"เจ้าจะจมปลักอยู่กับคราบคาวเลือดที่ติดมือไปถึงไหนกัน?"
ไป๋หลิงวางถ้วยชาดินเผาลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระแทกเบาๆ ของมันดังก้องไปทั่วกระท่อมริมทะเล จางอี้เฟิงไม่ได้เงยหน้าขึ้น เขายังคงขัดถูรอยบิ่นบนฝักดาบไร้เงาด้วยเศษผ้าผืนบาง สายตาของเขาจับจ้องเพียงรอยบาดแผลที่เกิดจากการปะทะกับพรรคพวกของหวงหลงเมื่อหลายวันก่อน ราวกับว่าหากเขาขัดมันจนเงาวับได้ ความผิดบาปในใจจะเลือนหายไปพร้อมกับคราบเลือดเหล่านั้น
"ข้าไม่ได้จมปลัก" จางอี้เฟิงตอบเสียงเรียบ "ข้าเพียงแค่รอให้คมดาบหายสนิท"
"เจ้ากำลังโกหกตัวเอง" นางเดินอ้อมไปด้านหลังเขา ปลายนิ้วเรียวสัมผัสที่ไหล่ซึ่งมีรอยแผลเป็นพาดผ่าน "ท่ามกลางเสียงคลื่นและกลิ่นไอเกลือสมุทรที่นี่ เจ้ายังคงตื่นขึ้นมาในยามค่ำคืนเพราะเสียงฝีเท้าที่ไม่มีอยู่จริง จางอี้เฟิง... ยุทธภพไม่ได้ต้องการให้เจ้าเป็นเพียงเครื่องจักรสังหารที่พกพาดาบไปวันๆ"
จางอี้เฟิงหยุดมือ เขานิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ยุทธภพภายนอกอาจกำลังลุกเป็นไฟด้วยน้ำมือของมารโลหิต หวงหลง ทว่าในหมู่บ้านประมงเล็กๆ แห่งนี้ ชีวิตของชาวบ้านกลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและมั่นคง พวกเขาตื่นขึ้นมาเพื่อออกเรือ และกลับมาเพื่อแบ่งปันปลากับเพื่อนบ้าน เป็นความเรียบง่ายที่เขาไม่เคยสัมผัสมาตลอดชีวิตในสำนักเร้นลับ
"ข้าอาจจะเป็นเพียงศิษย์บาปที่ทำให้อาจารย์ต้องตาย" เขาพึมพำขณะลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างไม้ผุๆ มองออกไปเห็นชาวประมงวัยชรากำลังซ่อมแหด้วยมือที่สั่นเทา "หวงหลงยังคงตามหาข้าอยู่ หากข้าอยู่ที่นี่นานเกินไป หมู่บ้านนี้จะกลายเป็นสุสาน"
"นั่นคือเหตุผลที่เจ้าต้องฝึกฝนวิชาจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ไม่ใช่ฝึกฝนเพื่อการฆ่า" ไป๋หลิงก้าวมายืนเคียงข้าง "ดูตาเฒ่าคนนั้นสิ เขาไม่เคยใช้ดาบ แต่เขารู้ว่าคลื่นลูกไหนจะซัดเข้ามาและลูกไหนจะพัดพาไป เจ้าสู้มาทั้งชีวิตเพื่อหนีจากเงาของคนอื่น วันนี้ลองกลับมาเป็นเงาของธรรมชาติดูบ้างไหม?"
