"หากวันนี้เกราะศิลาหน้าประตูวังหลวงต้องแปดเปื้อนโลหิต... ขอให้เลือดของข้า หวานล้ำพอที่จะล้างมลทินให้อาจารย์ได้หรือไม่?"
เสียงกระซิบอันแหบพร่าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว เบื้องหน้าของจางอี้เฟิงคือบานประตูเหล็กกล้าสูงตระหง่านของพระราชวังหลวงที่ปิดสนิท ทว่าเบื้องหลังความเงียบนั้น คือกองทัพนับพันของสำนักมหาเทพที่แผ่ไอสังหารคุกรุ่นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว ร่างของจางอี้เฟิงในชุดยาวสีเทากลืนไปกับความมืดของยามราตรี ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับสุกสกาวราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่ไร้เงาแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
"อี้เฟิง... เบื้องหน้านั้นคือขุมนรก"
เสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความกังวลดังขึ้นจากเงาไม้ด้านข้าง ไป๋หลิงปรากฏกายขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียง นางยืนอยู่บนกิ่งไม้สูงด้วยวิชาตัวเบาอันไร้เทียมทาน ปลายเท้าแทบไม่ทำให้น้ำค้างบนใบไม้ไหวติ่ง ในมือของนางถือเข็มเงินอาบยาพิษเจ็ดเล่ม ดวงตาคู่คมกวาดมองไปยังกองทัพศัตรูเบื้องล่างด้วยความระแวดระวัง "หวงหลงไม่ได้มาเพียงลำพัง เขานำแปดอสูรโลหิตมาด้วย... เจ้ามั่นใจแล้วหรือว่าจะแลกทุกอย่างไว้ที่นี่?"
จางอี้เฟิงไม่หันไปมอง นางรู้ดีว่าคำตอบคืออะไร ชายหนุ่มเพียงแต่หลับตาลงชั่วพริบตา ปล่อยให้สายลมยามดึกพัดผ่านเส้นผมและชายเสื้อ ปรัชญาแห่งเตี่ยวซำฮงที่อาจารย์เคยพร่ำสอน—*อ่อนย่อมชนะแข็ง ไร้ลักษณ์จึงไร้พ่าย*—ไหลเวียนผ่านชีพจรทุกเส้น
"ข้าไม่ได้มาเพื่อเอาชนะไป๋หลิง" จางอี้เฟิงลืมตาขึ้น ประกายตาดุดันราวกับพยัคฆ์ตื่นจากจำศีล "ข้ามาเพื่อทวงความยุติธรรม... และผู้ใดที่ขวางทาง ย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต"
สิ้นคำพูดนั้น... เสียงกลองศึกก็ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน!
*ตูม!*
ประตูไม้แกะสลักลวดลายมังกรขนาดมหึมาพังทลายลงเป็นเสี่ยงๆ แรงระเบิดจากพลังวัตรอันรุนแรงส่งเศษไม้กระจายไปทั่วทิศทาง ท่ามกลางฝุ่นตลบและควันไฟ ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ ท่วงท่าองอาจเย่อหยิ่ง สวมชุดเกราะทองคำประดับลวดลายโลหิต ดวงตาสีชาดจ้องมองจางอี้เฟิงด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"จางอี้เฟิง... เจ้าหนูโง่เขลา เจ้ากล้าจริงๆ ที่รนหาที่ตายถึงหน้าประตูวังหลวง"
มารโลหิต หวงหลง หัวسเราะลั่น เสียงนั้นก้องกังวานเสียดแก้วหูจนทหารรับจ้างหลายนายต้องยกมือขึ้นปิดหู เจ้าสำนักมหาเทพกวาดตามองคนทั้งสองด้วยความดูแคลน "นึกว่าสำนักเร้นลับจะมีดีแค่ไหน ที่แท้ก็มีแค่ศิษย์อกตัญญูผู้หนึ่งกับนางนกต่อไร้ค่า คิดจะล้มล้างอำนาจของข้าด้วยตัวคนสองคน? น่าขันสิ้นดี!"
"ความโลภของเจ้าต่างหากที่น่าขัน หวงหลง" จางอี้เฟิงก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันจากวิชาดาบไร้เงาแผ่ซ่านออกไปโดยรอบ กดทับจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นรอยแยก "ใส่ร้ายอาจารย์ ยึดครองยุทธภพ สั่งสมกำลังพลคิดก่อกบฏต่อแผ่นดิน... วันนี้ บัญชีหนี้เลือดทั้งหมด ต้องสะสางกันให้จบ"
"อวดดี!"
