น้ำนั้นอ่อนนุ่มแต่ไร้รูปร่าง ทว่าสามารถเซาะกร่อนศิลาที่แข็งแกร่งที่สุดได้’
"ไป๋หลิง" เขาเรียกสั้นๆ โดยไม่หันกลับไปมอง "เตรียมอาวุธให้ชาวบ้าน"
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?" หญิงสาวเลิกคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจ
"ข้าไม่ได้บ้า" จางอี้เฟิงหันกลับมา แววตาของเขามีประกายคมกล้าที่สยบความวุ่นวายในใจของผู้พบเห็น "ข้ากำลังสร้างพายุ"
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม กระท่อมหลังเก่าถูกเปลี่ยนเป็นโรงงานผลิตอาวุธชั่วคราว ชาวบ้านที่เคยหวาดกลัวเริ่มหยิบจับจอบ เสียม และมีดทำครัวมาลับคมกับหินถูมีด จางอี้เฟิงยืนสอนวิธีร่ายรำดาบพื้นฐานที่เน้นการประสานงานและการป้องกัน มากกว่าการรุกฆาตที่หวือหวา เขาไม่ได้ต้องการให้นักรบฝึกหัดเหล่านี้ไปสู้กับจอมยุทธ์ แต่เขาต้องการให้พวกเขารู้จักการยืนหยัด
"อย่ามองที่ดาบของศัตรู" จางอี้เฟิงกล่าวขณะจับมือชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังถือฉมวก "จงมองที่จังหวะการหายใจของมัน เมื่อมันก้าวขาซ้าย นั่นคือช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด"
ความหวังที่ริบหรี่เริ่มจุดติดในแววตาของชาวบ้าน มันไม่ใช่ความฮึกเหิมแบบไร้สติ แต่มันคือแรงแค้นที่ถูกจัดระเบียบให้กลายเป็นพลังแห่งการรวมกลุ่ม
เมื่อกองกำลังสมุนของหวงหลงมาถึงหน้าหมู่บ้าน พวกมันไม่ได้คาดคิดว่าจะได้พบกับสิ่งใดนอกจากความเงียบงันและความหวาดกลัว แต่สิ่งที่รออยู่กลับเป็นการยืนเรียงหน้ากระดานของชาวบ้านนับสิบชีวิตที่ถือเครื่องมือเกษตรในมือแน่น สายตาของคนเหล่านั้นเปลี่ยนไป ไม่ได้หลบเลี่ยง แต่ดุดันราวกับสัตว์ป่าที่ถูกต้อนจนมุม
"พวกแกคิดจะทำอะไร?" หัวหน้าสมุนที่เป็นชายร่างยักษ์หัวเราะลั่น ดึงดาบเหล็กกล้าออกมา "จะเอามีดทำครัวมาสู้กับดาบจากสำนักมหาเทพงั้นรึ? ช่างน่าขัน!"
จางอี้เฟิงก้าวออกมาจากเงามืดของต้นไม้ใหญ่ ร่างกายของเขานิ่งสงบประหนึ่งรูปปั้นหิน แต่แรงกดดันจากปราณภายในกลับทำให้เหล่าสมุนชะงักงัน
"คนทำนาไม่ได้มีไว้เพื่อถูกขูดรีด" จางอี้เฟิงกล่าวเรียบๆ "วันนี้ หมู่บ้านนี้จะไม่ส่งส่วย ไม่ว่าจะด้วยเงินทอง หรือชีวิต"
"แก... แกคือจางอี้เฟิง!" หัวหน้าสมุนเบิกตากว้างเมื่อจำใบหน้าของผู้ที่สำนักมหาเทพต้องการตัวที่สุดได้ "ฆ่ามัน! ใครฆ่ามันได้ข้าจะให้รางวัลเป็นทองคำเท่าตัวมัน!"
สมุนเหล่านั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกัน แต่ก่อนที่พวกมันจะถึงตัวจางอี้เฟิง เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็พุ่งตัดหน้าไปอย่างรวดเร็ว กริชในมือไป๋หลิงกรีดอากาศเป็นเส้นสายพิฆาต เลือดสีแดงฉานสาดกระจายบนผืนดินในทันที
การต่อสู้ตะลุมบอนเริ่มขึ้น จางอี้เฟิงเคลื่อนไหวราวกับภูตผี เขาไม่ได้ใช้ดาบฟาดฟันเพื่อปลิดชีพในทันที แต่เขาสร้างจังหวะให้ชาวบ้านได้เข้าประชิด เขาใช้ปลายนิ้วดีดก้อนกรวดใส่จุดชีพจรของสมุนที่แกร่งที่สุด ทำให้ศัตรูเสียหลักเปิดช่องโหว่ให้ชาวบ้านรุมเข้าทำร้าย
ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้นเมื่อผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่า จางอี้เฟิงยืนเด่นอยู่ท่ามกลางสมรภูมิ มองดูการรวมพลังที่เขาเป็นผู้ชักนำ หัวใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อย นี่คือครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าการต่อสู้ไม่ได้มีไว้เพื่อล้างแค้นส่วนตัว แต่มันคือการปกป้องสิ่งที่ไร้ทางสู้
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์เริ่มเข้าทางฝ่ายชาวบ้าน เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นเยือกราวกับมาจากนรกภูมิก็ดังขึ้นเหนือศีรษะของทุกคน พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้ผู้คนรอบข้างกระอักเลือด
"ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก... จางอี้เฟิง"
ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรทองลงมาจากยอดไม้ รัศมีสีแดงฉานแผ่ออกมาจากตัวเขาจนพืชพรรณรอบข้างเหี่ยวเฉาลงในพริบตา นั่นคือ มารโลหิต หวงหลง ผู้ที่จางอี้เฟิงไม่คิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ด้วยตนเอง
หวงหลงก้าวเดินท่ามกลางความตาย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าขณะจ้องมองมาที่จางอี้เฟิง "เจ้าคิดว่าความสามัคคีของมดปลวกจะล้มอำนาจของข้าได้งั้นรึ? น่าเสียดายที่วันนี้ ข้าไม่ได้มาเพื่อจับกุมเจ้า... แต่ข้ามาเพื่อทำลายความหวังสุดท้ายของเจ้าต่อหน้าต่อตา"
เขายกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย สมุนที่เหลืออยู่ถอยกรูออกไป เผยให้เห็นบางสิ่งที่หวงหลงนำมาด้วย—สตรีผู้หนึ่งที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่ทำจากกระดูกสัตว์ ใบหน้าของนางคือหญิงที่จางอี้เฟิงคิดว่าตายไปตั้งแต่อาจารย์ของเขาสิ้นชีพ
นางคือ "อดีตคนรัก" ของอาจารย์เขา และเป็นกุญแจสำคัญเพียงดอกเดียวที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของสำนักได้
"จางอี้เฟิง" หวงหลงกระซิบเสียงต่ำ "ถ้าเจ้าก้าวออกมาแม้แต่ก้าวเดียว หัวของนางจะหลุดออกจากบ่า... เจ้าจะเลือกชีวิตนาง หรือจะเลือกชัยชนะของมดปลวกพวกนี้?"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีดาบที่เต็มไปด้วยรอยเลือดและความลับของจางอี้เฟิงนะครับ
หมื่นกระบี่คืนรังครับ
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 18
การล้างแค้นของชาวบ้าน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!