จางอี้เฟิงนิ่งเงียบ เขาพิจารณาคำพูดของหญิงสาว นี่คือสิ่งที่เขาละเลยมาตลอด การแสวงหาอำนาจเพื่อล้างแค้นทำให้เขามองข้ามวิถีแห่งเต๋าที่แท้จริง วิถีที่ไม่ได้มีไว้เพื่อครองใต้หล้า แต่มีไว้เพื่อเข้าใจความเป็นไปของใต้หล้า
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตราวกับชาวประมงคนหนึ่ง วางดาบไว้ใต้ผืนผ้าใบเก่าๆ เริ่มต้นจับปลาด้วยมือเปล่า เดินเท้าขึ้นเขาเพื่อเก็บสมุนไพร ความเหนื่อยล้าทางกายช่วยขัดเกลาจิตใจที่วุ่นวาย ความแค้นที่เคยร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงเริ่มถูกความเย็นของน้ำทะเลพัดพาให้มอดลงช้าๆ แต่ทว่า... ความเงียบสงบมักเป็นเพียงหน้ากากที่ปกปิดพายุที่กำลังก่อตัว
ในเช้าวันที่แปด ขณะที่เขาเดินกลับจากชายหาดพร้อมถังไม้ที่เต็มไปด้วยปลาหางเหลือง ชายชราที่เขาเคยเห็นซ่อมแหเป็นประจำกลับไม่มาปรากฏตัวที่ท่าเรือ บรรยากาศในหมู่บ้านเริ่มแปลกไป ไร้ซึ่งเสียงหัวเราะของเด็กๆ ไร้ซึ่งกลิ่นควันไฟจากเตาถ่าน ทุกอย่างเงียบงันราวกับถูกแช่แข็ง
จางอี้เฟิงวางถังปลาลง หัวใจของเขาเต้นรัวเป็นจังหวะที่คุ้นเคย จังหวะแห่งการระแวดระวังภัย เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แปลกปลอม—กลิ่นธูปหอมราคาสูงส่งที่ไม่มีทางพบในหมู่บ้านยากจนแห่งนี้
"ไป๋หลิง..." เขาเรียกชื่อนางเบาๆ ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูบ้าน
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงรอยเลือดจางๆ บนพื้นกระดานไม้ที่ลากยาวไปจนถึงหลังบ้าน จางอี้เฟิงพุ่งตัวไปข้างหน้าทันที ดาบไร้เงาถูกดึงออกจากฝักในชั่วพริบตา เขาสลัดคราบชาวประมงทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงยอดฝีมือที่ดวงตามีประกายคมปลาบดุจมัจจุราช
ที่หลังบ้าน ไป๋หลิงกำลังยืนเผชิญหน้ากับชายสวมชุดคลุมสีดำสนิทที่ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากรูปหัวกะโหลกสัตว์ ในมือของมันถือพัดเหล็กที่อาบไปด้วยสารพิษสีม่วงเข้ม รอบกายของมันคือร่างของชาวประมงที่นอนหมดสติไปราวกับหุ่นไร้วิญญาณ
"ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าการพักผ่อนของเจ้ามันสั้นเกินไป จางอี้เฟิง" ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเหมือนเหล็กขูดกัน "ท่านเจ้าสำนักหวงหลงไม่ได้ต้องการแค่ดาบของเจ้า... แต่เขากำลังรอคอย 'กุญแจ' ที่อาจารย์ของเจ้าทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นใจ"
จางอี้เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง กุญแจ? เขาไม่เคยรู้เรื่องกุญแจมาก่อน! ทันใดนั้น เงาสีดำสามสายพุ่งลงมาจากหลังคากระท่อมพร้อมอาวุธลับที่ซัดเข้าใส่เขาทุกทิศทาง จางอี้เฟิงตวัดดาบเป็นวงกลมรอบกาย ปัดป้องอาวุธเหล่านั้นจนเกิดประกายไฟวูบวาบ แต่มันเป็นเพียงกลลวง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันไม่ใช่ตัวเขา แต่คือไป๋หลิงที่ถูกพัดเหล็กจ่อเข้าที่ลำคอในเสี้ยววินาที
"วางดาบลงซะ เจ้าศิษย์เนรคุณ" ชายชุดดำแสยะยิ้มภายใต้หน้ากาก "ไม่อย่างนั้น ศพแรกที่หมู่บ้านประมงแห่งนี้จะได้เห็น... ก็คือแม่สาวนักฆ่าคนนี้!"
จางอี้เฟิงมองไป๋หลิงที่แม้จะตกอยู่ในอันตรายแต่สายตายังคงนิ่งสงบ นางพยักหน้าให้เขาเพียงน้อยนิด เป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ยอมให้เขาต้องเสียสละอิสรภาพเพื่อแลกกับชีวิตนาง แต่จางอี้เฟิงรู้ดีว่า หากเขาก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียว ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นแผ่นฟ้าที่ไร้รอยคาวเลือด
เขาค่อยๆ ลดดาบลง ดาบไร้เงาสั่นสะเทือนในมือราวกับมีชีวิต มันกำลังกรีดร้องไม่ยอมรับการยอมจำนน ทันใดนั้นเอง เสียงดนตรีพิณที่คุ้นหูอย่างประหลาดก็ดังก้องมาจากป่าหลังหมู่บ้าน พร้อมกับสายลมที่พัดเอาละอองหิมะโปรยปรายลงมาทั้งที่เป็นฤดูร้อน—เงาของชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากดงสน ในมือถือจดหมายประทับตราสำนักที่หายสาบสูญไปนานกว่ายี่สิบปี
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในยุทธภพแห่งนี้ครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 32
ชีวิตในหมู่บ้านประมง
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!