ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 46

ศึกตัดสินเหนือยอดเขา

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
"ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่า คนที่พวกเราไว้ใจที่สุด… จะเป็นสุนัขรับใช้ของหวงหลง" เสียงกระซิบอันสั่นเครือของไป๋หลิงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันเบื้องหลังยอดเขาเมฆาคลุม ปลายกระบี่สีเงินยวงของนางสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บของลมหนาวบนที่สูง แต่เป็นเพราะรอยแผลใจจากเงาปริศนาที่เพิ่งลอบแทงข้างหลังสหายร่วมเป็นร่วมตาย ปมปริศนาเรื่อง "หนอนบ่อนไส้" ที่สร้างความระแวงแคลงใจในกลุ่มมาหลายวัน บัดนี้ได้เผยโฉมหน้าอันน่าสะพรึงกลัวออกมาแล้ว แต่ยามนี้ เบื้องหน้าของจางอี้เฟิงไม่ใช่เวลาที่จะหันกลับไปสะสางบัญชีแค้นภายใน เพราะเงาร่างมหึมาของผู้เป็นอริตัวฉกาจกำลังก้าวเข้ามาพร้อมกับแรงกดดันดั่งขุนเขาที่พร้อมจะถล่มทับลงมา จางอี้เฟิงมิได้หันกลับไปมอง เขายังคงจ้องมองตรงไปยังเบื้องหน้า นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนภาพของชายผู้หนึ่ง ร่างของจางอี้เฟิงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก แต่จิตสังหารภายในกลับหมุนวนดั่งพายุคลั่ง ร่างสูงโปร่งในชุดยาวสีเทากลืนไปกับสายหมอก "เก็บเรี่ยวแรงไว้เถอะไป๋หลิง… หนี้เลือดของอาจารย์ และหนี้ที่มันทรยศพวกเรา วันนี้ต้องสะสางให้จบสิ้น ณ ยอดผานี้" น้ำเสียงของจางอี้เฟิงราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยพลังกดดันที่ทำให้อากาศรอบกายราวกับแข็งตัว หวงหลงในชุดเกราะสีทองประดับลวดลายโลหิตก้าวเท้าเหยียบย่างลงบนลานหินเบื้องหน้า เสียงรองเท้าเหล็กกระทบพื้นหินดัง ก้องกังวาน ทำลายความเงียบงันทั้งหมด รอยยิ้มหยันปรากฏบนมุมปากของเจ้าสำนักมหาเทพ นัยน์ตาดุดั่งพญาเหยี่ยวจ้องมองบุรุษผู้ถือดาบไร้เงาด้วยความดูแคลนระคนสมเพช "จางอี้เฟิง… เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิชาดาบครึ่งๆ กลางๆ ของสำนักเร้นลับ จะต่อกรกับพลังแห่งมหาเทพที่ข้าสะสมมาหลายสิบปีได้?" หวงหลงกล่าวเสียงดัง กังวานสะท้อนไปทั่วหุบเขา "อาจารย์ของเจ้าต้องตายอย่างอนาถก็เพราะความดื้อรั้น วันนี้ เจ้าก็จะได้ตามรอยมันไปอย่างไร้เกียรติเช่นกัน" จางอี้เฟิงไม่โต้ตอบ เขาเพียงแต่วางมือข้างขวาลงบนด้ามดาบไม้เก่าคร่ำคร่าที่ไร้ซึ่งประกายความคม ปรัชญาเต๋าที่อาจารย์เคยพร่ำสอน—*ความอ่อนน้อมคือรากเหง้าของความแข็งแกร่ง*—ไหลเวียนอยู่ในลมหายใจเข้าออก ดาบที่ไร้เงา หาใช่ไร้ซึ่งตัวตน หากแต่ไร้ซึ่งความยึดติดในรูปกายภายนอก หวงหลงเห็นท่าทีสงบเยือกเย็นเช่นนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด พลังปราณสีแดงฉานระเบิดออกจากร่างจนเกิดเป็นคลื่นลมพัดกระโชก จีวรและเสื้อผ้าของทั้งสองฝ่ายปลิวสะบัดตามแรงกดดันที่แผ่ขยาย "รับมือ!" สิ้นเสียงคำราม หวงหลงพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ดาบใหญ่ในมือที่อาบด้วยโลหิตมารฟาดฟันลงมาหมายผ่าร่างของจางอี้เฟิงให้เป็นสองท่อน พลังลมปราณที่อัดแน่นรุนแรงจนหินผารอบด้านแตกร้าวเป็นทางยาว *เคร้ง!