ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า•ตอนที่ 33

ลมหายใจแห่งเต๋า

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
"ข้าไม่ได้ต้องการเห็นกระบี่ของท่าน แต่ข้าต้องการเห็น 'ใจ' ของท่านต่างหาก จางอี้เฟิง" ไป๋หลิงเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในถ้ำลึกบนยอดเขาเทียนซาน น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นไหว มือเรียวบางของนางขยับวางถ้วยชาเซรามิกสีหม่นลงบนแผ่นหิน ปลายนิ้วแตะค้างไว้ครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความจริงกับคำลวง จางอี้เฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบดุจดาบที่เก็บเข้าฝักของเขายังคงปิดสนิท ทว่าประสาทสัมผัสทั้งห้ากลับเปิดรับทุกอณูของอากาศที่เคลื่อนผ่าน รอบกายเขาไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นกระแสพลังแห่งเต๋าที่ไหลเวียนดั่งสายน้ำที่ไร้รูปแบบ "ใจของข้า... เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความแค้นที่ตกค้างจากคืนวันเก่าๆ เจ้าก็รู้ดี ไป๋หลิง" อี้เฟิงลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของเขาไร้ซึ่งระลอกคลื่น ทว่าลึกลงไปกลับมีความโศกเศร้าที่ถูกกดทับไว้ด้วยวินัยแห่งการฝึกฝน "การจะมองเห็นสัจธรรมด้วยใจที่เปื้อนเลือดนั้น มิใช่เรื่องง่ายดายดั่งการพินิจหยดน้ำค้างบนยอดหญ้า" "แต่ในความเงียบนี้..." ไป๋หลิงโน้มตัวเข้าหาเขาเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยในฤดูหนาวโชยมาปะทะจมูก "ท่านได้ยินเสียงกระบี่ของตนเองหรือไม่? หรือท่านได้ยินเพียงเสียงเรียกร้องของดาบมารหวงหลงที่คอยกัดกินจิตวิญญาณท่านอยู่ทุกยาม" อี้เฟิงนิ่งงัน คำถามของนางคมบาดลึกยิ่งกว่าปลายกระบี่ใดๆ ที่เขาเคยเผชิญ เขามองไปยังเปลวไฟเล็กๆ ที่เต้นระบำอยู่บนกองฟืน ลมหายใจเข้าออกของเขาเริ่มผสานเป็นจังหวะเดียวกับหยดน้ำที่กระทบพื้นหินด้านนอกถ้ำ... แปะ... แปะ... ทุกจังหวะไม่ใช่เพียงเสียง แต่เป็นจังหวะแห่งการดำรงอยู่ ยามนี้เอง ความตระหนักรู้ที่เงียบงันพลันบังเกิด ภาพจำของอาจารย์ที่ถูกใส่ร้าย ภาพกองเพลิงที่เผาผลาญสำนักเร้นลับ ไม่ได้ดูน่าเกลียดน่าชังดังเช่นที่เคยเป็น แต่มันกลับกลายเป็นเพียง 'ร่องรอย' หนึ่งบนผืนผ้าใบแห่งจักรวาล เหมือนกับดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงดินเพื่อรอวันผลิบานใหม่ นี่คือสัจธรรมที่หวงหลงไม่มีวันเข้าใจ เพราะมารโลหิตผู้นั้นพยายาม 'ยึดครอง' โลกด้วยความตาย ในขณะที่วิถีแห่งเต๋าคือการ 'ปล่อยวาง' เพื่อให้สรรพสิ่งดำเนินไป "ข้าเห็นแล้ว..." อี้เฟิงเอ่ยเสียงแผ่ว ทว่ากังวานด้วยพลังอำนาจภายใน "ความเงียบไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือที่ตั้งของสรรพสิ่ง" "เช่นนั้น ท่านจะเลือกอะไร?" ไป๋หลิงถามพลางรินชาเพิ่มให้เขา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่มักจะเย็นชา "จะยอมเป็นเพียงดาบที่ถูกชักออกจากฝักเพื่อล้างแค้น หรือจะเป็นขุนเขาที่สงบนิ่งจนมารร้ายไม่อาจแตะต้องได้" "ข้าเลือกที่จะเป็นกระบี่... ที่ไม่ต้องมีเงา" อี้เฟิงตอบ สายตาเขาทอดมองออกไปนอกถ้ำที่พายุหิมะเริ่มโหมกระหน่ำ แต่น่าแปลกที่ในใจเขากลับสงบนิ่งดั่งดวงตาพายุ ฉับพลันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ขัดกับจังหวะของธรรมชาติก็ดังขึ้นจากเส้นทางหินแคบๆ ด้านนอก กลิ่นอายสังหารอันรุนแรงที่คุ้นเคยพุ่งเข้าหาถ้ำดั่งลูกธนูอาบยาพิษ ไป๋หลิงชักกระบี่สั้นออกมาในทันที ดวงตาของนางหรี่ลงด้วยความระแวดระวัง "มันตามเรามาเร็วกว่าที่คิด" นางกระซิบ เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงปากถ้ำ กลิ่นคาวเลือดโชยนำมาก่อนตัวบุคคล ร่างสูงใหญ่ในชุดสีแดงฉานดั่งโลหิตยืนเด่นตระหง่าน มือข้างหนึ่งถือกระบี่หักที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง ดวงตาของ 'หวงหลง' กวาดมองเข้ามาในถ้ำด้วยความดูแคลน เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าในเกมนี้ "เจ้าคิดว่าความเงียบจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นได้หรือ อี้เฟิง?" หวงหลงแค่นหัวเราะ เสียงของเขาฟังดูดุดันและแฝงไปด้วยพลังกดดันมหาศาล "เจ้าอาจจะพบสัจธรรมในถ้ำรูหนูแห่งนี้ แต่สัจธรรมของโลกใบนี้คือ... ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรอดชีวิต!" จางอี้เฟิงไม่ได้ขยับตัว เขายังคงนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบที่เขาสร้างขึ้น ทว่าเขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ... ด้ามกระบี่ของหวงหลงไม่ได้สั่นไหวเพราะความโกรธ แต่มันสั่นไหวเพราะ 'ความกลัว' ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความโอหัง อี้เฟิงค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของมารโลหิต เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกมา แต่เขากลับปล่อยมือให้ว่างเปล่า "หวงหลง... สิ่งที่เจ้าถืออยู่ในมือไม่ใช่กระบี่ แต่มันคือโซ่ตรวนที่ผูกมัดเจ้าไว้กับอดีตที่เจ้าไม่เคยลืม" หวงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นที่ถูกจี้จุดตาย "หุบปาก! ข้าจะตัดหัวเจ้าให้หลุดจากบ่า แล้วลากศพเจ้าไปประจานต่อหน้าศิษย์สำนักเร้นลับที่เหลือ!" เขากระโจนเข้าหาอี้เฟิงพร้อมพลังมารที่แผ่พุ่งออกมาดั่งพายุคลั่ง ไป๋หลิงกรีดร้องเตือน ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่ปลายกระบี่ของหวงหลงจะถึงตัว อี้เฟิงกลับขยับตัวเพียงเล็กน้อยด้วยท่วงท่าที่ดูเชื่องช้าทว่าแม่นยำดั่งสายฟ้าฟาด เขาเพียงแค่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเข้าสู่พื้นที่ว่างระหว่างกระบี่ของหวงหลง แล้ววางฝ่ามือลงบนอกของอีกฝ่ายเบาๆ เสียงปะทะก้องกังวานดั่งระฆังโบสถ์ ร่างของหวงหลงกระเด็นออกไปปะทะกับผนังถ้ำจนหินแตกร้าว ทว่าเมื่อฝุ่นควันจางลง ทุกคนกลับต้องผงะกับสิ่งที่เห็น หวงหลงไม่ได้บาดเจ็บจากการโจมตีของอี้เฟิง แต่กระบี่หักในมือของเขากลับแตกละเอียดเป็นผุยผงลงสู่พื้น ดั่งถูกพลังบางอย่างที่เหนือกว่าทำลายโครงสร้างภายในจนหมดสิ้น และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... บนหน้าอกของหวงหลง มีรอยประทับฝ่ามือที่เปล่งแสงสีทองจางๆ วาบขึ้นและดับลงไป นั่นคือพลังแห่งวิชาที่สาบสูญไปนับร้อยปี "นี่... นี่มันวิชาอะไรกัน?" หวงหลงกระอักเลือดออกมาคำโต แววตาของเขาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด อี้เฟิงมองมือของตัวเองด้วยความสงบ "มันมิใช่วิชาที่ข้าคิดค้น แต่เป็นสิ่งที่เจ้ามองข้ามไปตลอดชีวิต... พลังของความว่างเปล่าอย่างไรเล่า" ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นยะเยือกและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากมุมมืดลึกเข้าไปในถ้ำ มิใช่เสียงของหวงหลง มิใช่เสียงของไป๋หลิง แต่มันคือเสียงของคนผู้หนึ่งที่ควรจะตายไปนานแล้ว... เสียงของอาจารย์ของเขา "ศิษย์รัก... เจ้าบรรลุวิชาได้รวดเร็วนัก แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า 'ความว่างเปล่า' ก็มีราคาที่ต้องจ่าย?" เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดมิดเบื้องหลังหวงหลง รูปร่างหน้าตาของเขานั้นเหมือนกับอาจารย์ของอี้เฟิงทุกกระเบียดนิ้ว แต่ในดวงตานั้นกลับไม่มีความเมตตา มีเพียงความทะเยอทะยานที่ดำมืดราวกับหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง อี้เฟิงนิ่งค้างไปชั่วขณะ มือที่เพิ่งหยุดวิชาเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย ความเงียบที่เขาเคยยึดถือพังทลายลงในชั่วพริบตาเมื่อเผชิญหน้ากับภาพมายาที่เขาสู้อุตส่าห์ก้าวข้ามมาตลอดชีวิต ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านลมหายใจแห่งเต๋าและรอยเลือดในบทนี้ไปพร้อมกับผมครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาบเดียวตัดดารา: บันทึกวิถีเต๋าใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%