หวงหลงสะบัดมือขวา ดาบใหญ่ยาวแปดเชียะสีแดงฉานราวกับอาบด้วยเลือดสดๆ ปรากฏขึ้นในมือ พลังวัตรมารขั้นสูงสุดระเบิดออกเป็นคลื่นพลังสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะส่งเจ้าไปกราบอาจารย์ของเจ้าในนรกโลกันตร์!"
*เปรี้ยง!*
การปะทะกันครั้งแรกมิใช่แค่การใช้กระบวนท่า หากเป็นการปะทะกันของจิตวิญญาณและพลังวัตร หวงหลงพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูงราวสายฟ้าแลบ ดาบใหญ่ในมือฟาดฟันลงมาด้วยน้ำหนักพันชั่ง หมายจะผ่าร่างของจางอี้เฟิงให้ขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว
จางอี้เฟิงไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว กระบี่ไร้เงาถูกชักออกจากฝักด้วยเสียงกังวานใสราวกังสดาล *แกร๊ง!* ประกายไฟจากการปะทะสว่างวาบไปทั่วบริเวณ แรงปะทะมหาศาลทำให้พื้นศิลาใต้เท้าของทั้งสองยุบตัวลงไปเป็นหลุมลึก ร่างของหวงหลงชะงักไปเล็กน้อยด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อพบว่าพลังมารของตนไม่สามารถทะลวงผ่านการตั้งรับอันไร้ลักษณ์ของจางอี้เฟิงไปได้
"วิชา... อะไรกัน?" หวงหลงกัดฟันกรอด รู้สึกได้ถึงกระแสลมปราณเย็นเยียบที่แฝงมากับคมกระบี่ มันกำลังกัดกินและปัดป้องพลังมารของเขาอย่างแนบเนียน
"วิชาที่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ" จางอี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับลุกโชนด้วยเพลิงแค้น "วิชาที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจ มิใช่ความโลภ"
ในขณะเดียวกัน บนยอดกำแพงวังและพงไม้โดยรอบ ความโกลาหลก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว อปัตตาแปดอสูรโลหิตพุ่งทะยานเข้าล้อมไป๋หลิงจากทุกทิศทาง ทว่าหญิงสาวกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัว นางหมุนกายหลบคมดาบได้อย่างงดงามราวกับผีเสื้อร่ายรำ เข็มพิษในมือพุ่งแหวกอากาศออกไปปักเข้าจุดตายของศัตรูอย่างแม่นยำ เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วราตรี
การต่อสู้หน้าประตูวังหลวงดำเนินไปอย่างดุเดือด เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนแผ่นดินให้กลายเป็นสีชาด กลิ่นอายของสงครามคละคลุ้งไปทั่วทุกอณูอากาศ ไม่มีใครยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เพราะต่างฝ่ายต่างเดิมพันด้วยอนาคตของยุทธภพ
ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนของการประลองกำลังและเสียงกรีดร้องของทหารหาญ จางอี้เฟิงกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง...
พลังวัตรของหวงหลงที่ควรจะแผ่ซ่านด้วยความเกรี้ยวกราด กลับเริ่มอ่อนแรงลงทีละน้อยอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับว่าเป้าหมายที่แท้จริงของอีกฝ่ายไม่ใช่การเอาชนะเขาในการประลองตัวต่อตัว แต่เป็นการถ่วงเวลา...
ดวงตาของจางอี้เฟิงหรี่ลงเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากของหวงหลงขณะที่ดาบกำลังปะทะกันอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มของผู้ที่กำลังจะพ่ายแพ้ แต่มันคือรอยยิ้มของผู้ที่กำชัยชนะไว้ในกำมือแล้ว
"เจ้าตกหลุมพรางแล้ว, จางอี้เฟิง..." หวงหลงกระซิบเสียงต่ำด้วยความสะใจ
ทันใดนั้นเอง... เสียงระฆังเตือนภัยจากภายในวังหลวงก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นพร้อมกันถึงสามครั้ง! ตามด้วยเสียงระเบิดกัมปนาทที่ดังมาจาก *ตำหนักบูรพา*—สถานที่เก็บรักษา "คัมภีร์สวรรค์ไร้ลักษณ์" ของแท้ ที่จางอี้เฟิงคิดว่าปลอดภัยที่สุด!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากตำหนักบูรพา พร้อมกับเสียงหัวเราะอันเย็นเยียบที่คุ้นเคยยิ่ง ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วราตรี... เป็นเสียงของบุคคลที่จางอี้เฟิงคิดมาตลอดว่าได้ตายไปแล้วด้วยน้ำมือของหวงหลงเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านลมหนาวและหยาดเลือดนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
หมื่นกระบี่คืนรัง
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 44
สายลมแห่งสงคราม
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!