ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 45

จุดเปลี่ยนของสงคราม

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายลมหนาวเหน็บยามค่ำคืน คือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าความตายเพิ่งผ่านพ้นไปอย่างไร้ร่องรอย ร่างของจางอี้เฟิงยืนตระหง่านอยู่บนเนินผาสูงชัน ดวงตาดำขลับคู่นั้นทอดมองลงไปยังเบื้องล่าง ที่ซึ่งค่ายกลยุทธ์ของกองกำลังมารโลหิตเคยตั้งตระหง่านอย่างเกรียงไกร บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังและควันไฟที่ยังคงคุกรุ่น การปะทะกันเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนไม่ได้ตัดสินชะตากรรมของแผ่นดิน แต่มันเพียงพอที่จะทำให้คนกลุ่มเล็กๆ ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ได้สูดกลิ่นอายของชัยชนะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี "เจ้ายังกังวลเรื่องใดอยู่หรือ?" เสียงหวานใสดังกังวานขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของไป๋หลิง ร่างระหงของนางทิ้งน้ำหนักลงบนยอดหญ้าอย่างแผ่วเบาราวกับปุยนุ่น นางส่งกระติกสุราอุ่นให้เขา จางอี้เฟิงรับมาเงียบๆ เขาไม่ได้ดื่มทันที หากแต่ปล่อยให้ความไออุ่นจากภาชนะถ่ายเทเข้าสู่ฝ่ามือที่ด้านชาจากการถือกระบี่เป็นเวลานาน "ข้าไม่ได้กังวลเรื่องความพ่ายแพ้ของหวงหลง... แต่ข้ากำลังคิดถึงราคาที่ต้องจ่ายต่างหาก ไป๋หลิง" ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมปลาบของนางมองลอดผ่านความมืดไปยังเบื้องล่าง "ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ทหารเลวและชาวยุทธที่หลบซ่อนมีขวัญกำลังใจขึ้นมาก เจ้าสำนักมารโลหิตอาจจะเก่งกาจ แต่มันก็เป็นเพียงมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ การที่เราเผาเสบียงของพวกมันได้ครึ่งหนึ่งและตัดหัวรองแม่ทัพไปได้ นับเป็นก้าวสำคัญนะจางอี้เฟิง" "แต่มันเป็นเพียงชัยชนะเล็กๆ ในสงครามอันยาวนาน" จางอี้เฟิงถอนหายใจยาว ไอสีขาวพวยพุ่งออกจากริมฝีปาก "หวงหลงไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ยิ่งมันเสียหน้ามากเท่าไหร่ การแก้แค้นย่อมรุนแรงและไร้ความปรานีมากขึ้นเท่านั้น และเหยื่อรายต่อไป... อาจไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ตามหมู่บ้านชายแดน" บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวผ่านซอกหิน คล้ายเสียงคำรามของภูตผีในตำนาน ปรัชญาแห่งเต่าสอนให้ผู้คนปล่อยวางและไหลไปตามครรลอง แต่ในฐานะผู้ถือกระบี่ที่ยังมีลมหายใจ จางอี้เฟิงรู้ดีว่าบางครั้ง ความสงบสุขก็ไม่ได้มาจากการนิ่งเฉย หากแต่ต้องแลกมาด้วยการตัดสินใจที่เด็ดขาด "เจ้าเคยบอกว่า วิถีดาบที่แท้จริงคือการไร้เงา ไร้ตัวตน และไร้ความอาลัยไม่ใช่หรือ?" ไป๋หลิงเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของนางเจือความอ่อนโยนที่มักจะมีให้เขาเพียงผู้เดียว "เหตุใดวันนี้ เงาในใจของเจ้าจึงดูหนาแน่นนักเล่า" จางอี้เฟิงหันกลับมาสบตากับนาง แววตาที่เคยเย็นชาปรากฏรอยคลื่นความรู้สึกบางเบา "เพราะเงานั้นไม่ได้เกิดจากตัวข้า แต่มันเกิดจากอดีตที่ยังไม่ได้รับการชำระสะ้าง อาจารย์ของข้าถูกใส่ร้ายว่าทรยศ แผ่นดินถูกย้อมด้วยเลือดของคนผู้บริสุทธิ์ หากข้ายังไม่สามารถทวงคืนความยุติธรรมได้ ต่อให้ข้าถือกระบี่ที่คมปลาบเพียงใด ข้าก็เป็นได้แค่เพียงคนจรจัดที่รอวันตายท่ามกลางซากปรักหักพัง" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและรวดเร็วกว่าปกติก็แว่วมาจากตีนเขา ทำลายความเงียบงันในยามวิกาล จางอี้เฟิงและไป๋หลิงสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ร่างทั้งสองก็หายวับไปจากยอดผาอย่างไร้ร่องรอย วิชาตัวเบาขั้นสูงส่งเสริมให้พวกเขาลอยตัวลงไปเบื้องล่างราวกับภูตพราย ที่ลานกว้างหน้าค่ายพักแรมชั่วคราว เหล่าศิษย์สำนักเร้นลับและชาวยุทธพันธมิตรกำลังแตกตื่นล้อมรอบร่างคนผู้หนึ่งที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นดิน เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นชุ่มโชกไปด้วยเลือด และมีสัญลักษณ์รูปมารโลหิตถูกกรีดสลักไว้อย่างโหดเหี้ยมที่หน้าอก จางอี้เฟิงก้าวเข้าไปใกล้ คุกเข่าลงตรวจสอบชีพจรที่อ่อนแรงของชายผู้นั้น "นี่คือ... หน่วยสอดแนมที่เราส่งไปจับตาดูเส้นทางเดินทัพหลักของหวงหลง" ศิษย์น้องคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เขาคลานกลับมาได้แค่นี้ ก่อนจะหมดสติไปครับพี่ใหญ่" ชายผู้บาดเจ็บลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดสีคล้ำไหลทะลักออกจากมุมปาก นัยน์ตาเบิกโพงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มือที่เต็มไปด้วยแผลพุพองจากการถูกทรมานเอื้อมขึ้นมาคว้าชายเสื้อของจางอี้เฟิงไว้แน่น ราวกับกำลังพยายามส่งต่อข้อความสุดท้ายก่อนลมหายใจจะหมดลง "มัน... มันรู้..." เสียงแหบพร่าหลุดลอดออกมาอย่างยากลำบาก "มันรู้แผนการที่เราจะตีเมืองหน้าด่าน... และ..." ชายหนุ่มสำลักเลือดออกมาคำใหญ่ ร่างกายกระตุกเกร็งก่อนจะนิ่งสนิท ดวงตาเบิกค้างอย่างไร้แวว ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ชัยชนะอันน้อยนิดที่เพิ่งจุดประกายความหวังเมื่อครู่ ถูกความมืดมิดของความจริงกลืนกินจนหมดสิ้นในพริบตา จางอี้เฟิงค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ มือที่ถือด้ามกระบี่สั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตระหนักรู้บางอย่างที่วิ่งเข้ามาในหัวใจ ถ้าหวงหลงรู้แผนการล่วงหน้า... นั่นหมายความว่า... *ตึง! ตึง! ตึง!* เสียงกลองศึกดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศทางที่ควรจะเป็นค่ายพักแรมหลักของฝ่ายพวกเขาเอง เปลวเพลิงสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมเมฆฝนยามค่ำคืนให้กลายเป็นสีเลือด ในหมู่คณะของพวกเขา มี "หนอนบ่อนไส้" แฝงตัวอยู่! ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันเหน็บหนาวนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%