กลิ่นอายความตายไม่ได้มาพร้อมกับเสียงคำรามของฟ้าฝน แต่มันมาเงียบเชียบดั่งเงาดำที่ทอดทาลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนในยามวิกาล
จางอี้เฟิงนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้ากองไฟที่ใกล้ดับมอด ประกายไฟสีส้มเรืองรองสะท้อนวับอยู่บนคมดาบไร้เงาที่วางพาดอยู่บนตัก นิ้วมือเรียวยาวของเขาเคาะเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เข้ากับเสียงลมหายใจแผ่วเบาของไป๋หลิงที่นอนพักผ่อนอยู่หลังเสาไม้ผุพังของศาลเจ้าร้าง
"เจ้าควรตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์เสียหน่อย, ศิษย์น้อง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยที่ดวงตาคมกริบยังคงจับจ้องไปที่ความมืดมิดนอกประตูศาลเจ้า
เงาร่างหนึ่งแยกตัวออกจากความมืดอย่างแนบเนียน ไร้ซุ่มเสียง ไร้ลมหายใจ เหมือนภูตผีที่ก้าวเดินผ่านม่านหมอก ไป๋หลิงลืมตาตื่นขึ้นทันที มือเรียวบางเลื่อนไปกุมด้ามมีดสั้นอาบพิษข้างกายโดยสัญชาตญาณ ร่างกายของนางดีดตัวขึ้นมาตั้งรับเคียงข้างจางอี้เฟิงในเสี้ยวพริบตา
"มิใช่ศิษย์น้องของท่าน..." น้ำเสียงของไป๋หลิงเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็ง นางกวาดสายตามองผู้มาเยือนด้วยความระแวดระวัง
บุรุษผู้มาเยือนสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกสวมทับด้วยหน้ากากทองคำรูปอสูรไร้ปาก ดวงตาคู่ที่มองลอดออกมานั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารที่เข้มข้นจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว เขาคือหนึ่งใน 'เจ็ดทัพโลหิต' ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่มารโลหิตหวงหลงเลี้ยงดูไว้เพื่อกวาดล้างผู้ขัดขวาง
"จางอี้เฟิง..." เสียงของมันแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะ "นายท่านหวงหลงฝากความระลึกถึงมาถึงเจ้า ดาบไร้เงาของเจ้า ร่ำลือกันว่าไร้เทียมทานนัก แต่วันนี้... ข้า 'อัคคีโลหิต' จะมาพิสูจน์เองว่า มันจะคมกริบสักเพียงใดเมื่อต้องเผชิญกับ 'เพลิงโลหิตผลาญวิญญาณ'"
จางอี้เฟิงยังคงไม่ขยับเขยื้อน เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ อย่างมั่นคง มือขวาเอื้อมไปจับด้ามดาบไร้เงาที่เหน็บอยู่ข้างเอว ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งราวกับสายน้ำที่ไร้คลื่น แต่ทว่าแผ่รังสีความกดดันมหาศาลออกมาสะกดข่มบรรยากาศรอบด้านให้หยุดนิ่ง
"หวงหลงส่งสุนัขรับใช้เช่นเจ้ามา คงคิดว่าชีวิตของเจ้ามีค่าน้อยเสียยิ่งกว่าใบไม้ร่วงหล่น" จางอี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมในแววตา "น่าเสียดาย... ที่เจ้าเลือกเดินผิดทาง"
อัคคีโลหิตแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ "ปากกล้าดีนี่! รอดูว่าตอนที่กระดูกของเจ้าแหลกละเอียดเป็นผุยผง เจ้าจะยังรักษาความสงบเยือกเย็นนี้ไว้ได้อีกหรือไม่!"
สิ้นเสียง เงาร่างสีดำก็พุ่งวาบเข้ามาด้วยความเร็วสูงจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่ทัน ประกายไฟสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากฝ่ามือทั้งสองข้าง หลอมรวมเป็นกรงเล็บเพลิงที่แผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า อุณหภูมิในศาลเจ้าร้างพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน เสาไม้เริ่มส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะจากความร้อนระอุ
ไป๋หลิงพริ้วกายหลบฉากออกไปด้านข้างอย่างงดงาม วิชาตัวเบาของนางรวดเร็วดั่งนกแอ่นเหินลม นางสะบัดข้อมือส่งซัดอาวุธลับสามเล่มพุ่งตรงเข้าจุดตายของอัคคีโลหิตอย่างแม่นยำ
ทว่า อัคคีโลหิตหาได้สะทกสะท้านไม่ มันเพียงสะบัดชายเสื้อครา1ที พลังปราณเพลิงก็แผดเผาซัดอาวุธลับจนกลายเป็นจุลในพริบตา พร้อมกันนั้น มันซัดฝ่ามือสวนกลับมาทางไป๋หลิงด้วยความอำมหิต พลังลมปราณรุนแรงกดทับร่างของนางจนแทบขยับไม่ได้
"ระวัง!"