* ประกายไฟสว่างวาบราวกับดวงอาทิตย์ตกดิน จางอี้เฟิงเพียงแต่ยกดาบไม้ในมือขึ้นรับอย่างเรียบง่าย ทว่าแรงปะทะกลับทำให้พื้นหินใต้เท้าของเขายยุบลงไปเป็นหลุมลึกหลายนิ้ว ไป๋หลิงที่ยืนดูอยู่เบื้องหลังถึงกับต้องถอยหลังไปสามก้าวเพราะทนรับแรงกดดันจากลมปราณของทั้งคู่ไม่ไหว "เจ้าประมาทเกินไปแล้ว หวงหลง" จางอี้เฟิงเอ่ยขึ้นเบาๆ ท่ามกลางเสียงคำรามของพลังปราณที่ยังคงกดทับกันอยู่ "ปากดีนัก!" หวงหลงแผดเสียงก้อง สะบัดข้อมือพลิกกระบวนท่า รุกไล่อย่างดุเดือด กระบี่และดาบเข้าห้ำหั่นกันนับสบรอบในเวลาเพียงพริบตาเดียว เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ทุกกระบวนท่าของหวงหลงเต็มไปด้วยจิตสังหารและความดุดัน ดั่งพยัคฆ์ร้ายขย้ำเหยื่อ ส่วนจางอี้เฟิงกลับพลิ้วไหวราวกับสายน้ำที่ไหลวน หลบหลีกและรับมือด้วยความนุ่มนวลแต่หนักแน่น ดั่งคำสอนที่ว่า *อ่อนย่อมสยบแข็ง* เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ บนยอดเขาสูง ลมหายใจของทั้งคู่เริ่มหอบกระชั้น เหงื่อกาฬไหลรินตามกรอบหน้า หวงหลงเริ่มแสดงความกระวนกระวายออกมาทางสีหน้า เมื่อพบว่าไม่ว่าจะใช้กระบวนท่าร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่อาจเจาะทะลวงการป้องกันที่ไร้ร่องรอยของจางอี้เฟิงได้เลย "เจ้า… ซ่อนวิชาอะไรไว้กันแน่!" หวงหลงคำรามด้วยความขัดเคือง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความโกรธเกรี้ยว จางอี้เฟิงถอยหลังเว้นระยะห่างออกไปสามก้าว ดวงตาคมปลาบมองศัตรูผู้กระหายอำนาจด้วยความเวทนา "เจ้ามัวแต่แสวงหาอำนาจและการครอบครอง จนลืมไปว่า… วิทยายุทธที่แท้จริงนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อกดขี่ผู้อื่น" "เหลวไหล!" หวงหลงแผดเสียง รวบรวมพลังปราณเฮือกสุดท้าย พลังสีโลหิตแปรเปลี่ยนเป็นรูปหัวกะโหลกขนาดมหาสมหึมาลอยเด่นอยู่เหนือร่างของมัน "วันนี้ต่อให้เจ้ามีวิชาเทพเจ้าใด ก็ต้องดับสูญพร้อมกับความลับของสำนักเร้นลับ!" พลังมหาศาลกดทับลงมาจนบรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ไป๋หลิงกรีดร้องเตือนด้วยความตกใจ "อี้เฟิง! ระวัง!" จางอี้เฟิงหลับตาลงชั่วขณะ ลมหายใจของเขาสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบกาย ดาบไม้ในมือส่งเสียงร้องเบาๆ ราวกับมีชีวิต ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น ประกายแสงสีขาวนวลบริสุทธิ์ก็พวยพุ่งออกจากตัวดาบ ไร้ซึ่งจิตสังหาร ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความสงบและสัจธรรมแห่งเต๋า "วิถีดาบไร้เงา… เพลงดาบที่หนึ่ง รอยต่อแห่งภพ" เขาก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ร่างกายพุ่งทะยานผ่านร่างของหวงหลงไปราวกับภาพลวงตา ไม่มีเสียงปะทะรุนแรง ไม่มีแรงระเบิดกัมปนาท มีเพียงความเงียบสงบที่ปกคลุมไปทั่วชั่วพริบตา หวงหลงยืนค้างนิ่งอยู่ในท่าเดิม พลังหัวกะโหลกสีโลหิตสลายกลายเป็นละอองแสงก่อนจะเลือนหายไปในอากาศ ดาบใหญ่ในมือของมันค่อยๆ ร้าวและแตกละเอียดเป็นผุยผง "เป็นไป… ได้อย่างไร…" หวงหลงพึมพำออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา เลือดสีดำทะลักออกมาจากมุมปาก ก่อนที่ร่างของเจ้าสำนักมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่จะทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหิน จางอี้เฟิงเก็บดาบเข้าฝักอย่างนุ่มนวล หันหลังกลับเตรียมจะเดินไปหาไป๋หลิงเพื่อสะสางปัญหาหนอนบ่อนไส้ที่ค้างคา ทว่า ในวินาทีนั้นเอง เสียงปรบมือเบาๆ แต่เย็นเยียบจนเสียดกระดูก ก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังซอกผาหินที่ไม่มีใครคาดคิด "ยอดเยี่ยม… สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของสำนักเร้นลับจริงๆ" เสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสียงของบุคคลที่ควรจะนอนบาดเจ็บสาหัสอยู่ค่ายพักแรมเบื้องล่าง—และที่สำคัญที่สุด เขาก็คือ "หนอนบ่อนไส้" ที่แท้จริงซึ่งไม่มีใครเคยเฉลียวใจมาก่อนเลยแม้แต่น้อย! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%