ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 32

ชีวิตในหมู่บ้านประมง

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
"เจ้าจะจมปลักอยู่กับคราบคาวเลือดที่ติดมือไปถึงไหนกัน?" ไป๋หลิงวางถ้วยชาดินเผาลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระแทกเบาๆ ของมันดังก้องไปทั่วกระท่อมริมทะเล จางอี้เฟิงไม่ได้เงยหน้าขึ้น เขายังคงขัดถูรอยบิ่นบนฝักดาบไร้เงาด้วยเศษผ้าผืนบาง สายตาของเขาจับจ้องเพียงรอยบาดแผลที่เกิดจากการปะทะกับพรรคพวกของหวงหลงเมื่อหลายวันก่อน ราวกับว่าหากเขาขัดมันจนเงาวับได้ ความผิดบาปในใจจะเลือนหายไปพร้อมกับคราบเลือดเหล่านั้น "ข้าไม่ได้จมปลัก" จางอี้เฟิงตอบเสียงเรียบ "ข้าเพียงแค่รอให้คมดาบหายสนิท" "เจ้ากำลังโกหกตัวเอง" นางเดินอ้อมไปด้านหลังเขา ปลายนิ้วเรียวสัมผัสที่ไหล่ซึ่งมีรอยแผลเป็นพาดผ่าน "ท่ามกลางเสียงคลื่นและกลิ่นไอเกลือสมุทรที่นี่ เจ้ายังคงตื่นขึ้นมาในยามค่ำคืนเพราะเสียงฝีเท้าที่ไม่มีอยู่จริง จางอี้เฟิง... ยุทธภพไม่ได้ต้องการให้เจ้าเป็นเพียงเครื่องจักรสังหารที่พกพาดาบไปวันๆ" จางอี้เฟิงหยุดมือ เขานิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ยุทธภพภายนอกอาจกำลังลุกเป็นไฟด้วยน้ำมือของมารโลหิต หวงหลง ทว่าในหมู่บ้านประมงเล็กๆ แห่งนี้ ชีวิตของชาวบ้านกลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและมั่นคง พวกเขาตื่นขึ้นมาเพื่อออกเรือ และกลับมาเพื่อแบ่งปันปลากับเพื่อนบ้าน เป็นความเรียบง่ายที่เขาไม่เคยสัมผัสมาตลอดชีวิตในสำนักเร้นลับ "ข้าอาจจะเป็นเพียงศิษย์บาปที่ทำให้อาจารย์ต้องตาย" เขาพึมพำขณะลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างไม้ผุๆ มองออกไปเห็นชาวประมงวัยชรากำลังซ่อมแหด้วยมือที่สั่นเทา "หวงหลงยังคงตามหาข้าอยู่ หากข้าอยู่ที่นี่นานเกินไป หมู่บ้านนี้จะกลายเป็นสุสาน" "นั่นคือเหตุผลที่เจ้าต้องฝึกฝนวิชาจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ไม่ใช่ฝึกฝนเพื่อการฆ่า" ไป๋หลิงก้าวมายืนเคียงข้าง "ดูตาเฒ่าคนนั้นสิ เขาไม่เคยใช้ดาบ แต่เขารู้ว่าคลื่นลูกไหนจะซัดเข้ามาและลูกไหนจะพัดพาไป เจ้าสู้มาทั้งชีวิตเพื่อหนีจากเงาของคนอื่น วันนี้ลองกลับมาเป็นเงาของธรรมชาติดูบ้างไหม?" จางอี้เฟิงนิ่งเงียบ เขาพิจารณาคำพูดของหญิงสาว นี่คือสิ่งที่เขาละเลยมาตลอด การแสวงหาอำนาจเพื่อล้างแค้นทำให้เขามองข้ามวิถีแห่งเต๋าที่แท้จริง วิถีที่ไม่ได้มีไว้เพื่อครองใต้หล้า แต่มีไว้เพื่อเข้าใจความเป็นไปของใต้หล้า ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตราวกับชาวประมงคนหนึ่ง วางดาบไว้ใต้ผืนผ้าใบเก่าๆ เริ่มต้นจับปลาด้วยมือเปล่า เดินเท้าขึ้นเขาเพื่อเก็บสมุนไพร ความเหนื่อยล้าทางกายช่วยขัดเกลาจิตใจที่วุ่นวาย ความแค้นที่เคยร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงเริ่มถูกความเย็นของน้ำทะเลพัดพาให้มอดลงช้าๆ แต่ทว่า... ความเงียบสงบมักเป็นเพียงหน้ากากที่ปกปิดพายุที่กำลังก่อตัว ในเช้าวันที่แปด ขณะที่เขาเดินกลับจากชายหาดพร้อมถังไม้ที่เต็มไปด้วยปลาหางเหลือง ชายชราที่เขาเคยเห็นซ่อมแหเป็นประจำกลับไม่มาปรากฏตัวที่ท่าเรือ บรรยากาศในหมู่บ้านเริ่มแปลกไป