จางอี้เฟิงพุ่งเข้าประชิดตัวในเสี้ยววินาทีเป็นตาย ดาบไร้เงาในมือถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปราศจากเสียงหวีดหวิวของคมดาบ ปราศจากประกายแสงสะท้อน มีเพียงความว่างเปล่าที่ทรงพลังอำนาจ พลังวิถีดาบเต๋าที่ผสานความอ่อนโยนและความเด็ดขาดเข้าด้วยกันถูกปลดปล่อยออกไป ปะทะเข้ากับฝ่ามือเพลิงโลหิตอย่างจัง
*ตูม!*
แรงปะทะระเบิดออกจนหลังคาศาลเจ้าร้างพังทลายลงมา เศษไม้และฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว จางอี้เฟิงถอยหลังไปสามก้าว ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย แต่สายตายังคงนิ่งสงบดั่งบึงลึก ขณะที่อัคคีโลหิตต้องถอยร่นไปถึงเจ็ดก้าว หน้ากากทองคำสั่นระริก มุมปากของมันมีโลหิตสีดำไหลซึมออกมา
"วิชาดาบไร้เงา... ร้ายกาจสมคำร่ำลือ" อัคคีโลหิตกัดฟันกรอด แววตาฉายแววหวาดกลัวขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่มันกลับยกยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นมาแทน "แต่เจ้าคิดว่า ข้ามาคนเดียวอย่างนั้นหรือ?"
จางอี้เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในกระแสลมรอบกาย
ทันใดนั้น ท้องฟ้ายามวิกาลที่เคยมีเพียงแสงดาว กลับถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งโลหิต เงาร่างนับร้อยพรูลงมาจากยอดไม้รายล้อมศาลเจ้าร้างไว้ทุกด้าน ทุกคนล้วนสวมชุดดำสนิทและถืออาวุธอาบยาพิษ และที่น่ากลัวที่สุดคือ ตรงกลางวงล้อมนั้น มีร่างของชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนเกล็ดมังกรยักษ์ที่ถูกล่ามโซ่ไว้—ผู้เฒ่าอสูรโลหิต อาจารย์อาของหวงหลงผู้เร้นกายไปนานกว่าสามสิบปี!
อัคคีโลหิตหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง "จางอี้เฟิง วันนี้คือวันตายของเจ้าและสตรีข้างกาย จงส่งคัมภีร์วิถีดาบมาเสียดีๆ มิเช่นนั้น พวกเจ้าจะมิได้แม้แต่ร่างไร้หัวกลับสำนัก!"
จางอี้เฟิงก้มมองดาบในมือที่ยังคงนิ่งสงบ เขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับค่อยๆ หลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึก1ครั้ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยประกายตาดุดันราวกับพยัคฆ์ตื่นจากจำศีล
ไป๋หลิงขยับเข้ามาประชิดแผ่นหลังของเขา กระซิบเสียงเบาด้วยความเด็ดเดี่ยว "ดูท่า... คืนนี้พวกเราคงต้องเดิมพันด้วยชีวิตกันจริงๆ แล้วกระมังครับ... อ้อ หมายถึง ข้าพร้อมจะตายเคียงข้างท่านแล้ว"
จางอี้เฟิงแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งในรอบหลายปี "เรายังตายไม่ได้... จนกว่าความจริงเรื่องสำนักจะกระจ่าง"
เขายกดาบขึ้นชี้ตรงไปที่ผู้เฒ่าอสูรโลหิต ทันใดนั้น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของศัตรูกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นจากใต้ดิน พร้อมกับเสียงหัวเราะอันคุ้นเคยที่ดังสะท้อนก้องกังวานมาจากความมืดเบื้องหลังกองกำลังของศัตรู—เสียงของบุคคลที่จางอี้เฟิงคิดว่าน่าจะตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดตามวิถีดาบที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายเลือดและเงาอันมืดมิดนี้นะครับ
หมื่นกระบี่คืนรังครับ
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 19
จอมทัพมารปรากฏกาย
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!