ไร้ซึ่งเสียงหัวเราะของเด็กๆ ไร้ซึ่งกลิ่นควันไฟจากเตาถ่าน ทุกอย่างเงียบงันราวกับถูกแช่แข็ง จางอี้เฟิงวางถังปลาลง หัวใจของเขาเต้นรัวเป็นจังหวะที่คุ้นเคย จังหวะแห่งการระแวดระวังภัย เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แปลกปลอม—กลิ่นธูปหอมราคาสูงส่งที่ไม่มีทางพบในหมู่บ้านยากจนแห่งนี้ "ไป๋หลิง..." เขาเรียกชื่อนางเบาๆ ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูบ้าน ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงรอยเลือดจางๆ บนพื้นกระดานไม้ที่ลากยาวไปจนถึงหลังบ้าน จางอี้เฟิงพุ่งตัวไปข้างหน้าทันที ดาบไร้เงาถูกดึงออกจากฝักในชั่วพริบตา เขาสลัดคราบชาวประมงทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงยอดฝีมือที่ดวงตามีประกายคมปลาบดุจมัจจุราช ที่หลังบ้าน ไป๋หลิงกำลังยืนเผชิญหน้ากับชายสวมชุดคลุมสีดำสนิทที่ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากรูปหัวกะโหลกสัตว์ ในมือของมันถือพัดเหล็กที่อาบไปด้วยสารพิษสีม่วงเข้ม รอบกายของมันคือร่างของชาวประมงที่นอนหมดสติไปราวกับหุ่นไร้วิญญาณ "ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าการพักผ่อนของเจ้ามันสั้นเกินไป จางอี้เฟิง" ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเหมือนเหล็กขูดกัน "ท่านเจ้าสำนักหวงหลงไม่ได้ต้องการแค่ดาบของเจ้า... แต่เขากำลังรอคอย 'กุญแจ' ที่อาจารย์ของเจ้าทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นใจ" จางอี้เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง กุญแจ? เขาไม่เคยรู้เรื่องกุญแจมาก่อน! ทันใดนั้น เงาสีดำสามสายพุ่งลงมาจากหลังคากระท่อมพร้อมอาวุธลับที่ซัดเข้าใส่เขาทุกทิศทาง จางอี้เฟิงตวัดดาบเป็นวงกลมรอบกาย ปัดป้องอาวุธเหล่านั้นจนเกิดประกายไฟวูบวาบ แต่มันเป็นเพียงกลลวง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันไม่ใช่ตัวเขา แต่คือไป๋หลิงที่ถูกพัดเหล็กจ่อเข้าที่ลำคอในเสี้ยววินาที "วางดาบลงซะ เจ้าศิษย์เนรคุณ" ชายชุดดำแสยะยิ้มภายใต้หน้ากาก "ไม่อย่างนั้น ศพแรกที่หมู่บ้านประมงแห่งนี้จะได้เห็น... ก็คือแม่สาวนักฆ่าคนนี้!" จางอี้เฟิงมองไป๋หลิงที่แม้จะตกอยู่ในอันตรายแต่สายตายังคงนิ่งสงบ นางพยักหน้าให้เขาเพียงน้อยนิด เป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ยอมให้เขาต้องเสียสละอิสรภาพเพื่อแลกกับชีวิตนาง แต่จางอี้เฟิงรู้ดีว่า หากเขาก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียว ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นแผ่นฟ้าที่ไร้รอยคาวเลือด เขาค่อยๆ ลดดาบลง ดาบไร้เงาสั่นสะเทือนในมือราวกับมีชีวิต มันกำลังกรีดร้องไม่ยอมรับการยอมจำนน ทันใดนั้นเอง เสียงดนตรีพิณที่คุ้นหูอย่างประหลาดก็ดังก้องมาจากป่าหลังหมู่บ้าน พร้อมกับสายลมที่พัดเอาละอองหิมะโปรยปรายลงมาทั้งที่เป็นฤดูร้อน—เงาของชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากดงสน ในมือถือจดหมายประทับตราสำนักที่หายสาบสูญไปนานกว่ายี่สิบปี ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในยุทธภพแห่งนี้ครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%